โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease) เป็นอาการที่ระบบภูมิคุ้มกันของคุณโจมตีของกายคุณเองโดยผิดพลาด อาขส่งผลต่ออวัยวะอย่างหนึ่งหรือต่อร่างกายโดยรวม

คำจำกัดความ

โรคแพ้ภูมิตัวเองคืออะไร

โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease) เป็นอาการที่ระบบภูมิคุ้มกันของคุณโจมตีของกายคุณเองโดยผิดพลาด โดยปกติแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันจะต้านทานเชื้อโรค อย่างเช่นแบคทีเรียและไวรัสชนิดต่างๆ เมื่อโดยภูมิคุ้มกันตรวจจับสิ่งแปลกปลอม จะส่งกลุ่มเซลล์เพื่อไปโจมตีสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น

โดยปกติแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันสามารถแยกความแตกต่าง ระหว่างเซลล์แปลกปลอมและเซลล์ตัวเองได้ แต่สำหรับโรคแพ้ภูมิตัวเองนั้น ระบบภูมิคุ้มกันจะจำแนกส่วนของร่างกาย อย่างเช่นข้อต่อและผิวหนัง อย่างผิดพลาดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงปล่อยโปรตีนที่เรียกว่าออโตแอนติบอดี ที่โจมตีเซลล์ที่แข็งแรงออกมา

โรคแพ้ภูมิตัวเองบางประเภทส่งผลต่อหนึ่งอวัยวะเท่านั้น เบาหวานชนิดที่ 1 เป็นอันตรายต่อตับอ่อน โรคอื่นๆ อย่างเช่นโรคลูปัส (lupus) ส่งผลต่อร่างกายโดยรวม

ตัวอย่างโรคแพ้ภูมิตัวเอง ได้แก่

  • ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) ระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดีที่ติดกับเนื้อเยื่อข้อต่อ จากนั้น เซลล์ระบบภูมิคุ้มกันก็โจมตีข้อต่อ ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และปวด หากไม่ได้รับการรักษา ข้ออักเสบรูมาตอยด์จะค่อยๆ ทำให้ข้อต่อเสียหายอย่างถาวร การรักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์ สามารถทำได้โดยการใช้ยารับประทาน หรือยาฉีดหลายประเภท ที่ลดการทำงานที่มากเกินไปของระบบภูมิคุ้มกัน
  • โรคแพ้ภูมิตัวเองหรือโรคลูปัส (lupus) ผู้ป่วยโรคลูปัสมีการสร้างแอนติบอดีต้านภูมิตัวเอง ที่สามารถติดอยู่กับเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย ข้อต่อ ปอด เซลล์เม็ดเลือด เส้นประสาท และไต มักได้รับผลกระทบจากโรคลูปัส การรักษามักใช้ยาเพรดนิโซน (prednisone) สำหรับรับประทานประจำวัน ซึ่งเป็นสเตียรอยด์ที่ลดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  • โรคลำไส้อักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเยื่อบุลำไส้ ทำให้มีอาการท้องร่วง เลือดออกที่ทวารหนัก ขับถ่ายกะทันหัน ปวดท้อง มีไข้ และน้ำหนักลดเป็นระยะ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผล (Ulcerative colitis) และโรคโครห์น (Crohn’s disease) เป็นสองประเภทหลักของโรคลำไส้อักเสบ ยากดภูมิคุ้มกันสำหรับรับประทานและฉีดสามารถใช้รักษาโรคลำไส้อักเสบได้
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis: MS) ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเซลล์ประสาท ทำให้เกิดอาการต่างๆ ได้แก่ อาการปวด ตาพร่า อ่อนเพลีย การประสานงานของอวัยวะร่างกายไม่ดี และกล้ามเนื้อกระตุก สามารถใช้ยากดภูมิคุ้มกันหลายชนิด เพื่อรักษาโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งได้
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 1 แอนติบอดีที่ระบบภูมิคุ้มกันสร้างขึ้น โจมตีและทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ต้องฉีดอินซูลินเพื่อให้มีชีวิตรอดได้

พบได้บ่อยเพียงใด

ผู้หญิงเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองในอัตรา 2 ต่อ 1 เมื่อเทียบกับผู้ชาย กล่าวคือ ผู้หญิงร้อยละ 6.4 ต่อผู้ชายร้อยละ 2.7 โรคนี้มักเริ่มเกิดขึ้นในช่วงวัยที่มีบุตรได้ของผู้หญิง (ช่วงอายุ 14 ถึง 44)

โรคแพ้ภูมิตัวเองบางประเภทพบในบางกลุ่มชาติพันธุ์ได้มากกว่า ตัวอย่างเช่น โรคลูปัส ส่งผลต่อชาวแอฟริกันอเมริกันและฮิสแพนิค มากกว่าชาวคอเคเชียน

โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของโรคแพ้ภูมิตัวเอง

อาการที่พบโดยทั่วไปของโรคแพ้ภูมิตัวเอง ได้แก่

  • อ่อนเพลีย
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • มีอาการบวมและรอยแดง
  • มีไข้ต่ำ
  • สมาธิสั้น
  • มีอาการชา และปวดเสียวที่มือและเท้า
  • ผมร่วง
  • มีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง

โรคแพ้ภูมิตัวเองประเภทต่างๆ ยังสามารถมีอาการเฉพาะได้ ตัวอย่างเช่น เบาหวานชนิดที่ 1 ทำให้มีอาการกระหายน้ำมาก น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย โรคลำไส้อักเสบทำให้ปวดท้อง ท้องอืด และท้องร่วง

โรคแพ้ภูมิตัวเองประเภทโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis หรือ RA) จะมีอาการที่เป็นแล้วหายได้ รอบที่เกิดอาการเรียกว่าระยะอาการกำเริบ (flare-ups) รอบที่อาการหายไปเรียกว่าระยะโรคสงบ (remissions)

อาจมีบางอาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการต่างๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้นหรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของโรคแพ้ภูมิตัวเอง

สาเหตุโรคแพ้ภูมิตัวเองไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่บางคนมีโอกาสเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองได้มากกว่าผู้อื่น

โรคแพ้ภูมิตัวเองบางประเภท อย่างเช่นโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งและโรคลูปัส มีการถ่ายทอดในครอบครัวได้ สมาชิกในครอบครัวทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองประเภทเดียวกัน แต่สามารถถ่ายทอดแนวโน้มที่จะมีอาการแพ้ภูมิตัวเองได้

เนื่องจากการเกิดโรคแพ้ภูมิตัวเองเพิ่มสูงขึ้น นักวิจัยสันนิษฐานว่า อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น การติดเชื้อและการสัมผัสสารเคมีหรือตัวทำละลาย

อาหารแบบ “ตะวันตก” เป็นสิ่งกระตุ้นที่สันนิษฐานไว้ประการหนึ่ง การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง และผ่านการแปรรูป สัมพันธ์กับอาการติดเชื้อ ซึ่งอาจทำให้มีการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการพิสูจน์

ทฤษฎีอีกประการหนึ่งเรียกว่าสมมุติฐานสุขศาสตร์ (hygiene hypothesis) เนื่องจากการได้รับวัคซีนและสารระงับเชื้อ เด็กในปัจจุบันนี้ไม่ได้สัมผัสเชื้อโรคได้เท่ากับในอดีต การขาดการสัมผัสเชื้อโรค อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันมีปฏิกิริยาที่มากเกินไป ต่อสารที่เป็นอันตราย

ปัจจัยเสี่ยง

ความเสี่ยงในการเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง

โรคแพ้ภูมิตัวเองมีความเสี่ยงหลายประการ ได้แก่

  • เพศหญิง
  • ช่วงวัยเด็กถึงวัยกลางคน
  • ชนชาติแอฟริกันอเมริกัน อินเดียนอเมริกัน หรือละตินอเมริกัน
  • มีประวัติครอบครัวเคยเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง
  • สัมผัสกับสาเหตุจากสิ่งแวดล้อม
  • มีการติดเชื้อก่อนหน้านี้

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคแพ้ภูมิตัวเอง

การตรวจชนิดเดียวไม่สามารถวินิจฉัยโรคแพ้ภูมิตัวเองส่วนใหญ่ได้ แพทย์จะใช้วิธีการตรวจหลายประเภทร่วมกัน และการประเมินอาการเพื่อวินิจฉัยอาการของคุณ

การตรวจ antinuclear antibody (ANA) มักเป็นการตรวจประเภทแรกที่แพทย์ใช้เมื่อมีอาการแสดงว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง ผลตรวจเป็นบวกหมายความว่า คุณอาจเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองประเภทหนึ่ง แต่จะไม่ยืนยันว่า คุณเป็นโรคประเภทใด

การตรวจประเภทอื่นดำเนินการเพื่อหาออโตแอนติบอดี เฉพาะที่เกิดขึ้นเมื่อเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองบางประเภท นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจทำการตรวจเพื่อหาอาการอักเสบในร่างกายที่เกิดจากโรคประเภทดังกล่าว

การรักษาโรคแพ้ภูมิตัวเอง

การรักษาไม่สามารถทำให้โรคแพ้ภูมิตัวเองหายขาดได้ แต่สามารถควบคุมการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป และลดอาการอักเสบได้ ยาที่ใช้รักษาอาการดังกล่าว ได้แก่

  • ยาแก้อักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์ (Nonsteroidal anti-inflammatory drugs: NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) (Motrin, Advil) และเนพร็อกเซน (naproxen) (Naprosyn)
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immune-suppressing drugs)

นอกจากนี้ ยังมียาที่ใช้บรรเทาอาการต่างๆ ได้ เช่น อาการปวด อาการบวม อาการอ่อนเพลีย และผื่นที่ผิวหนัง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองเพื่อช่วยรับมือโรคแพ้ภูมิตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองดังต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณรับมือกับโรคแพ้ภูมิตัวเองได้

  • รับประทานอาหารที่สมดุล
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: ตุลาคม 14, 2018 | Last Modified: ตุลาคม 14, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย