คำจำกัดความ

ไวรัสตับอักเสบคืออะไร

ไวรัสตับอักเสบ (viral hepatitis) เป็นอาการที่ตับติดเชื้อ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเชื้อไวรัสเฮปพาไตติส (hepatitis virus) การอักเสบจะเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันสัมผัสได้ถึงอันตราย เช่น ไวรัสและส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวมาอยู่รอบบริเวณนั้นเพื่อปกป้องร่างกาย อาการนี้ทำให้เกิดรอยแดง บวมหรือเจ็บในบางครั้ง

เชื้อไวรัสเฮปพาไตติสจะทำลายตับ และทำให้เกิดแผลเป็นในตับ เรียกว่าตับแข็ง โดยอาการตับแข็งอาจทำให้เป็นมะเร็งตับ ตับวาย หรือเสียชีวิตได้ ตับทำหน้าที่เปลี่ยนอาหารที่คุณรับประทานให้เป็นพลังงาน ตับยังกำจัดแอลกอฮอล์และของเสียจากเลือด ช่วยกระเพาะอาหารและลำไส้ในการย่อยอาหาร รวมถึงสร้างโปรตีนที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ เพื่อควบคุมและหยุดการไหลของเลือด

ไวรัสตับอักเสบรวมถึงไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี และอี ไวรัสที่แตกต่างกันก็จะส่งผลต่อการแพร่เชื้อที่ต่างกัน

ไวรัสตับอักเสบพบได้บ่อยแค่ไหน

ไวรัสตับอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อย ผู้คนในวัยใดก็สามารถป่วยเป็นโรคนี้ได้ โรคนี้อาจควบคุมได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยง ไวรัสตับอักเสบ เอ ส่งผลต่อผู้หญิงและผู้ชายในทำนองเดียวกัน ไวรัสตับอักเสบ บี จะส่งผลต่อผู้หญิงต่างไปจากผู้ชาย ไวรัสตับอักเสบ ซี จะส่งผลต่อผู้หญิงต่างไปจากผู้ชายเช่นกัน โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิดคล้ายคลึงกัน อาการเหล่านี้ได้แก่

  • อาการไข้ต่ำๆ (อุณหภูมิระหว่าง 37.5 และ 38.3 องศาเซลเซียส)
  • เหนื่อยล้า
  • เบื่ออาหาร
  • ท้องไส้ปั่นป่วน
  • อาเจียน
  • ปวดท้อง
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม
  • อุจจาระมีสีเหมือนดิน
  • ปวดข้อต่อ
  • ดีซ่าน หรืออาการที่ผิวและตาขาวกลายเป็นสีเหลือง

ผู้ที่เพิ่งจะติดเชื้อมักจะมีแนวโน้มที่จะมีอาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่านั้น แต่บางรายก็ไม่มีอาการใดๆ เชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ มักจะทำให้เกิดอาการ แต่คนส่วนมากเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี จะไม่มีอาการ

การตรวจเลือดบางชนิดอาจแสดงให้เห็นได้ว่าคุณมีไวรัสตับอักเสบหรือไม่ แม้ว่าคุณจะไม่มีอาการใดๆ ก็ตาม ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซีเรื้อรัง มักจะมีอาการเมื่อตับได้รับความเสียหาย

อาจมีอาการหรือสัญญาณอื่นที่ไม่ได้กล่าวถึง หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับสัญญาณเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อไหร่ที่ฉันควรจะไปโรงพยาบาล

หากคุณมีอาการหรือสัญญาณใดๆ ตามที่กล่าวไปข้างต้น หรือมีคำถาม ควรปรึกษาแพทย์ ร่างกายแต่ละคนตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดคือปรึกษาแพทย์ว่า อะไรเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของไวรัสตับอักเสบ

ไวรัสตับอักเสบเอ

ไวรัสตับอักเสบ เอ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเฮปพาไตติสชนิดเอ (hepatitis A virus หรือ HAV) เชื้อชนิดนี้จะแพร่โดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ

ไวรัสตับอักเสบบี

เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จะแพร่ผ่านการสัมผัสกับของเหลวจากร่างกายผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด ตกขาวหรือน้ำอสุจิที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสเฮปพาไตติสบี (hepatitis B virus หรือ HBV) การใช้เข็มฉีดยา มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ หรือใช้มีดโกนร่วมกับผู้ติดเชื้อ จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

ไวรัสตับอักเสบซี

ไวรัสตับอักเสบซีเกิดจากเชื้อไวรัสเฮปพาไตติสชนิด ซี เชื้อดังกล่าวแพร่ผ่านการสัมผัสกับของเหลวจากผู้ติดเชื้อ ปกติแล้วผ่านทางการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และการมีเพศสัมพันธ์

ไวรัสตับอักเสบดี

หรือที่เรียกว่าไวรัสตับอักเสบชนิดเดลตา (delta hepatitis) ไวรัสตับอักเสบ ดี เป็นโรคตับชนิดรุนแรง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเฮปพาไตติสชนิดดี (hepatitis D virus หรือ HDV) เชื้อดังกล่าวจะแพร่ผ่านการสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบดีเป็นการติดเชื้อเฮปพาไตติสชนิดหายาก ที่พบร่วมกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เชื้อไวรัสเฮปพาไตติสชนิดดีจะไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ หากไม่มีเชื้อไวรัสเฮปพาไตติสชนิดบีร่วมด้วย

ไวรัสตับอักเสบอี

ไวรัสตับอักเสบ อี เป็นโรคที่แพร่ทางน้ำ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเฮปพาไตติสชนิดอี (hepatitis E virus หรือ HEV) เชื้อดังกล่าวพบมากในบริเวณที่มีสุขอนามัยที่ไม่ดี และมักจะเป็นผลมาจากการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระ มีรายงานโรคไวรัสตับอักเสบ อี ในตะวันออกกลาง เอเชีย อเมริกากลาง และแอฟริกา อ้างอิงจากหน่วยป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของไวรัสตับอักเสบ

โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ

การซักประวัติและตรวจร่างกาย

ในการวินิจฉัยโรคตับอักเสบ ขั้นแรกแพทย์จะนำประวัติไปหาว่าคุณมีปัจจัยเสี่ยงใด ที่อาจทำให้คุณติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ

ระหว่างตรวจร่างกาย แพทย์อาจกดลงบนท้องเบาๆ เพื่อดูว่ามีอาการเจ็บหรือกดเจ็บหรือไม่ แพทย์อาจจะสัมผัสถึงตับที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หากผิวหนังหรือตาคุณเป็นสีเหลือง แพทย์อาจจะจดบันทึกระหว่างตรวจร่างกาย

การตรวจการทำงานของตับ

การตรวจการทำงานของตับจะใช้ตัวอย่างเลือด เพื่อดูการทำงานของตับว่ายังมีประสิทธิภาพดีหรือไม่ ผลการตรวจที่ผิดปกติ อาจเป็นข้อบ่งชี้แรกถึงโรค โดยเฉพาะหากคุณไม่ได้มีอาการใดๆ ระหว่างการตรวจร่างกายเพื่อหาโรคตับ ระดับเอนไซม์ตับในปริมาณสูง อาจบ่งถึงความตึงเครียดหรือความเสียหายของตับ หรือการทำงานที่ผิดปกติ

การตรวจเลือดประเภทอื่น

หากผลการตรวจการทำงานของตับผิดปกติ แพทย์มักจะสั่งให้ตรวจเลือดประเภทอื่น เพื่อตรวจหาสาเหตุของโรค การตรวจเหล่านี้อาจใช้เพื่อตรวจหาไวรัสที่ทำให้ตับอักเสบ และยังใช้หาแอนติบอดีที่พบได้ทั่วไปในโรคต่างๆ อย่างเช่นภูมิต้านทานทำลายเนื้อเซลล์ตับ (autoimmune hepatitis)

อัลตราซาวด์

การอัลตราซาวด์เพื่อตรวจช่องท้อง จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์เพื่อสร้างภาพของอวัยวะภายในช่องท้อง ซึ่งจะทำให้แพทย์ได้เห็นภาพตับและอวัยวะใกล้เคียงอย่างชัดเจน รวมถึงยังทำให้เห็น

  • ของเหลวในช่องท้อง
  • ความเสียหายของตับ หรือตับมีขนาดใหญ่ขึ้น
  • เนื้องอกในตับ
  • ความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ

บางครั้งตับอ่อนจะปรากฏบนรูปอัลตราซาวด์เช่นกัน นี่อาจเป็นการตรวจที่มีประโยชน์ในการหาสาเหตุของการทำงานผิดปกติของตับ

การตัดชิ้นเนื้อตับ

การตัดชิ้นเนื้อตับเป็นหัตถการที่มีการรุกล้ำร่างกาย ซึ่งแพทย์จะตัดตัวอย่างเนื้อเยื่อจากตับ วิธีนี้อาจทำทางผิวหนังโดยใช้เข็ม และไม่จำเป็นต้องผ่าตัดก็ได้ ปกติแล้ว แพทย์จะใช้อัลตราซาวด์เพื่อช่วยนำทางในการตัดชิ้นเนื้อตับ

การตรวจรูปแบบนี้ จะทำให้แพทย์สามารถระบุขั้นของการติดเชื้อหรือการอักเสบที่มีผลต่อตับ นอกจากนี้ยังใช้เพื่อตรวจตัวอย่างของเซลล์ในตับที่ดูผิดปกติ

การรักษาไวรัสตับอักเสบ

ตับอักเสบบางชนิดและบางกรณีอาจหายได้โดยไม่ต้องมีการแทรกแซง แต่บางครั้งก็อาจทำให้เกิดแผลเป็นที่ตับหรือที่เรียกว่าตับแข็ง

ไวรัสตับอักเสบเอ

ไม่มีการรักษาไวรัสตับอักเสบ เอ ที่เฉพาะเจาะจง แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยเลิกดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาเสพติดระหว่างพักฟื้น ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ส่วนมากจะหายดีโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา

ไวรัสตับอักเสบบี

ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี จำเป็นต้องพักผ่อน และเลิกดื่มแอลกอฮอล์โดยสิ้นเชิง แพทย์อาจจ่ายยาต้านไวรัสที่เรียกว่ายาอินเตอร์เฟียรอน (interferon) หรือการรรักษาด้วยยาต้านไวรัสประเภทอื่น

ไวรัสตับอักเสบซี

ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ ซี อาจได้รับยาต้านไวรัสพร้อมกับยาไรบาไวริน (ribavirin) หรือไม่ใช้ก็ได้

ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี สามารถเข้ารับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสโดยตรง และร่วมกับวิธีอื่น ขึ้นอยู่กับประเภทของไวรัส การรักษาเหล่านี้จะมุ่งหาการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส และป้องกันไม่ให้ไวรัสเพิ่มจำนวน เมื่อรับประทานยาอย่างเหมาะสม อัตราความสำเร็จในการรักษาก็มีสูงมาก

ยาเหล่านี้อาจมีราคาแพง และแพทย์ก็อาจมีหลักเกณฑ์เฉพาะเจาะจงในการรักษา

ไวรัสตับอักเสบดี

ไม่มียาต้านไวรัสสำหรับรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ ดี ในขณะนี้ อ้างอิงจากการศึกษาในปี 2557 ยาที่เรียกว่าอัลฟ่าอินเตอร์เฟียรอน (alpha interferon) อาจใช้เพื่อรักษาไวรัสตับอักเสบ ดี แต่ผู้ป่วยเพียง 25 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่มีอาการดีขึ้น

ไวรัสตับอักเสบ ดี อาจป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี เนื่องจากการจะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ดี ได้จำเป็นจะต้องติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ก่อน

ไวรัสตับอักเสบอี

ปัจจุบัน ไม่ได้มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับไวรัสตับอักเสบ อี เนื่องจากการติดเชื้อมักจะรุนแรง เชื้อมักจะหายได้เองตามปกติ ผู้ที่ติดเชื้อประเภทนี้มักจะได้รับคำแนะนำให้พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหารที่มีสารอาหารเพียงพอ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อจำเป็นจะต้องได้รับการเฝ้าระวัง และการรักษาอย่างใกล้ชิด

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองแบบไหนที่ช่วยรับมือไวรัสตับอักเสบได้

สุขอนามัยที่ดี

การมีสุขอนามัยที่ดีเป็นวิธีหลักวิธีหนึ่ง ที่จะหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเชื้อเฮปพาไตติส เอ และ อี หากคุณเดินทางไปประเทศกำลังพัฒนา คุณควรระมัดระวังสิ่งต่อไปนี้

  • น้ำ
  • น้ำแข็ง
  • อาหารทะเลเปลือกแข็งหรือหอยนางรมที่ดิบหรือไม่ได้ผ่านการปรุง
  • ผลไม้หรือผักสด

เชื้อเฮปพาไตติสบี ซี และ ดี จะแพร่ผ่านเลือดที่ติดเชื้อ ซึ่งอาจป้องกันได้ด้วยการ

  • ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • ไม่ใช้มีดโกนร่วมกัน
  • ไม่ใช้แปรงสีฟันของผู้อื่น
  • ไม่สัมผัสเลือดที่ปนเปื้อน

เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และซี อาจแพร่ผ่านทางเพศสัมพันธ์ หรือกิจกรรมทางเพศที่ใกล้ชิด การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยการใช้ถุงยางอนามัย หรือแผ่นยางอนามัยสำหรับปาก อาจช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ซึ่งคุณอาจเลือกซื้อได้ทางออนไลน์

วัคซีน

การใช้วัคซีนเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ การฉีดวัคซีนจะป้องกันการเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ เอ หรือ บี ผู้เชี่ยวชาญกำลังพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสตับอักเสบ ซี วัคซีนต้านไวรัสตับอักเสบ อี มีในประเทศจีน แต่ไม่มีในสหรัฐอเมริกา

หากคุณมีคำถามเพิ่มเติม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มีนาคม 26, 2019 | Last Modified: มีนาคม 26, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย