ชุมชนของเรา

มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพ ปรึกษาคุณหมอของเราได้เลย

trendingUp

เรื่องเด่น

เรื่องใหม่ล่าสุด

ข้อมูลโภชนาการ

แครนเบอร์รี่ ผลไม้สีแดง เปี่ยมประโยชน์สุขภาพ และข้อควรระวังในการบริโภค

แครนเบอร์รี่ (Cranberry) เป็นผลไม้ลูกเล็ก สีแดง มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน แหล่งเพาะปลูกสำคัญอยู่ทางตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดา นิยมบริโภคทั้งแบบสดและแบบตากแห้ง แครนเบอร์รี่ ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งใน “ซูเปอร์ฟูด (Superfood)” เนื่องจากอุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ เช่น วิตามินซี วิตามินเอ โพแทสเซียม และโพลีฟีนอล (Polyphenols) หลายชนิด โดยเฉพาะสารโปรแอนโทไซยานิดินหรือสารแพค (Proanthocyanidin หรือ PAC) ที่อาจมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็ง เป็นต้น จึงควรบริโภคแครนเบอร์รี่ หรืออาหารเสริมแครนเบอร์รี่ เป็นประจำในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยเสริมสุขภาพ [embed-health-tool-bmi] แครนเบอร์รี่ ดีอย่างไร การรับประทานแครนเบอร์รี่สด 100 กรัม จะให้น้ำ 87.3 กรัม ให้พลังงาน 46 กิโลแคลอรี ให้คาร์โบไฮเดรตประมาณ 12 กรัม โดย 3.6 กรัมเป็นคาร์โบไฮเดรตจำพวกไฟเบอร์ (Fiber) หรือใยอาหาร และไม่มีไขมัน ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมีที่สำคัญต่อระบบการทำงานของร่างกาย […]


เรื่องเด่น

การตั้งครรภ์

/expert/แพทย์หญิงรัชตภา-นาเวศภูติกร
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงรัชตภา นาเวศภูติกร
ครีมทาหน้าสําหรับคนท้อง และครีมที่ควรหลีกเลี่ยงครีมทาหน้าสําหรับคนท้อง และครีมที่ควรหลีกเลี่ยงครีมทาหน้าสําหรับคนท้อง และครีมที่ควรหลีกเลี่ยง
สุขภาพคุณแม่
01/01/2023
ครีมทาหน้าสําหรับคนท้อง และครีมที่ควรหลีกเลี่ยง
คนท้องจะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน จนอาจส่งผลต่อสุขภาพผิว เช่น เป็นสิว ฝ้า กระ ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย การใช้ ครีมทาหน้าสำหรับคนท้อง จึงอาจช่วยบำรุงและฟื้นฟูให้สุขภาพผิวแข็งแรง และลดปัญหาผิวที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องเลือกครีมทาหน้าสำหรับคนท้องอย่างระมัดระวัง เนื่องจากส่วนผสมบางชนิดในครีมทาหน้า หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] ครีมทาหน้าสําหรับคนท้อง ควรเลือกอย่างไร ครีมทาหน้าสำหรับคนท้อง เพื่อช่วยแก้ปัญหาผิวดังต่อไปนี้ อาจไม่ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ปัญหาผิวแห้ง อาจเลือกครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าว โกโก้บัตเตอร์ (Cocoa Butter) เปปไทด์ (Peptide) และกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิว จึงอาจช่วยลดปัญหาผิวแห้งได้ ปัญหาสิวและรอยดำ อาจเลือกครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของกรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) หรือกรดอะซีลาอิก (Azelaic Acid) ซึ่งอาจช่วยรักษาสิว ลดรอยดำ ปรับผิวให้กระจ่างใสและช่วยลดเลือนริ้วรอย แต่ควรใช้ในปริมาณน้อยเพื่อความปลอดภัย ปัญหาริ้วรอย อาจเลือกครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของวิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค วิตามินบี 3 และชาเขียว เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มความสดใสให้กับผิว […]
/expert/แพทย์หญิงรัชตภา-นาเวศภูติกร
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงรัชตภา นาเวศภูติกร
วัคซีนคนท้อง ที่ควรฉีด และวัคซีนที่คนท้องควรเลี่ยงวัคซีนคนท้อง ที่ควรฉีด และวัคซีนที่คนท้องควรเลี่ยงวัคซีนคนท้อง ที่ควรฉีด และวัคซีนที่คนท้องควรเลี่ยง
ระหว่างตั้งครรภ์
02/01/2023
วัคซีนคนท้อง ที่ควรฉีด และวัคซีนที่คนท้องควรเลี่ยง
วัคซีนคนท้อง ที่ควรฉีดขณะตั้งครรภ์ ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แม้วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่ก็สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและช่วยบรรเทาความรุนแรงของโรคได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม คนท้องควรหลีกเลี่ยงวัคซีนชนิดที่ทำมาจากเชื้อเป็น ซึ่งอาจทำให้คนท้องติดเชื้อและส่งผลต่อสุขภาพของตัวเองและเด็กในท้องได้ [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] วัคซีนคนท้อง ที่ควรฉีด มีอะไรบ้าง วัคซีนคนท้อง ที่ควรฉีดเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพของทั้งคุณแม่และเด็กในท้อง มีดังนี้ วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรนชนิดไร้เซลล์สำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ (Tdap หรือ TdaP) เป็นวัคซีนเชื้อตายที่ทำจากเชื้อไวรัสที่ถูกฆ่าด้วยความร้อน สารเคมี หรือรังสีในระหว่างกระบวนการสร้างวัคซีนเรียบร้อยแล้ว จึงปลอดภัยทั้งกับคุณแม่และเด็กในท้อง เป็นวัคซีนรวมของทั้งสามโรคดังกล่าว แม้คุณแม่จะเคยได้รับวัคซีนชนิดนี้แล้วโดยเฉพาะวัคซีนบาดทะยักในช่อวงก่อนท้อง แต่จำเป็นไปฉีดวัคซีนชนิดนี้ที่เป็นวัคซีนชนิดรวมอีกครั้งในช่วงอายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์ เพื่อต้องการให้คุณแม่สร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคที่สำคัญคือ โรคไอกรน และมีการส่งต่อภูมิคุ้มกันผ่านรกไปให้กับทารกใครรภ์ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคกับทารกเลยตั้งแต่แรกคลอด และนอกจากนี้หากคุณแม่ติดเชื้อโรคคอตีบอาจทำให้คุณแม่และเด็กในท้องเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือคุณแม่อาจไปฉีดวัคซีนชนิดนี้ในช่วงให้นมก็ได้เช่นกัน และเนื่องจากภูมิคุ้มกันของเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 เดือนยังอ่อนแอจนไม่สามารถฉีดวัคซีนชนิดนี้ได้ การฉีดวัคซีนชนิดนี้ในช่วงตั้งครรภ์จึงอาจเหมาะสมที่สุด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ คนท้องสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ในทุกระยะของการตั้งครรภ์โดยไม่ส่งผลต่อสุขภาพของตัวเองและเด็กในท้อง เนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อตายที่ไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อและสามารถช่วยป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี เนื่องจากวัคซีน 1 เข็มสามารถป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ 1 ปี และเชื้อไข้หวัดใหญ่เปลี่ยนสายพันธุ์ทุกปี ไขัหวัดใหญ่เป็นอันตรายต่อคนท้องได้มากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากเป็นช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรงกว่า หากติดเชื้อขณะท้องอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง […]
/expert/แพทย์หญิงรัชตภา-นาเวศภูติกร
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงรัชตภา นาเวศภูติกร
ปล่อยในกี่วันถึงท้อง ? หากท้องไม่พร้อมควรคุมกำเนิดอย่างไร ?ปล่อยในกี่วันถึงท้อง ? หากท้องไม่พร้อมควรคุมกำเนิดอย่างไร ?ปล่อยในกี่วันถึงท้อง ? หากท้องไม่พร้อมควรคุมกำเนิดอย่างไร ?
สุขภาพทางเพศ
26/11/2022
ปล่อยในกี่วันถึงท้อง ? หากท้องไม่พร้อมควรคุมกำเนิดอย่างไร ?
ปล่อยในกี่วันถึงท้อง ? อาจเป็นคำถามที่หลายคนที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันสงสัย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่พร้อมมีบุตร เพราะการปล่อยในอาจมีความเสี่ยงที่ตัวอสุจิจะไปผสมกับไข่ภายในช่องคลอด และก่อให้เกิดการปฏิสนธิและฝังตัวในโพรงมดลูกจนเกิดการตั้งครรภ์ ดังนั้น ผู้ที่ไม่ได้วางแผนที่จะมีบุตรจึงควรศึกษาวิธีการคุมกำเนิดและเลือกการคุมกำเนิดอย่างเหมาะสม เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การรับประทานยาคุมกำเนิด การฝังยาคุม การใช้แผ่นแปะยาคุม [embed-health-tool-ovulation] ปล่อยในกี่วันถึงท้อง ? ในแต่ละเดือนผู้หญิงจะมีการตกไข่ ที่ปล่อยไข่ไปยังท่อนำไข่เพื่อรอการปฏิสนธิกับอสุจิ โดยไข่นั้นอาจมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 12-24 ชั่วโมง ซึ่งหากในระหว่างนั้นมีการปล่อยในเกิดขึ้น ก็จะเกิดการปฏิสนธิและท้องได้ นอกจากนี้ ตัวอสุจิมักจะมีชีวิตอยู่ได้นานประมาณ 5 วัน ดังนั้น หากอยากมีบุตรจึงควรนับวันตกไข่และควรมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 5 วันก่อนตกไข่ แต่หากไม่พร้อมที่จะมีบุตร ก็ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้ หรือควรใช้วิธีการคุมกำเนิดชนิดอื่น หากเกิดการปฏิสนธิขึ้นตัวอ่อนจะฝังตัวในโพรงมดลูกภายใน 6-10 วันหลังจากปฏิสนธิ และพัฒนาเป็นทารกตามลำดับซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้อาจทำให้ผู้หญิงท้องหลังจากผู้ชายปล่อยในภายใน 7-10 วัน และอาจรู้ผลชัดเจนประมาณ 14 วัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระยะเวลาการปฏิสนธิของแต่ละบุคคลอาจไม่เท่ากัน หากมีความกังวลใจควรตรวจครรภ์ด้วยตัวเองหรือเข้าพบคุณหมอเพื่อรับการตรวจครรภ์เพื่อให้ทราบผลแน่ชัด การตรวจครรภ์ด้วยตัวเอง หากมีความกังวลใจว่า ปล่อยในกี่วันถึงท้อง หรือหากสังเกตว่าประจำเดือนไม่มาเกินกว่า 1 เดือน ควรรออย่างน้อย 14 วันหลังจากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันจึงค่อยตรวจครรภ์ การตรวจครรภ์ด้วยตัวเอง มีวิธีที่แตกต่างกันตามประเภทของชุดตรวจดังนี้ 1. การใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์แบบหยด ภายในกล่องจะประกอบด้วย ถ้วยเก็บตัวอย่างปัสสาวะ หลอดหยดสำหรับดูดน้ำปัสสาวะและตลับทดสอบการตั้งครรภ์ วิธีใช้ที่ตรวจครรภ์แบบหยด ปัสสาวะลงในถ้วยเก็บตัวอย่างปัสสาวะ […]

สุขภาพทางเพศ

/expert/แพทย์หญิงอรกนิษฐา-อรุณาทิตย์
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงอรกนิษฐา อรุณาทิตย์
ช่วยตัวเองทุกวัน อันตรายหรือไม่ และวิธีการช่วยตัวเองอย่างปลอดภัยช่วยตัวเองทุกวัน อันตรายหรือไม่ และวิธีการช่วยตัวเองอย่างปลอดภัยช่วยตัวเองทุกวัน อันตรายหรือไม่ และวิธีการช่วยตัวเองอย่างปลอดภัย
เคล็ดลับเรื่องบนเตียง
02/01/2023
ช่วยตัวเองทุกวัน อันตรายหรือไม่ และวิธีการช่วยตัวเองอย่างปลอดภัย
การช่วยตัวเองเพื่อสำเร็จความใคร่หรือทำให้ตัวเองไปถึงจุดสุดยอดได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคู่นอน นอกจากจะช่วยผ่อนคลายความเครียด ลดโอกาสการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์แล้ว ยังอาจช่วยลดความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์/เอชไอวี ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม เริม หูดหงอนไก่ อย่างไรก็ตาม หาก ช่วยตัวเองทุกวัน มากกว่าวันละ 1 ครั้ง อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจได้ ดังนั้น จึงควรปรึกษาคุณหมอหากสังเกตว่าช่วยตัวเองบ่อยเกินไปจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน [embed-health-tool-ovulation] ช่วยตัวเองทุกวัน อันตรายหรือไม่ การช่วยตัวเองทุกวัน วันละ 1 ครั้ง เป็นเรื่องปกติและอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยคลายเครียด และให้ร่ายกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข แต่สำหรับบางคนที่ช่วยตัวเองทุกวันมากกว่า 2 ครั้ง/วัน อาจก่อให้เกิดอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจได้ ดังนี้ การหมกมุ่นหรือเสพติดเซ็กส์จนควบคุมความถี่การช่วยตัวเองไม่ได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความผิดปกติทางจิตใจ จนอาจต้องปรึกษาคุณหมอ อาจทำให้รู้สึกเจ็บช่องคลอด องคชาต และทวารหนัก บางคนอาจมีอาการบวมน้ำ ผิวหนังองคชาตถลอก ช่องคลอดเป็นแผล ที่อาจนำไปสู่การติดเชื้อและทำให้มีอาการเจ็บแสบระหว่างปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์ได้ ร่างกายอ่อนเพลีย อ่อนล้า โดยเฉพาะการช่วยตัวเองในตอนดึก เพราะอาจทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้ไม่มีแรงในวันถัดไป สำหรับผู้ที่มีคนรัก การช่วยตัวเองทุกวันอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรักได้ ทำให้ความใกล้ชิดลดลงหรืออาจส่งผลให้คนรักขาดความมั่นใจเรื่องเซ็กส์เพราะอาจรู้สึกว่าตนเองไม่มีแรงดึงดูดทางเพศมากเพียงพอ ควรพบคุณหมอทันทีหากรู้สึกว่าการช่วยตัวเองทุกวันส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รู้สึกไม่มีความสุข หงุดหงิด รู้สึกผิดหวังหลังสำเร็จความใคร่ หรือรู้สึกว่าต้องการช่วยตัวเองมากกว่ามีเพศสัมพันธ์กับคู่รัก หรืออยากช่วยตัวเองจนไม่ต้องการออกไปพบปะสังคมภายนอก […]
/expert/แพทย์หญิงอรกนิษฐา-อรุณาทิตย์
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงอรกนิษฐา อรุณาทิตย์
การคุกคามทางเพศ คืออะไร หลีกเลี่ยงได้อย่างไรการคุกคามทางเพศ คืออะไร หลีกเลี่ยงได้อย่างไรการคุกคามทางเพศ คืออะไร หลีกเลี่ยงได้อย่างไร
สุขภาพทางเพศ
02/01/2023
การคุกคามทางเพศ คืออะไร หลีกเลี่ยงได้อย่างไร
การคุกคามทางเพศ หมายถึงพฤติกรรมที่คน ๆ หนึ่งแสดงหรือประสงค์ต่อคนอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นการแตะเนื้อต้องตัว การวิจารณ์รูปร่างทรวดทรง หรือการถามถึงประสบการณ์ทางเพศโดยที่ผู้ถูกถามไม่ยินยอม ทั้งนี้ การคุกคามทางเพศมักพบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ในที่ทำงาน สถานศึกษา และที่สาธารณะ สำหรับวิธีรับมือการคุกคามทางเพศที่ง่ายที่สุด คือการพูดคุยกับผู้คุกคามโดยตรง ว่าพฤติกรรมดังกล่าวนั้นไม่เหมาะสม และควรหยุดการกระทำนั้น ๆ [embed-health-tool-ovulation] การคุกคามทางเพศคืออะไร การคุกคามทางเพศ หมายถึง พฤติกรรมเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศที่คน ๆ หนึ่งปฏิบัติต่อคนอีกคนหนึ่ง โดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม อาจเป็นการสัมผัสร่างกายหรือการใช้คำพูดเกี่ยวกับรูปร่างทรวดทรง การถามถึงประสบการณ์ทางเพศ ในประเทศไทย รายงานฉบับหนึ่งของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2565 ระบุว่า หญิงไทยถูกละเมิดทางเพศ รวมถึงได้รับความรุนแรงทางกายหรือใจ ไม่น้อยกว่า 7 คน/วัน และมีสถิติผู้หญิงที่เข้ารับการบำบัดรักษาและแจ้งความร้องทุกข์ประมาณ 30,000 คน/ปี ในขณะเดียวกัน รายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ เผยแพร่ในปีพ.ศ. 2565 ระบุว่า กว่าร้อยละ 87 ของคดีล่วงละเมิดทางเพศในประเทศไทยไม่เคยมีการแจ้งความกับตำรวจ นอกจากนี้ ผลการสำรวจชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ โดยบริษัท YouGov บริษัทวิจัยการตลาดแบบครบวงจรนานาชาติของสหราชอาณาจักร เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งได้สำรวจคนไทยจำนวน 1,107 ราย […]
/expert/แพทย์หญิงอรกนิษฐา-อรุณาทิตย์
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงอรกนิษฐา อรุณาทิตย์
ปวดท้องเมนส์รุนแรง เกิดจากอะไร และควรทำอย่างไรปวดท้องเมนส์รุนแรง เกิดจากอะไร และควรทำอย่างไรปวดท้องเมนส์รุนแรง เกิดจากอะไร และควรทำอย่างไร
สุขภาพทางเพศ
02/01/2023
ปวดท้องเมนส์รุนแรง เกิดจากอะไร และควรทำอย่างไร
ปวดท้องเมนส์รุนแรง เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนเป็นประจำเดือนและระหว่างที่เป็นประจำเดือน ซึ่งอาจส่งผลให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่สะดวกและเคลื่อนไหวลำบาก ดังนั้น จึงควรศึกษาวิธีบรรเทาอาการปวดท้องเมนส์หรือเข้าพบคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมเมื่อปวดท้องเมนส์ [embed-health-tool-ovulation] ปวดท้องเมนส์รุนแรง มีสาเหตุมาจากอะไร อาการปวดท้องเมนส์รุนแรง อาจมีสาเหตุมาจากสารพรอสตาแกลนดินส์ (Prostaglandins) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายผลิตขึ้นเมื่อเริ่มเข้าสู่รอบการมีประจำเดือน โดยสารนี้จะออกฤทธิ์กระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกเกิดการบีบตัวเพื่อช่วยขับเยื่อบุโพรงมดลูกให้หลุดลอกออก จึงส่งผลให้รู้สึกปวดท้องเกร็งบริเวณท้องน้อยหรือปวดท้องเมนส์รุนแรง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจทำให้ปวดท้องเมนส์รุนแรง ดังนี้ ครอบครัวมีประวัติปวดท้องเมนส์รุนแรง ผู้ที่เริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อย ผู้ที่สูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือประจำเดือนมามาก ผู้ที่มีภาวะต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่ออวัยวะภายในบริเวณอุ้งเชิงกราน เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกในมดลูก และส่งผลให้มีอาการปวดท้องเมนส์รุนแรง โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ ที่อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในอวัยวะสืบพันธุ์ ส่งผลให้มีอาการปวดท้องบริเวณท้องน้อยรุนแรง คล้ายกับอาการปวดท้องเมนส์ ภาวะปากมดลูกตีบ (Cervical stenosis) ที่อาจขัดขวางการไหลเวียนของเลือดประจำเดือน ทำให้ความดันภายในมดลูกเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ปวดท้องเมนส์รุนแรง ปวดท้องเมนส์รุนแรง ควรทำอย่างไร สิ่งที่ควรทำเมื่อปวดท้องเมนส์รุนแรง มีดังนี้ รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพรอกเซน โซเดียม (Naproxen Sodium) เพื่อลดระดับของสารพรอสตาแกลนดินส์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้มดลูกบีบตัวจนเกิดการปวดท้อง และช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเมนส์รุนแรง สำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 […]

พ่อแม่เลี้ยงลูก

/expert/แพทย์หญิงสุสิตา-หวังจิรนิรันดร์
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงสุสิตา หวังจิรนิรันดร์
ทารกตัวเหลือง วิธีแก้ ทำได้อย่างไรบ้างทารกตัวเหลือง วิธีแก้ ทำได้อย่างไรบ้างทารกตัวเหลือง วิธีแก้ ทำได้อย่างไรบ้าง
เด็กทารก
01/01/2023
ทารกตัวเหลือง วิธีแก้ ทำได้อย่างไรบ้าง
ภาวะตัวเหลือง (Jaundice) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีระดับบิลิรูบิน (Bilirubin) มากเกินไป มักพบในทารกแรกเกิด 2-3 วันหลังคลอด โดยทั่วไปสารเคมีชนิดนี้จะถูกตับย่อยสลายและขับออกมาทางอุจจาระ แต่หากร่างกายขับบิลิรูบินออกไปไม่ทันจะทำให้ ทารกตัวเหลือง วิธีแก้ สำหรับภาวะนี้ สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้ทารกตัวเหลือง ส่วนใหญ่แล้วทารกจะหายตัวเหลืองได้ภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากได้รับน้ำนมแม่เพียงพอและขับถ่ายปกติจนปริมาณบิลิรูบินลดลง แต่หากทารกตัวเหลืองจากความผิดปกติบางประการ เช่น ภาวะตับอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด หมู่เลือดแม่กับลูกไม่เข้ากัน อาจต้องรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ เช่น การส่องไฟ การถ่ายเลือด เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของทารกในระยะยาว [embed-health-tool-vaccination-tool] ทารกตัวเหลืองเกิดจากอะไร ทารกตัวเหลือง เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด เกิดจากทารกมีระดับบิลิรูบินสูงเกินไป โดยบิลิรูบินเป็นสารเคมีสีเหลืองที่สะสมอยู่ในกระแสเลือดที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดแดงเก่าสลายตัว โดยทั่วไปตับของทารกแรกเกิดจะกำจัดบิลิรูบินออกไปได้ตามปกติและไม่ทำให้มีภาวะตัวเหลือง แต่ทารกแรกเกิดบางรายที่ตับยังพัฒนาไม่เต็มที่หรือตับทำงานผิดปกติ อาจขับบิลิรูบินออกจากร่างกายไม่ทัน จึงมีบิลิรูบินสะสมอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไป จนส่งผลให้ทารกมีผิวสีเหลืองหรือตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ภาวะนี้มักพบในทารกอายุ 2-3 วัน และอาจหายไปเองภายใน 10-14 วัน สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ทารกตัวเหลือง อาจมีดังนี้ การคลอดก่อนกำหนด ทารกที่คลอดก่อนอายุครรภ์ครบ 38 สัปดาห์อาจไม่สามารถขับบิลิรูบินส่วนเกินได้หมด เนื่องจากตับยังทำงานได้ไม่เต็มที่ และทารกกินน้ำนมได้น้อย จึงทำให้ถ่ายอุจจาระน้อยกว่าปกติ ร่างกายจึงขับบิลิรูบินออกทางอุจจาระได้น้อยตามไปด้วย การได้รับน้ำนมแม่น้อยเกินไป […]
/expert/แพทย์หญิงสุสิตา-หวังจิรนิรันดร์
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงสุสิตา หวังจิรนิรันดร์
เด็ก แปรง ฟัน ได้เมื่อไหร่ ควรสอนอย่างไรเด็ก แปรง ฟัน ได้เมื่อไหร่ ควรสอนอย่างไรเด็ก แปรง ฟัน ได้เมื่อไหร่ ควรสอนอย่างไร
สุขภาพเด็ก
01/01/2023
เด็ก แปรง ฟัน ได้เมื่อไหร่ ควรสอนอย่างไร
คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ เด็ก แปรง ฟัน ได้ตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น ด้วยการใช้แปรงสีฟันขนนุ่มชุบน้ำพอหมาดแปรงฟันให้เด็ก และเมื่อเด็กเริ่มโตขึ้นจนสามารถเรียนรู้ทักษะการแปรงฟันได้เอง สามารถใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์เล็กน้อยเพื่อช่วยส่งเสริมให้ฟันแข็งแรง อย่างไรก็ตาม ไม่ควรบังคับหรือใช้เสียงขู่ให้เด็กแปรงฟัน เพราะอาจทำให้เด็กมีพฤติกรรมต่อต้านและไม่อยากแปรงฟันได้ [embed-health-tool-vaccination-tool] เด็ก แปรง ฟัน ได้เมื่อไหร่ ผู้ปกครองสามารถดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กได้ตั้งแต่ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้น ด้วยการทำความสะอาดเหงือกเป็นประจำทุกวันโดยการใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาดเหงือกของเด็กหลังกินนมและก่อนนอน เมื่อเด็กเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้นซี่แรก คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนให้เด็กแปรงฟันได้ทันที ด้วยการใช้แปรงสีฟันขนนุ่มสำหรับเด็กชุบน้ำพอหมาด โดยควรแปรงฟันให้เด็กอย่างน้อย 1-2 ครั้ง/วัน เพื่อขจัดเศษอาหารภายในปาก และหากเด็กสามารถโตพอที่จะสามารถบ้วนยาสีฟันเองได้โดยไม่กลืน คุณพ่อคุณแม่สามารถให้เด็กแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ในปริมาณเล็กน้อย จากนั้น จึงค่อย ๆ สอนให้เด็กแปรงฟันให้ทั่วฟันทุกซี่ รวมถึงทำความสะอาดเหงือกและลิ้น เป็นเวลาอย่างน้อย 2 นาที/ครั้ง เพื่อขจัดเศษอาหารทั้งหมดที่อาจก่อให้เกิดปัญหาฟันผุในอนาคต คุณพ่อคุณแม่อาจจำเป็นต้องช่วยเหลือเด็กในการแปรงฟันจนกว่าเด็กจะอายุ 7-8 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่เด็กสามารถแปรงฟันได้ด้วยตัวเองแล้ว และควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก ๆ 3-6 เดือนหรือเมื่อขนแปรงเก่าแล้ว นอกจากนี้ ควรสอนให้เด็กใช้ไหมขัดฟันหลังจากแปรงฟันอย่างน้อย 1 ครั้ง/วัน เพื่อช่วยขจัดเศษอาหารที่แปรงสีฟันไม่สามารถขจัดออกได้หมด วิธีสอนให้เด็กแปรงฟัน วิธีสอนให้เด็กแปรงฟัน คุณพ่อคุณแม่ควรใจเย็น ไม่ควรบังคับหรือใช้น้ำเสียงขู่ เพราะจะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกไม่อยากแปรงฟันมากขึ้น ซึ่งการสอนให้เด็กแปรงฟันอาจทำได้ ดังนี้ ตอบสนองความต้องการของเด็ก เช่น หากเด็กต้องการเปลี่ยนรสชาติยาสีฟันหรือต้องการใช้แปรงสีฟันสีใหม่ ควรให้เด็กได้ทดลองใช้ […]
/expert/แพทย์หญิงสุสิตา-หวังจิรนิรันดร์
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงสุสิตา หวังจิรนิรันดร์
วิตามินเด็ก มีความสำคัญอย่างไร และเด็กควรได้รับวิตามินอะไรบ้างวิตามินเด็ก มีความสำคัญอย่างไร และเด็กควรได้รับวิตามินอะไรบ้างวิตามินเด็ก มีความสำคัญอย่างไร และเด็กควรได้รับวิตามินอะไรบ้าง
พ่อแม่เลี้ยงลูก
30/12/2022
วิตามินเด็ก มีความสำคัญอย่างไร และเด็กควรได้รับวิตามินอะไรบ้าง
วิตามินเด็ก เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตทางร่างกาย พัฒนาการทางสมองและสติปัญญาของเด็ก ซึ่งเด็กควรได้รับวิตามินอย่างเพียงพอจากการรับประทานอาหารที่หลากหลายในแต่ละวัน แต่สำหรับเด็กที่มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการดูดซึมสารอาหาร อาจจำเป็นต้องรับประทานวิตามินเสริม เพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินอย่างเพียงพอต่อความต้องการ [embed-health-tool-bmr] วิตามินเด็ก มีความสำคัญอย่างไร เด็กควรได้รับวิตามินที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเป็นประจำทุกวัน จากการรับประทานอาหารที่หลากหลายอย่างเหมาะสม เนื่องจากวิตามินแต่ละชนิดมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองของเด็กที่แตกต่างกัน เช่น วิตามินบี ช่วยในการเผาผลาญสารอาหาร เพิ่มพลังงาน และส่งเสริมการทำงานของระบบประสาท วิตามินซี ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยรักษาความบาดเจ็บภายในร่างกาย วิตามินดี ช่วยส่งเสริมโครงสร้างและความแข็งแรงของกระดูกและฟัน วิตามินเอ ช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตา ป้องกันภาวะตาบอดตอนกลางคืน หากเด็กขาดวิตามินที่สำคัญต่อร่างกาย อาจส่งผลให้เด็กมีปัญหาสุขภาพ เช่น พัฒนาการพูดล่าช้า สมาธิสั้น ขาดสารอาหาร ป่วยบ่อย ฟันผุ อาการซึมเศร้าและวิตกกังวล ผิวหนัง เส้นผมและเล็บมีสุขภาพที่ไม่ดี เด็กต้องการวิตามินเสริมหรือไม่ วิตามินมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางร่างกายและพัฒนาการทางสมองของเด็ก ซึ่งเด็กจะได้รับวิตามินอย่างเหมาะสมจากอาหารที่รับประทานในแต่ละวันอยู่แล้ว เด็กบางคนจึงอาจไม่จำเป็นที่จะต้องรับประทานวิตามินเสริมเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม วิตามินเสริมอาจมีความจำเป็นต่อเด็กบางคนที่มีภาวะสุขภาพที่อาจทำให้ร่างกายขาดวิตามินที่ควรได้รับอย่างเหมาะสม ดังนี้ เด็กที่ไม่ยอมรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ชอบกินจุบจิบ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร เด็กที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ เด็กที่มีความเจ็บป่วยเรื้อรังและส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหารในร่างกาย เช่น ปัญหาทางเดินอาหาร โรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดเมือกหนาและเหนียวในระบบย่อยอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบสืบพันธุ์ เด็กที่แพ้แลคโตส ซึ่งมีปัญหาในการย่อยนมและผลิตภัณฑ์จากนม เด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อย น้ำหนักตัวเพิ่มยากแม้จะรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม […]
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพอื่น ๆ

ค้นหาชุมชนของคุณ

ดูทั้งหมด

ดูทั้งหมด

Hello คุณหมอ แหล่งข้อมูลที่คุณต้องการมากที่สุด

ผลการวิจัย
ผลการวิจัย

บทความทั้งหมดเกี่ยวกับ Hello คุณหมอ ได้รับการค้นคว้า เรียบเรียง และเขียนอย่างละเอียด โดยอ้างอิงจากการศึกษา ข่าวสาร และบทวิจารณ์ล่าสุด จากสถาบันการศึกษาและการแพทย์ที่มีชื่อเสียง

ตรวจสอบแล้ว
ตรวจสอบแล้ว

บทความในเว็บไซต์ของเราได้รับการตรวจสอบโดยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

ติดตาม
ติดตาม

บทความของเราผ่านการรังสรรค์ร่วมกับแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อหาของเราถูกต้องและครบถ้วน

เชื่อถือได้
เชื่อถือได้

Hello คุณหมอ ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านสุขภาพชั้นนำ ที่มุ่งเน้นในการนำเสนอเนื้อหาด้านสุขภาพที่ถูกต้อง ตรงประเด็น และเป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อช่วยให้ผู้อ่านตัดสินใจเรื่องสุขภาพได้ดีขึ้น

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม

left-chevron