ไอ เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อเซลล์บริเวณทางเดินหายใจเกิดการระคายเคือง ซึ่งจะกระตุ้นปอดให้ดันอากาศออกมาภายใต้ความดันสูง สามารถเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน หรือแบบเรื้อรัง

คำจำกัดความ

ไอคืออะไร

ไอ (cough) เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อเซลล์บริเวณทางเดินหายใจเกิดการระคายเคือง ซึ่งจะกระตุ้นปอดให้ดันอากาศออกมาภายใต้ความดันสูง อาการไอสามารถเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน หรือแบบเรื้อรัง

อาการไอพบบ่อยเพียงใด

อาการไอเป็นปฏิกิริยาตอบสนองฉับพลันตามธรรมชาติเพื่อช่วยปกป้องปอด และช่วยกำจัดสิ่งระคายเคืองออกจากทางเดินหายใจ เช่น ควันและน้ำมูก ทั้งยังป้องกันการติดเชื้อในทางเดินหายใจด้วย

อาการไอเป็นเวลานานทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงปรารถนาและอาจเป็นอันตรายหากไม่ได้รับการตรวจ โดยสามารถส่งผลต่อผู้ป่วยได้ทุกวัย แต่สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการไอเป็นอย่างไร

อาการไอมักเป็นอาการหนึ่งของภาวะอื่นๆ สามารถเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ไม่ว่าคุณจะมีอาการไอแบบใด อาการทั่วไปของการไอที่เห็นชัด ได้แก่

  • มีไข้
  • รู้สึกหนาวสั่น
  • ปวดตามร่างกาย
  • เจ็บคอ
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • ปวดศีรษะ
  • มีเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • น้ำมูกไหล
  • มีเสมหะในลำคอ

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

อาการไอส่วนใหญ่ที่เกิดจากหวัดหรือไข้หวัดใหญ่จะหายไปเองอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้

  • รู้สึกเวียนศีรษะหลังมีอาการไอ
  • ไอเป็นเลือด
  • เจ็บหน้าอก
  • ไอต่อเนื่องตลอดทั้งคืน
  • มีไข้
  • อาการไอไม่ดีขึ้นหลังจาก 7 วัน
  • มีอาการหอบหรือหายใจลำบาก

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีข้อคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของการไอ

เมื่อมีสารระคายเคืองในปอด ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของร่างกายคือ การไอเพื่อกำจัดสารระคายเคืองออกไป สาเหตุที่ทำให้ปอดระคายเคือง ได้แก่

  • ไวรัส ไวรัสที่ทำให้เกิดอาการหวัดหรือไข้เป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุด ของการไอ
  • ภูมิแพ้และหอบหืด ปอดจะพยายามกำจัดสิ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดการระคายเคืองออกไปโดยการไอ
  • สารระคายเคือง เช่น อากาศเย็น บุหรี่ ควัน หรือน้ำหอมรุนแรงจะกระตุ้นให้เกิดการไอ
  • สาเหตุอื่นๆ เช่น ปอดติดเชื้อ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ภาวะอารมณ์หดหู่หรือซึมเศร้า และผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางประเภท

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอาการไอ

สิ่งระคายเคืองในสิ่งแวดล้อมจะทำให้อาการไอแย่ลง ตัวอย่างเช่น ผู้ที่เป็นภูมิแพ้อาจรักษาอาการไอโดยใช้ยารักษาภูมิแพ้ หากมีอาการไอจากการสูบบุหรี่ อาจมีอาการดีขึ้นหากหยุดสูบบุหรี่หรืออาจมีอาการแย่ลงหากยังคงสุบบุหรี่ต่อไป  หากเป็นโรคปอดเรื้อรัง เช่น หอบหืดหรือหลอดลมอักเสบเรื้อรัง อาจมีอาการไอเรื้อรังรุนแรงขึ้นหากไปในสถานที่บางแห่งหรือทำกิจกรรมบางประการที่มีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการไอ

ยาบางประเภทสามารถทำให้เกิดการไอ เช่น ยา angiotensin converting enzyme (ACE) อย่างไรก็ดี อาการไอมักดีขึ้นเมื่อหยุดใช้ยาดังกล่าว

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการไอ

การวินิจฉัยอาการไอส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ผู้ป่วยแจ้งให้แพทย์ทราบ โดยแพทย์อาจซักถามเกี่ยวกับระยะเวลาในการไอ สิ่งบ่งชี้และอาการที่เกี่ยวข้อง และสาเหตุที่ทำให้อาการดีขึ้นหรือแย่ลง เป็นต้น

ในบางครั้ง แพทย์อาจให้มีการตรวจร่างกายหรือทดสอบก่อนการวินิจฉัย ผู้ป่วยควรออกกำลังกายและดูแลสุขภาพของตนเอง และให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสภาพร่างกายระหว่างการปรึกษาแพทย์

การรักษาอาการไอ

โดยปกติแล้ว อาการไอที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอาจหายไปได้เอง อย่างไรก็ดี การใช้ยาต่อไปนี้จะช่วยระบบภูมิคุ้มกันในการต้านโรคได้

  • ยาแก้ไอ ซึ่งได้แก่ ยาขับเสมหะ และยาแก้ไอ
  • ยาลดหรือระงับอาการไอ ซึ่งได้แก่ ยาฟอลโคดีน (pholcodine) ยาเดกซ์โทรเมธอร์แฟน (dextromethorphan) และยาแก้แพ้ (antihistamines)
  • ยาปฏิชีวนะ

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับอาการไอ

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้รับมือกับอาการไอได้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น จึงช่วยต้านไวรัสได้ดีขึ้น
  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายชุ่มชื้นเสมอ
  • ลดหรือพยายามเลิกสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงสถานที่ทีมีอากาศชื้น
  • รับประทานน้ำผึ้ง เมื่อมีอาการไอเพื่อบรรเทาอาการระคายคอและป้องกันอาการไอ

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: ธันวาคม 31, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 31, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย