brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน

แบ่งปัน

ร้อนในเกิดจาก สาเหตุอะไร รักษาได้อย่างไร

ร้อนใน เป็นแผลในช่องปากบริเวณริมฝีปากด้านใน เหงือก ลิ้น หรือกระพุ้งแก้ม มักทำให้รู้สึกเจ็บ รวมทั้งอาจทำให้กลืนอาหารยากหรือพูดได้ลำบาก หากถามว่า ร้อนในเกิดจาก อะไร? คำตอบคือ ร้อนในเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการแปรงฟันแรงเกินไป การเผลอกัดปากหรือลิ้นของตนเอง การขาดสารอาหาร การรับประทานอาหารที่เป็นกรด หรือการติดเชื้อแบคทีเรีย

ร้อนในเกิดจาก สาเหตุอะไร รักษาได้อย่างไร

ร้อนในคืออะไร

ร้อนใน เป็นแผลในปากที่มักเกิดขึ้นบริเวณริมฝีปากทั้งด้านนอกและผนังด้านใน เหงือก ลิ้น หรือกระพุ้งแก้ม เมื่อเป็นแผลร้อนในมักทำให้รับประทานอาหารได้ไม่สะดวกหรือพูดคุยได้ลำบาก

ร้อนใน สามารถแบ่งเป็นชนิดย่อย ๆ ได้ ดังนี้

  • ร้อนในขนาดเล็ก เป็นร้อนในชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ขอบเป็นรูปวงกลม และอาจหายเองได้ภายใน 1-2 สัปดาห์
  • ร้อนในขนาดใหญ่ เป็นร้อนในที่มักพบในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เนื่องจากการติดเชื้อเอชไอวีหรือการทำเคมีบำบัด ร้อนในขนาดใหญ่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1-3 เซนติเมตร ขอบไม่เป็นวงกลม และอาจหายได้เองภายใน 3-6 สัปดาห์
  • แผลเปื่อยเฮอร์เพติฟอร์ม (Herpetiform Ulcer) เป็นร้อนในชนิดที่พบได้น้อยที่สุด โดยเป็นแผลขนาดเล็กจำนวนมากที่รวมกันเป็นแผลใหญ่แผลเดียว ลักษณะคล้ายกับอาการของโรคเริมแต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน โดยทั่วไป ร้อนในชนิดนี้มักหายไปเองภายใน 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน

ร้อนในเกิดจาก สาเหตุอะไร

ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดของร้อนใน แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • อาการบาดเจ็บเล็กน้อยภายในช่องปาก เนื่องจากการแปรงฟัน การเล่นกีฬา หรือการกัดโดยไม่ตั้งใจ
  • การรับประทานอาหารที่มีความเป็นกรดสูง เช่น น้ำอัดลม น้ำมะนาว
  • การขาดสารอาหารประเภทวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก สังกะสี และโฟเลต (Folate)
  • การแพ้อาหาร หรือแพ้สารที่อยู่ในยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก
  • การติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร (Helicobacter Pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะอาหาร
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะช่วงที่มีประจำเดือน
  • การพักผ่อนหรือดื่มน้ำน้อย

ร้อนใน รักษาได้อย่างไร

เมื่อเป็นร้อนในแล้วไปพบคุณหมอ มักได้รับการรักษาด้วยวิธีต่อไปนี้

  • ให้อมน้ำยาบ้วนปากที่ผสมเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) หรือลิโดเคน (Lidocaine) โดยตัวยาทั้ง 2 ชนิดมีฤทธิ์บรรเทาอาการเจ็บปวดของอาการร้อนใน
  • ใช้ยาทาหรือเจลที่ผสมตัวยาอย่างเบนโซเคน (Benzocaine) ฟลูโอซิโนไนด์ (Fluocinonide) หรือไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) ซึ่งมีฤทธิ์ลดความเจ็บปวด
  • ในกรณีอาการร้อนในรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอื่น คุณหมอจะจ่ายยาซูคราลเฟต (Sucralfate) โคลชิซิน (Colchicine) หรือสเตียรอยด์ (Steroid) ให้รับประทาน
  • จี้บริเวณที่เป็นร้อนในด้วยสารเคมีอย่าง ดีแบคเตอรอล (Debacterol) ซึ่งอาจช่วยทำให้ร้อนในหายเร็วยิ่งขึ้น
  • จ่ายอาหารเสริมหรือวิตามินให้รับประทาน ในกรณีร้อนในเกิดจากการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก สังกะสี และโฟเลต (Folate)

ทั้งนี้ หากไม่ต้องการไปพบคุณหมอ อาจเลือกดูแลตัวเองเพื่อบรรเทาอาการร้อนในด้วยวิธีการต่อไปนี้

  • บ้วนปากด้วยน้ำอุณหภูมิห้องผสมเกลือและผงฟู
  • ใช้คอตตอนบัดป้ายยาแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Magnesium Hydroxide) บริเวณที่เป็นร้อนใน

ร้อนใน ป้องกันได้อย่างไร

ร้อนในสามารถเป็นซ้ำได้หลายครั้ง แต่อาจป้องกันได้ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • เคี้ยวอาหารอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการเคี้ยวโดนกระพุ้งแก้มหรือริมฝีปาก
  • หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่อาจทำให้ภายในปากระคายเคือง เช่น ผลไม้ตระกูลส้ม ผักรสเปรี้ยว ของเผ็ดต่าง ๆ น้ำอัดลม
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
  • เลือกใช้แปรงสีฟันที่ขนแปรงอ่อนนุ่ม ไม่แข็งเกินไป และไม่ควรแปรงฟันรุนแรงเกินไป
  • รับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อลดโอกาสขาดสารอาหารที่จำเป็น
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายประมาณ 1.5-2 ลิตรต่อวัน
  • พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอและหาวิธีจัดการความเครียด
Duangkamon Junnet
Duangkamon Junnet
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดยทีม Hello คุณหมอ
เขียนโดย ธนชาติ จึงแย้มปิ่น · แก้ไขล่าสุด 29/11/2022