ไขมันพอกตับ คือภาวะการก่อตัวของไขมันในตับที่มีมากกว่าร้อยละ 5 ถึง 10 ของน้ำหนักตับ ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม ไขมันพอกตับมักไม่มีอาการและมักไม่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างถาวร

คำจำกัดความ

ไขมันพอกตับคืออะไร

ไขมันพอกตับ (Fatty liver) หรือไขมันจับตับ (steatosis) คือภาวะการก่อตัวของไขมันในตับ แม้ว่าปกติตับจะมีปริมาณไขมันอยู่แล้ว แต่หากมีปริมาณไขมันมากกว่าร้อยละ 5 ถึง 10 ของน้ำหนักตับ จะถือว่ามีภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม ไขมันพอกตับมักไม่มีอาการและมักไม่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างถาวร

ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในร่างกาย มีหน้าที่จัดการทุกสิ่งที่เรารับประทานหรือดื่ม รวมทั้งช่วยกรองสารพิษตกค้างจากกระแสเลือด กระบวนการดังกล่าวจะถูกขัดขวางหากมีไขมันมากเกินไป ตับมักซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างเซลล์ใหม่เมื่อเซลล์เดิมเสียหาย หากเมื่อเกิดความเสียหายซ้ำๆ จะเกิดพังผืดถาวรขึ้น เรียกว่าตับแข็ง (cirrhosis)

ไขมันพอกตับพบได้บ่อยเพียงใด

ไขมันในตับพบได้ทั่วไป ชาวอเมริกันประมาณร้อยละ 10 ถึง 20 มีไขมันมากเกินไปในตับ แต่ไม่มีอาการอักเสบหรือเกิดความเสียหาย อย่างไรก็ดี โรคนี้สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับมักไม่มีอาการที่สัมพันธ์กัน อาจมีอาการอ่อนเพลียหรือปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ ตับอาจโตขึ้นเล็กน้อยโดยแพทย์สามารถตรวจพบได้ในระหว่างการตรวจร่างกาย

ไขมันส่วนเกินสามารถทำให้เกิดตับอักเสบได้ หากตับมีอาการอักเสบ อาจเกิดอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดท้อง อ่อนเพลีย และมึนงง

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของไขมันพอกตับ

เชื่อกันว่าสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของโรคไขมันพอกตับคือโรคพิษสุราเรื้อรัง และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินปริมาณที่เหมาะสม แต่ในผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นพิษสุราเรื้อรัง แพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับจะมีอาการมากขึ้นเมื่อร่างกายร้างไขมันมากเกินไป หรือไม่สามารถเผาผลาญไขมันได้เร็วพอ ไขมันส่วนเกินจะถูกเก็บในเซลล์ตับ และสะสมมากขึ้นจนทำให้เกิดไขมันพอกตับได้ ส่วนการรับประทานอาหารไขมันสูงไม่ได้ระบุว่า เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดไขมันพอกตับ

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของไขมันพอกตับ

คุณอาจมีความเสี่ยงมากขึ้นสำหรับไขมันพอกตับหากมีอาการดังต่อไปนี้

  • โรคอ้วน
  • ไขมันในเลือดสูง
  • เบาหวาน

ไขมันพอกตับเป็นการก่อตัวของไขมันส่วนเกินในตับ และมีโอกาสเกิดได้มากกว่าในกลุ่มคนที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก็มีความเสี่ยงในการเป็นไขมันพอกตับได้เช่นกัน การสะสมของไขมันในตับสัมพันธ์กับอาการต่อต้านอินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดได้จากสาเหตุดังต่อไปนี้

  • การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว
  • ผลข้างเคียงของยาบางชนิด ได้แก่ แอสไพริน สเตียรอยด์ ทามอคซิเฟน (tamoxifen) และเททราไซคลีน (tetracycline)
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไป
  • การใช้ยาที่ซื้อมาใช้เองบางชนิด เช่น อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) ในขนาดที่มากเกินกว่าที่แนะนำ
  • การตั้งครรภ์
  • คอเลสเตอรอลสูง
  • ระดับไตรกลีเซอไรด์สูง
  • ภาวะทุพโภชนาการ
  • โรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญอาหาร

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัย

หากแพทย์สงสัยว่าคุณเป็นไขมันพอกตับ จะมีการตรวจร่างกายและจิตใจ การวินิจฉัยโรคไขมันพอกตับมักมีวิธีดังต่อไปนี้

  • การตรวจเลือด: แพทย์อาจพบว่าเอนไซม์ในตับมีค่าสูงกว่าปกติ แต่สิ่งนี้ไม่ได้ยืนยันการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไขมันพอกตับ การวิเคราะห์ในลำดับต่อไปเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหาสาเหตุของอาการตับอักเสบ
  • อัลตราซาวนด์: ไขมันที่ตับจะมองเห็นเป็นบริเวณสีขาวในภาพอัลตราซาวนด์ อาจมีการตรวจประเภทอื่น เช่น ซีทีสแกน หรือ เอ็มอาร์ไอ ซึ่งช่วยในการตรวจจับไขมันในตับเท่านั้น แต่ไม่สามารถช่วยให้แพทย์ยืนยันความเสียหายในอนาคตใดๆ ได้
  • การตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อตับ: ในการตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อตับ แพทย์จะสอดเข็มไปที่ตับเพื่อนำเนื้อเยื่อออกมาตรวจ แพทย์จะใช้ยาชาเพื่อให้อาการปวดลดลง ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ทราบอย่างแน่ชัดว่ามีไขมันพอกตับหรือไม่ การตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อตับยังจะช่วยให้แพทย์ระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้

การรักษา

ไม่มียาหรือการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคไขมันพอกตับ แต่แพทย์จะให้ข้อแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงได้แก่

  • จำกัดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมระดับคลอเรสเตอรอล
  • ลดน้ำหนัก
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

หากคุณเป็นไขมันพอกตับเนื่องจากโรคอ้วน หรือนิสัยการรับประทานที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แพทย์อาจแนะนำให้คุณเพิ่มการออกกำลังกายและงดอาหารบางประเภท การลดปริมาณแคลอรี่ที่คุณรับประทานในแต่ละวันสามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนักและรักษาตับได้

คุณยังสามารถรักษาไขมันพอกตับได้โดยการลดหรืองดอาหารที่มีไขมันและอาหารที่มีน้ำตาลสูง ให้เลือกอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น เช่น ผลไม้สด ผัก และธัญพืชเต็มเมล็ด และควรบริโภคโปรตีนไขมันต่ำจากไก่และปลา แทนที่สัตว์เนื้อแดง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองที่ช่วยจัดการกับโรคไขมันพอกตับ

ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และใช้ยาสำหรับเบาหวานหรือคอเลสเตอรอลสูงตามแพทย์สั่ง นอกจากนี้ ควรเพิ่มการออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง/ 4-5 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เพื่อรักษาน้ำหนักที่เหมาะสม

หากมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณได้ดีขึ้น

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มีนาคม 26, 2019 | Last Modified: มีนาคม 26, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย