ธาตุเหล็ก (Iron)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ข้อบ่งใช้

ธาตุเหล็กไว้ใช้สำหรับ

ภาวเหล็ก (Iron) เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ธาตุเหล็กส่วนใหญ่ในร่างกาย จะพบในฮีโมโกลบินของเซลล์เม็ดเลือดแดง และในไมโอโกลบินของเซลล์กล้ามเนื้อ ธาตุเหล็กเป็นสิ่งจำเป็นในการลำเลียงออกซิเจนและคาร์บอน ไดออกไซด์ ธาตุเหล็กยังมีหน้าที่สำคัญอื่นๆ ในร่างกายเช่นกัน

คนเรารับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็ก เพื่อป้องกันและรักษาภาวะขาดธาตุเหล็ก (iron deficiency) ที่ส่งผลให้เกิดโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็ก ยังถูกใช้เสริมร่างกายและรักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD) และแผลร้อนใน (canker sores)

บางคนรับประทานธาตุเหล็กสำหรับรักษาโรคโครห์น (Crohn’s disease) โรคซึมเศร้า อาการอ่อนแรง และภาวะที่ไม่สามารถมีบุตรได้

ในบางครั้ง ผู้หญิงจะรับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็กเพื่อชดเชยการสูญเสียธาตุเหล็กจากการมีประจำเดือนที่มากเกินไป

ทำงานอย่างไร

ไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับการทำงานของธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ โปรดปรึกษากับแพทย์ของคุณสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันว่า ธาตุเหล็กจะช่วยเซลล์เม็ดเลือดแดงลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ทั่วร่างกาย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ธาตุเหล็ก

ปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรของคุณ หาก

  • คุณกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร คุณควรรับประทานยาตัวนี้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น หากคุณกำลังจะมีลูกหรือต้องให้นมบุตร
  • คุณกำลังรับประทานยาตัวอื่นใดๆ ก็ตามอยู่ รวมถึงยาที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา
  • คุณมีอาการแพ้ต่อสารใดๆ ที่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ หรือยาหรือสมุนไพรตัวอื่น
  • คุณมีโรค ความผิดปกติ หรืออาการทางการแพทย์อื่นๆ
  • คุณมีอาการภูมิแพ้ประเภทอื่นๆ อย่างเช่น อาหาร สารย้อมสี สารกันบูดหรือสัตว์อื่น

ข้อบังคับสำหรับการใช้อาหารเสริม ไม่ได้มีความเข้มงวดเท่ากับข้อบังคับของการใช้ยา จำเป็นต้องมีงานวิจัยเพื่อระบุถึงวิธีการใช้ที่ปลอดภัยมากกว่านี้ ประโยชน์ของการรับประทานสมุนไพรตัวนี้จำเป็นต้องมีมากกว่าความเสี่ยงก่อนจะใช้ ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ความปลอดภัยของธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กเป็นสิ่งที่ปลอดภัยสำหรับหลายๆ คน เมื่อรับประทานในระดับที่เหมาะสม มีผลิตภัณฑ์ธาตุเหล็กหลายรูปแบบ อย่างเช่น เฟอรัส ซัลเฟต (ferrous sulfate) เฟอรัส กลูโคเนต (ferrous gluconate) เฟอรัส ฟูมาเรท (ferrous fumarate) และอื่นๆ ผลิตภัณฑ์บางชนิด อย่างเช่น ยาที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็กโพลีแซคคาไรด์ (polysaccharide-iron) ซึ่งอ้างว่าก่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อยกว่ายาตัวอื่น แต่ไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ สนับสนุนข้อกล่าวอ้างนี้

ธาตุเหล็กรูปแบบเม็ดเคลือบ หรือรูปแบบควบคุมการปลดปล่อยยา อาจลดอาการคลื่นไส้สำหรับบางคนได้ อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้ยังถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อย

ธาตุเหล็กในรูปแบบของเหลว อาจทำให้ฟัน มีสีคล้ำมากขึ้น

ขนาดธาตุเหล็กที่สูงมีแนวโน้มที่จะไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อวัยเด็ก ธาตุเหล็กเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของการเสียชีวิตจากภาวะธาตุเหล็กเป็นพิษในวัยเด็ก โดยธาตุเหล็กขนาด 60 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ภาวะธาตุเหล็กเป็นพิษสามารถก่อให้เกิดปัญหารุนแรงมากมาย ได้แก่ อาการปวดกระเพาะและลำไส้ โรคตับล้มเหลว ความดันโลหิตต่ำในระดับอันตราย และเสียชีวิต

มีความกังวลบางประการว่า การรับประทานธาตุเหล็กอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจ งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่รับประทานธาตุเหล็กจำนวนมาก โดยเฉพาะธาตุเหล็กที่มาจากอาหาร อย่างเช่น เนื้อแดง มีโอกาสมากขึ้นในการเป็นโรคหัวใจ เรื่องนี้อาจเป็นจริงสำหรับผู้ป่วยเบาหวานประเภท 2 แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะบางงานวิจัยไม่ได้แสดงให้เห็นว่า ธาตุเหล็กจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจ จึงเร็วเกินไปที่จะแน่ใจว่า ธาตุเหล็กจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

ข้อควรระวังและคำเตือนพิเศษ

ช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ธาตุเหล็กมีความปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ที่กักเก็บธาตุเหล็กในร่างกายเพียงพอ เมื่อใช้ปริมาณที่ต่ำกว่าระดับ ปริมาณสูงสุดของสารอาหารที่สามารถรับได้ในแต่ละวัน (Upper Intake level: UL) ของธาตุเหล็ก 45 มิลลิกรัมต่อวัน ระดับสูงสุดของปริมาณสารอาหารที่สามารถรับได้ในแต่ละวัน ที่คาดว่าจะไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงอันตรายใดๆ อย่างไรก็ตาม ธาตุเหล็กยังมีความไม่ปลอดภัย เมื่อรับประทานในขนาดที่สูงมาก หากคุณไม่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก อย่ารับประทานธาตุเหล็กเกินกว่า 45 มิลลิกรัมต่อวัน ขนาดธาตุเหล็กที่มากขึ้น มักก่อให้เกิดผลข้างเคียงในกระเพาะและลำไส้ อย่างเช่น คลื่นไส้และอาเจียน ระดับของฮีโมโกลบินที่สูง ณ เวลาที่ทำการคลอดลูก จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลของการคลอดที่ไม่ดี ฮีโมโกลบินเป็นโมเลกุลในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่บรรจุธาตุเหล็กไว้

เบาหวาน

มีความกังวลว่า อาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจ ในผู้หญิงที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 แม้ว่าเรื่องนี้จะยังไม่มีการพิสูจน์ หากคุณเป็นโรคเบาหวาน ปรึกษากับแพทย์ในการรับประทานธาตุเหล็กของคุณ

แผลในกระเพาะหรือลำไส้

ธาตุเหล็กอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง และทำให้อาการเหล่านี้ทรุดลง เพราะฉะนั้นใช้ธาตุเหล็กอย่างระมัดระวัง

การอักเสบทางลำไส้

อย่างเช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผล (ulcerative colitis) หรือ โรคโครห์น (Crohn’s disease) ธาตุเหล็กอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองและทำให้อาการเหล่านี้ทรุดลง ใช้ธาตุเหล็กอย่างระมัดระวัง

โรคฮีโมโกลบิน

อย่างเช่น โรคธาลัสซีเมีย (thalassemia) การรับประทานธาตุเหล็กอาจก่อให้เกิดภาวะธาตุเหล็กเกินขนาดในผู้ที่มีอาการเหล่านี้ หากคุณเป็นโรคฮีโมโกลบิน อย่ารับประทานธาตุเหล็กเอง ควรปรึกษาแพทย์

ทารกคลอดก่อนกำหนด

การให้ธาตุเหล็กในทารกคลอดก่อนกำหนด ที่มีระดับของวิตามิน อี ในเลือดต่ำ สามารถก่อให้เกิดปัญหารุนแรงได้ ภาวะขาดแคลนวิตามิน อี ควรได้รับการแก้ไข้ ก่อนทำการให้ธาตุเหล็ก คุยกับแพทย์ของคุณก่อนให้ธาตุเหล็กแก่ทารกคลอดก่อนกำหนด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงจากการใช้ธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กสามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียง ได้แก่ ท้องไส้ปั่นป่วน อาการปวด ท้องร่วงหรือท้องเสีย คลืนไส้และอาเจียน

ไม่ใช่ทุกคนจะพบผลข้างเคียงเหล่านี้ อาจมีผลข้างเคียงบางอาการที่ไม่มีอยู่ด้านบน หากคุณมีความกังวลใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรของคุณ

ปฏิกิริยา

ปฏิกิริยาต่อธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กอาจเกิดปฏิกิริยากับยาและอาการทางการแพทย์ที่คุณมีอยู่ ปรึกษากับแพทย์ของคุณก่อนใช้

ยาที่อาจเกิดปฏิกิริยากับธาตุเหล็ก ได้แก่

  • ยาปฏิชีวนะ

ธาตุเหล็กอาจลดขนาดของยาปฏิชีวนะที่ร่างกายดูดซึม การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาปฏิชีวนะบางชนิด อาจลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะบางชนิดได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ รับประทานธาตุเหล็ก 2 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังรับประทานยาปฏิชีวนะ

ยาปฏิชีวนะบางชนิดที่อาจทำปฏิกิริยากับยาเควียเซติน ได้แก่ ยาซิโพรฟลอคซาซิน (ciprofloxacin) ยาอีนอคซาซิน (enoxacin) ยานอร์ฟลอคซาซิน (norfloxacin) ยาสพาร์ฟลอคซาซิน (sparfloxacin) ยาโทรวาฟลอคซาซิน (trovafloxacin) และยาเกรพาฟลอคซาซิน (grepafloxacin)

  • ยาปฏิชีวนะ

ธาตุเหล็กสามารถจับกับยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตระไซคลินในกระเพาะได้ และลดขนาดยาปฏิชีวนะตัวนี้ที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตระไซคลิน อาจลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตระไซคลิน เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ รับประทานธาตุเหล็ก 2 ชั่วโมงก่อนหรือ 4 ชั่วโมงหลังรับประทานยาปฏิชีวนะ

ยาปฏิชีวนะเตตระไซคลีนบางชนิด ได้แก่ ยาเดเมโครไซคลิน (demeclocycline) ยามิโนไซคลิน (minocycline) และยาเตตระไซคลิน (tetracycline)

  • ยาบีสฟอสโฟรเนต (Bisphosphonates)

ธาตุเหล็กอาจลดขนาดของยากลุ่มบีสฟอสโฟรเนตที่ร่างกายดูดซึม การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยากลุ่มบีสฟอสโฟรเนต อาจลดประสิทธิภาพของยากลุ่มบีสฟอสโฟรเนต เพื่อป้องกันปฏิกิริยานี้ รับประทานธาตุเหล็กอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังรับประทานยาไบสฟอสโฟรเนตระหว่างวัน

ยาไบสฟอสโฟรเนตบางชนิด ได้แก่ ยาอะเลนโดรเนต (alendronate) ยาอีทิโดรเนต (etidronate) ยาริเซโดรเนต (risedronate) ยาทิลูโดรเนต (tiludronate) และอื่นๆ

  • ยาเลโวโดพา (Levodopa)

ธาตุเหล็ก อาจลดขนาดของยาเลโวโดพาที่ร่างกายดูดซึม การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาเลโวโดพา อาจลดประสิทธิภาพของยาเลโวโดพา อย่ารับประทานธาตุเหล็กพร้อมกันกับยาเลโวโดพา

  • ยาเลโวไทโรซีน (Levothyroxine)

ยาเลโวไทโรซีน ถูกใช้เพื่อลดประสิทธิภาพการทำงานของต่อมไทรอยด์ ธาตุเหล็ก อาจลดขนาดของยาเลโวไทโรซีนที่ร่างกายดูดซึม การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาเลโวไทโรซีน อาจลดประสิทธิภาพของยาเลโวไทโรซีน

ยาบางชนิดที่มีส่วนผสมของยาเลโวไทโรซีน ได้แก่ ยาอาร์มอร์ ไทรอยด์ (Armour Thyroid) ยาอัลโทรซิน (Eltroxin) ยาเอสเทร (Estre) ยายูไทรอซ (Euthyrox) ยาเลโว ที (Levo-T) ยาเลโวทรอยด์ (Levothroid) ยาเลโวซิล (Levoxyl) ยาซินทรอยด์ (Synthroid) ยายูนิทรอยด์ (Unithroid) และอื่นๆ

  • ยาเมทิลโดพา (Methyldopa)

ธาตุเหล็กอาจลดขนาดของยาเมทิลโดพาที่ร่างกายดูดซึม การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาเมทิลโดพา อาจลดประสิทธิภาพของยาเมทิลโดพา เพื่อป้องกันปฏิกิริยานี้ รับประทานธาตุเหล็กอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังรับประทานยาเมทิลโดพา

  • ยาไมโคฟีโนเลต โมเฟทิล (Mycophenolate Mofetil)

ธาตุเหล็กอาจลดขนาดของยาไมโคฟีโนเลต โมเฟทิลที่ร่างกายดูดซึม การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาไมโคฟีโนเลต โมเฟทิล อาจลดประสิทธิภาพของยาไมโคฟีโนเลต โมเฟทิล เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ รับประทานธาตุเหล็กอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนหรือหลังรับประทานยาไมโคฟีโนเลต โมเฟทิล

  • ยาเพนนิซิลลามีน (Penicillamine)

ยาเพนนิซิลลามีนใช้รักษาโรควิลสันและข้ออักเสบรูมาตอยด์ ธาตุเหล็กอาจลดขนาดของยาเพนนิซิลลามีนที่ร่างกายดูดซึม และลดประสิทธิภาพของยาเพนนิซิลลามีน เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ รับประทานธาตุเหล็ก 2 ชั่วโมงก่อนหรือหลังรับประทานยาเพนนิซิลลามีน

  • ยาคลอแรมฟีนิคอล (Chloramphenicol)

ธาตุเหล็กมีความสำคัญในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่ขึ้นมา ยาคลอแรมฟีนิคอล อาจไปลดการผลิตเซลล์ขึ้นมาใหม่ การรับประทานยาคลอแรมฟีนิคอลเป็นเวลานาน อาจไปลดผลกระทบของธาตุเหล็กต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดมาใหม่ แต่หลายคนรับประทานยาคลอแรมฟีนิคอลในช่วงเวลาสั้นๆ ดังนั้น ปฏิกิริยาต่อยาตัวนี้จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่

ปริมาณการใช้

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ใดๆ ทุกครั้งควรปรึกษาแพทย์ของคุณเพื่อรับทราบข้อมูลเพื่อเติมก่อนใช้ยาตัวนี้

ขนาดทั่วไปสำหรับธาตุเหล็ก

ขนาดยาดังต่อไปนี้ ได้มีการศึกษาในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ทางปาก

  • ภาวะขาดธาตุเหล็ก: ธาตุเหล็ก 50-100 มิลลิกรัม สามครั้งต่อวัน ขนาดยาระหว่าง 30-120 มิลลิกรัม ต่อสัปดาห์ควรนำมาใช้ในผู้หญิง
  • สำหรับรักษาเด็กที่เป็นโรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก: ขนาดยาคือ 4-6 มิลลิกรัม/กิโลกรัมต่อวัน แบ่งเป็นสามโดส สำหรับผู้ใหญ่และเด็ก ระยะของการรักษา 2-3 เดือนแก้ไขอาการโลหิตจางได้ แต่ยังอาจไม่สัสมธาตุเหล็กในร่างกายได้เพียงพอ ดังนั้น การรักษามักจะทำต่อเนื่องไปอีก 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายสำรองธาตุเหล็กได้

เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนธาตุเหล็กในเด็ก สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (the American Academy of Pediatrics) แนะนำอาหารเสริมธาตุเหล็กสำหรับบางกลุ่มดังนี้

  • สำหรับเด็กทารกที่กินนมแม่ ธาตุเหล็ก 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แนะนำสำหรับเด็กทารก 4-6 เดือน เด็กทารกตั้งแต่ 6-12 เดือนควรได้รับ 11 มิลลิกรัม/วัน จากอาหารหลักหรืออาหารเสริม
  • สำหรับทารกที่คลอดก่อนกำหนด แนะนำ 2 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน สำหรับปีแรก ควรทำวิธีนี้อย่างต่อเนื่อง จนกว่าลูกของคุณจะเปลี่ยนไปรับประทานนมผง หรือได้รับธาตุเหล็กจากอาหารอย่างเพียงพอ
  • เด็กที่กินนมผงจะได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอจากนมผงสูตรเด็กทารก
  • เด็กเล็กวัย 1-3 ปี มักจะได้รับธาตุเหล็กจากอาหารอย่างเพียงพอต่อระดับที่แนะนำในแต่ละวัน 7 มิลลิกรัม/วัน อย่างไรก็ตาม สามารถเพิ่มอาหารเสริมด้วยได้หากต้องการ

เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้และการคิดในวัยรุ่นที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก

  • เฟอรัส ซัลเฟต 650 มิลลิกรัม สองครั้งต่อวัน

สำหรับอาการไอที่เกิดจากยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACE inhibitors

  • เฟอรัส ซัลเฟต 256 มิลลิกรัมต่อวัน

ปริมาณสารอาหารที่เพียงพอในแต่ละวัน (AI) ของธาตุเหล็ก

  • สำหรับเด็กทารกวัย 6 เดือนหรือต่ำกว่านั้น คือ 0.27 มิลลิกรัม/วัน

สำหรับเด็กทารกที่อายุมากกว่านั้นและเด็กเล็ก ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้รับในแต่ละวัน (RDAs) สำหรับธาตุเหล็ก คือ

  • เด็กทารกวัย 7 ถึง 12 เดือน 11 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กเล็กวัย 1 ถึง 3 ปี 7 มิลลิกรัม/วัน
  • วัย 4 ถึง 8 ปี 10 มิลลิกรัม/วัน
  • วัย 9 ถึง 13 ปี 8 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กผู้ชายวัย 14 ถึง 18 ปี 11 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กผู้หญิง 14 ถึง 18 ให้รับในแต่ละวันสำหรับธาตุเหล็ก คือ 8 มิลลิกรัม/วัน

สำหรับผู้ใหญ่ ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้รับในแต่ละวัน (RDAs) สำหรับธาตุเหล็ก คือ

  • ผู้ชายวัย 19 ปีขึ้นไป และผู้หญิงวัย 51 ปีขึ้นไป 8 มก/วัน
  • สำหรับผู้หญิงวัย 19 ถึง 50 ปี 18 มิลลิกรัม/วัน
  • สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ 27 มิลลิกรัม/วัน

สำหรับผู้หญิงให้นมบุตร

  • 10 มิลลิกรัม/วัน สำหรับวัย 14 ถึง 18 ปี
  • 9 มิลลิกรัม/วัน สำหรับวัย 19 ถึง 50 ปี

ปริมาณสูงสุดของสารอาหารที่สามารถรับได้ในแต่ละวัน (UL) ที่คาดว่าจะไม่เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ใดๆ คือ

  • เด็กแรกเกิดและเด็กทารก จนถึงวัย 13 ปี 40 มิลลิกรัม/วัน
  • ผู้ที่มีวัยตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป (รวมถึงผู้ที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร) 45 มิลลิกรัม/วัน
  • ไม่มีการแนะนำถึงปริมาณสูงสุดของสารอาหารที่สามารถรับได้ในแต่ละวันต่อผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์สำหรับภาวะขาดธาตุเหล็ก

มีอาหารเสริมธาตุเหล็กหลายรูปแบบ ที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็กในระดับที่แตกต่างกันไป

  • เฟอรัส กลูโคเนต 1 กรัม = ธาตุเหล็ก 120 มิลลิกรัม (ธาตุเหล็ก 12%)
  • เฟอรัส ซัลเฟต 1 กรัม = ธาตุเหล็ก 200 มิลลิกรัม (ธาตุเหล็ก 20%)
  • เฟอรัส ฟูมาเรท 1 กรัม = ธาตุเหล็ก 330 มิลลิกรัม (ธาตุเหล็ก 33%)

ประสิทธิภาพและผลข้างเคียงมีความคล้ายคลึงกันสำหรับรูปแบบที่แตกต่างกันเมื่อใช้ธาตุเหล็กในขนาดยาที่เท่ากัน

ขนาดยาของธาตุเหล็ก อาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ขนาดที่คุณรับประทาน ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพและเงื่อนไขอื่นๆ อีกหลายอย่าง อาหารเสริม ไม่ใช่สิ่งที่ปลอดภัยเสมอไป โปรดปรึกษากับแพทย์ของคุณสำหรับขนาดยาที่เหมาะสม

รูปแบบของธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็ก มีให้เลือกใช้ในรูปแบบดังต่อไปนี้ ได้แก่

  • ชนิดเม็ดรับประทาน
  • ชนิดน้ำ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: สิงหาคม 9, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 9, 2018

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน