ชุมชนการเลี้ยงดูบุตร

เลี้ยงลูกใครว่าง่าย! พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นได้ที่ ชุมชนการตั้งครรภ์ ของ Hello คุณหมอ

trendingUp

เรื่องเด่น

เรื่องใหม่ล่าสุด

สุขภาพทางเพศ

ขนเพชร มีประโยชน์ต่อสุขภาพทางเพศอย่างไร และควรดูแลอย่างไร

ขนเพชร เป็นขนที่ปกคลุมอวัยวะเพศทั้งชายและหญิง มีหน้าที่ช่วยปกป้องอวัยวะเพศจากการเสียดสีขณะมีเพศสัมพันธ์ ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ช่วยรักษาอุณหภูมิของอวัยวะเพศ  อย่างไรก็ตาม บางคนอาจต้องการกำจัดขนเพชร เนื่องจากความชอบส่วนตัวหรือเหตุผลอื่น ๆ จึงควรทราบถึงข้อควรระวังบางประการและวิธีการกำจัดขนเพชรที่เหมาะสมก่อนลงมือทำ [embed-health-tool-ovulation] ขนเพชร มีประโยชน์อย่างไร ขนเพชร คือ ขนบริเวณอวัยวะเพศและบริเวณหัวหน่าวของทั้งผู้ชายและหญิง โดยขนเพศอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพทางเพศ ดังนี้ เป็นสัญญาณของวัยเจริญพันธุ์ ขนเพชรจะเจริญเติบโตขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นสัญญาณทางกายภาพของร่างกายที่บ่งบอกว่าบุคคลนั้นเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์และพร้อมที่จะสืบพันธุ์ อาจช่วยลดแรงเสียดสี เนื่องจากผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศมีความบอบบางมาก การเสียดที่เกิดขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์หรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น วิ่ง เดิน ช่วยตัวเอง อาจทำให้ผิวเกิดความระคายเคืองหรือบาดเจ็บได้ ขนเพชรจึงอาจช่วยลดแรงเสียดสีที่เกิดขึ้นได้ อาจช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคต่าง ๆ เนื่องจากขนเพชรมีหน้าที่คล้ายกับขนตา ขนคิ้ว ขนแขน ขนขา ที่ช่วยในการป้องกันเชื้อโรคและสิ่งสกปรกที่อาจเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย นอกจากนี้ รูขุมขนยังช่วยผลิตน้ำมันที่มีบทบาทในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้องโรคได้อีกด้วย ซึ่งขนเพชรอาจช่วยป้องกันโรคได้หลายชนิด เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ช่องคลอดอักเสบ การติดเชื้อรา อาจช่วยรักษาอุณหภูมิของอวัยวะเพศ โดยเฉพาะอวัยวะเพศชายที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอุณหภูมิอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศและคุณภาพของตัวอสุจิในอัณฑะ อาจมีบทบาทในการช่วยส่งฟีโรโมน (Pheromone) โดยฟีโรโมนเป็นสารเคมีที่มีกลิ่นฉุนและอาจส่งผลต่ออารมณ์ทางเพศได้ นอกจากนี้ ฟีโรโมนจะถูกหลั่งออกมาจากต่อมเหงื่ออะโพไครน์ (Apocrine) ซึ่งเป็นต่อมเหงื่อชนิดหนึ่งที่พบเฉพาะบางบริเวณ โดยบริเวณอวัยวะเพศมีต่อมเหงื่อชนิดนี้จำนวนมาก การดูแลขนเพชร หลายคนอาจมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับขนเพชรว่าเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้อวัยวะเพศมีกลิ่นเหม็นหรืออับชื้น […]


เรื่องเด่น

การตั้งครรภ์

ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงวรัญญา สิริธนาสาร
น้ำหนักทารกในครรภ์ พัฒนาการ และการดูแลอย่างถูกวิธีน้ำหนักทารกในครรภ์ พัฒนาการ และการดูแลอย่างถูกวิธีน้ำหนักทารกในครรภ์ พัฒนาการ และการดูแลอย่างถูกวิธี
ระหว่างตั้งครรภ์
10/05/2022
น้ำหนักทารกในครรภ์ พัฒนาการ และการดูแลอย่างถูกวิธี
น้ำหนักทารกในครรภ์ มักเปลี่ยนไปตามการเจริญเติบโตของตัวอ่อนในแต่ละช่วง น้ำหนักของทารกสามารถบ่งบอกสุขภาพของทารกว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือไม่ หากทารกมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสุขภาพหลังคลอด เช่น ระบบการหายใจผิดปกติ ระดับออกซิเจนต่ำ คุณแม่จึงควรให้ความสำคัญกับน้ำหนักทารกในครรภ์ เพื่อพัฒนาการที่สมบูรณ์ของลูกน้อย [embed-health-tool-pregnancy-weight-gain] น้ำหนักทารกในครรภ์ แต่ละไตรมาส น้ำหนักทารกในครรภ์ แบ่งออกเป็น 3 ไตรมาส ดังนี้ ทารกในครรภ์ไตรมาสที่ 1  ช่วงการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรกเป็นการตั้งครรภ์ช่วง 1-3 เดือน (1-12 สัปดาห์) อาจยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ชัด แต่ภายในครรภ์ของคุณแม่นั้นตัวอ่อนอาจมีกำลังเข้าสู่กระบวนการฝังตัวและพัฒนาเป็นทารก ตามแต่ละช่วงสัปดาห์ ดังนี้ ช่วงตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 1-10 สัปดาห์ เป็นกระบวนการปฏิสนธิและเริ่มสร้างตัวอ่อนรวมถึงระบบการทำงานของทารก เช่น ลำตัว คอ ศีรษะ ดวงตา จมูก ปาก มือ แขน ขา กระดูกสันหลัง ระบบทางเดินหายใจ หัวใจ ทารกสัปดาห์ที่ 11 ทารกอาจมีความยาวลำตัวประมาณ 2 นิ้ว (50 มิลลิเมตร) และหนักประมาณ 8 กรัม ทารกสัปดาห์ที่ 12 ทารกมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการมากขึ้น โดยอาจเริ่มมีการสร้างลำไส้ […]
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงสุจิณันฐ์ นันทาภิวัธน์
วิธีนับลูกดิ้น ทำได้อย่างไรวิธีนับลูกดิ้น ทำได้อย่างไรวิธีนับลูกดิ้น ทำได้อย่างไร
ระหว่างตั้งครรภ์
31/03/2022
วิธีนับลูกดิ้น ทำได้อย่างไร
ลูกดิ้น ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณพัฒนาการของทารกในครรภ์ โดยคุณแม่ตั้งครรภ์จะเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในช่วง สัปดาห์ที่ 16-24 ของการตั้งครรภ์ และทารกจะเคลื่อนไหวชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 หรือสัปดาห์ที่ 28 คุณแม่ควรรู้วิธีนับลูกดิ้นว่าทารกที่อยู่ในครรภ์ดิ้นน้อยหรือดิ้นมากเกินไปหรือไม่ เพราะการดิ้นที่ผิดปกติ โดยเฉพาะการดิ้นน้อยลง อาจเป็นสัญญาณเตือนปัญหาสุขภาพของทารกในครรภ์ ซึ่งควรได้รับการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาโดยเร็ว   [embed-health-tool-due-date] ลักษณะของลูกดิ้น  อาการลูกดิ้น อาจจะให้ความรู้สึกเหมือนมีปลาตอดอยู่ภายในท้อง หรือรู้สึกเหมือนเส้นประสาทกระตุกเบา ๆ บางครั้งเมื่อทารกเคลื่อนไหวตัว เช่น พลิกตัว เตะขา คุณแม่ก็อาจสามารถรับรู้ได้ว่าอวัยวะของทารกกำลังดันท้องอยู่ อาการลูกดิ้นอาจสังเกตยากในช่วงแรก แต่จะชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 ซึ่งการที่ลูกดิ้นอาจบ่งชี้ถึงสุขภาพของทารกในครรภ์ได้  ลูกเริ่มดิ้นเมื่อไหร่  ทารกแต่ละคนอาจมีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันออกไป โดยส่วนมากมารดาจะเริ่มรับรู้การดิ้นของทารกตอนช่วงสัปดาห์ที่ 16-24 ของการตั้งครรภ์ หรือประมาณเดือนที่ 4 และจะรับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ทารกจะเคลื่อนไหวมากขึ้น เนื่องจากมีปริมาณน้ำคร่ำในครรภ์มากขึ้น ทำให้ทารกสามารถขยับร่างกายได้มากขึ้น  จากนั้นการดิ้นของทารกจะสม่ำเสมอ ทั้งนี้ การดิ้นของทารกอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาจนถึงช่วงเวลากำหนดคลอด โดยการดิ้นของทารกนั้นมักจะเคลื่อนไหวมากขึ้นในบางช่วงเวลาขณะตื่นนอน ระดับน้ำตาลในเลือดที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงอาจตอบสนองต่อเสียงหรือการสัมผัส ซึ่งสัปดาห์เริ่มการดิ้นของทารกอาจมีดังนี้  สัปดาห์ที่ 12 ทารกอาจเริ่มเคลื่อนไหว แต่คุณแม่ตั้งครรภ์อาจยังไม่รู้สึกถึงแรงดิ้น  สัปดาห์ที่ 16 ทารกยังเคลื่อนไหวไม่ชัดเจน แต่คุณแม่อาจรู้สึกเหมือนมีผีเสื้อกระพือปีก ซึ่งความรู้สึกอาจเป็นแค่ก๊าซหรือทารกกำลังเคลื่อนไหวก็ได้  สัปดาห์ที่ 20-24 ทารกเริ่มเคลื่อนไหว […]
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงสุจิณันฐ์ นันทาภิวัธน์
คนท้อง อาการและการดูแลคนท้อง อาการและการดูแลคนท้อง อาการและการดูแล
ระหว่างตั้งครรภ์
31/03/2022
คนท้อง อาการและการดูแล
ร่างกายของ คนท้อง รวมถึงการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์จะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะของการตั้งครรภ์ ในช่วงตั้งครรภ์ร่าอาจมีปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย หรือที่มักเรียกว่า อาการคนท้อง เช่น คลื่นไส้อาเจียน เต้านมบวมและเจ็บปวด ปัสสาวะมากขึ้น เหนื่อยล้า การดูแลในระหว่างตั้งครรภ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาจช่วยบรรเทาอาการคนท้อง และมีส่วนช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกด้วย คนท้องแต่ละไตรมาส การตั้งครรภ์เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ หรือที่เรียกว่าการปฏิสนธิ แล้วกลายเป็นตัวอ่อนฝังอยู่ในผนังมดลูก โดยการตั้งครรภ์นิยมแบ่งเป็น 3 ไตรมาส ดังนี้ คนท้องไตรมาสที่ 1 เริ่มต้นตั้งแต่วันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายไปจนถึง 14 สัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่ฮอร์โมนและร่างกายของคุณแม่เริ่มเปลี่ยนแปลง บางคนอาจมีอาการที่เป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ เช่น เจ็บเต้านม มีเลือดล้างหน้าเด็ก เมื่อยล้า ปัสสาวะมากขึ้น ท้องอืด อารมณ์แปรปรวน การเจริญเติบโตของทารกในช่วงไตรมาสแรกเริ่มจากไข่ผสมกับอสุจิและกลายเป็นตัวอ่อนฝังในผนังมดลูก ในไตรมาสนี้ เซลล์จะแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ระบบประสาท ไขสันหลัง เส้นประสาท หัวใจและกล้ามเนื้อ รวมถึงอวัยวะส่วนอื่น ๆ เริ่มพัฒนา ผู้ที่สงสัยว่าตัวเองอาจตั้งครรภ์ สามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้หลังประจำเดือนขาด 1 สัปดาห์ โดยอาจไปตรวจการตั้งครรภ์ที่สถานพยาบาล หรือซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์จากร้านขายยามาตรวจเบื้องต้นเองก็ได้ ชุดตรวจการตั้งครรภ์จะตรวจหาฮอร์โมน hCG ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่พบได้ในปัสสาวะของสตรีมีครรภ์ หากตรวจไม่พบควรเว้นไปอีก 1 สัปดาห์แล้วตรวจซ้ำอีกครั้ง เนื่องจากปริมาณฮอร์โมน hCG ในครั้งแรกอาจยังไม่เพียงพอ คนท้องไตรมาสที่ […]

สุขภาพทางเพศ

ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงสุจิณันฐ์ นันทาภิวัธน์
ช่องคลอดแห้ง อาการ สาเหตุ การรักษาช่องคลอดแห้ง อาการ สาเหตุ การรักษาช่องคลอดแห้ง อาการ สาเหตุ การรักษา
สุขภาพทางเพศ
08/02/2022
ช่องคลอดแห้ง อาการ สาเหตุ การรักษา
ช่องคลอดแห้ง เป็นภาวะที่ภายในช่องคลอดขาดเมือกหล่อลื่น ทำให้เยื่อบุช่องคลอดแห้งและขาดความชุ่มชื้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการระคายเคือง แสบร้อนบริเวณช่องคลอด และปวดหรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อในช่องคลอด ภาวะนี้พบได้บ่อยในวัยหมดประจำเดือน แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกวัย อย่างไรก็ตาม หากมีอาการรุนแรงขึ้น ควรไปปรึกษาคุณหมอเพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมต่อไป คำจำกัดความ ช่องคลอดแห้ง คืออะไร ช่องคลอดแห้ง คือ ภาวะที่ช่องคลอดขาดเมือกหล่อลื่นหรือมีเมือกหล่อลื่นน้อยลง ส่งผลให้ช่องคลอดสูญเสียความชุ่มชื้นและแห้ง ภาวะนี้พบได้ในผู้หญิงทุกวัย แต่อาจพบมากในวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงจากการที่รังไข่หยุดการสร้างฮอร์โมน โดยฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่ช่วยผลิตเมือกหล่อลื่นช่องคลอด ทำให้ช่องคลอดชุ่มชื้น เยื่อบุช่องคลอดยืดหยุ่นได้ดี และช่วยรักษาสภาพความเป็นกรดให้ช่องคลอด  ช่องคลอดแห้งพบบ่อยแค่ไหน  ช่องคลอดแห้งพบได้ในผู้หญิงทุกวัย แต่มักพบในผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือนหรือวัยหมดประจำเดือนแล้ว เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงจนส่งผลต่อการผลิตเมือกหล่อลื่นในช่องคลอด อาการอาการของช่องคลอดแห้ง ภาวะช่องคลอดแห้ง อาจมีอาการดังต่อไปนี้  ระคายเคืองช่องคลอด คัน หรือปวดแสบปวดร้อนที่ช่องคลอด เจ็บ หรือปวดขณะมีเพศสัมพันธ์  ความชื้นในช่องคลอดลดลง ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ  นอกจากนี้ ภาวะช่องคลอดแห้งยังอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะช่องคลอดติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อรา การติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งควรรีบเข้ารับการรักษาทันที  ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด  หากอาการที่กล่าวมาข้างต้นรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อถึงขั้นกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกในตอนกลางคืนแม้อยู่ในห้องแอร์ อารมณ์แปรปรวน อ่อนเพลียง่าย สิวขึ้น ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ควรไปพบคุณหมอเพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม สาเหตุสาเหตุของช่องคลอดแห้ง ช่องคลอดแห้งอาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้  อายุที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เนื่องจากร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลง จนอาจส่งผลให้เมือกหล่อลื่นในช่องคลอดลดลง และช่องคลอดแห้งได้  การคลอดลูกหรือให้นมแม่ เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนเปลี่ยนแปลงและลดลง จึงอาจทำให้ช่องคลอดแห้งชั่วคราว ผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยากล่อมประสาท ยาแก้แพ้ อาจทำให้ช่องคลอดแห้งชั่วคราว หากหยุดรับประทานยาดังกล่าว […]
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงสุจิณันฐ์ นันทาภิวัธน์
ฝีมะม่วง อาการ สาเหตุ การรักษาฝีมะม่วง อาการ สาเหตุ การรักษาฝีมะม่วง อาการ สาเหตุ การรักษา
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
06/04/2022
ฝีมะม่วง อาการ สาเหตุ การรักษา
ฝีมะม่วง (Lymphogranuloma Venereum หรือ LGV) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ รวมทั้ง อาการเลือดคั่งบริเวณอวัยวะเพศ ต่อมน้ำเหลืองโตที่ขาหนีบ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดบวมและเดินลำบาก หากรู้สึกว่ามีอาการเจ็บปวดบริเวณอวัยวะเพศควรเข้ารับการตรวจโดยคุณหมอในทันที     คำจำกัดความฝีมะม่วงคืออะไร ฝีมะม่วง คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรียคลามีเดีย (Chlamydia trachomatis) หรือจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อเข้าสู่ผิวหนังที่มีแผลเปิด ก่อให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดหรือปากมดลูก ซึ่งอาจไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย ทำให้การติดเชื้อลุกลามเเละส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างบวม เป็นฝีขนาดใหญ่ และทำให้อวัยวะเพศมีเลือดคั่ง ฝีมะม่วงสามารถพบในทุกช่วงวัยตั้งแต่ 15-40 ปี และมีโอกาสเป็นได้ทั้งเพศชายและเพศหญิงเท่า ๆ กัน แต่อาจพบว่าเพศชายเป็นมากกว่า เนื่องจากในเพศชายมักแสดงอาการชัดเจนกว่า โดยเฉพาะกลุ่มรักร่วมเพศระหว่างชายกับชาย และมักพบในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเอชไอวี อาการอาการของฝีมะม่วง ผู้ป่วยฝีมะม่วงมักแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อไปแล้วประมาณ 3-30 วัน เบื้องต้นอาจเป็นแผล หรือฝีขนาดเล็กบริเวณอัณฑะหรือช่องคลอด ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ทันสังเกตเห็น หรืออาจไม่มีอาการ โดยเฉพาะอาการในผู้หญิงจะแสดงชัดเจนหลังจากเชื้อพัฒนาลุกลามมากขึ้น แต่สำหรับผู้ชายจะมีอาการค่อนข้างเด่นชัดหรือรุนแรงตั้งแต่ระยะแรกหลังได้รับเชื้อ และแม้ในบางรายไม่แสดงอาการแต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ อาการของฝีมะม่วงมีดังนี้ มีแผล หรือเป็นริดสีดวงทวารหนัก ทำให้อาจมีเลือดหรือหนองไหลออกจากทวารหนัก มีเลือดคั่งหรือมีหนองไหลออกมาจากบริเวณอวัยวะเพศ รู้สึกเจ็บปวดบริเวณทวารหนักเวลาเบ่ง ถ่ายอุจจาระ หรือมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ท้องผูก มีน้ำใสไหลจากต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ ผิวหนังบริเวณขาหนีบข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2  ข้างบวมแดง มีลักษณะเป็นก้อนฝีขนาดใหญ่ ผู้หญิงอาจมีริมฝีปากบวม สาเหตุสาเหตุของฝีมะม่วง สาเหตุของการเกิดฝีมะม่วงเกิดจากเชื้อแบคทีเรียคลามีเดียที่เข้าสู่ผิวหนังแล้วแพร่ไปยังต่อมน้ำเหลือง จนทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะรอบ ๆ ต่อมน้ำเหลือง ทำให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบอักเสบ บวมแดงและเจ็บปวด […]
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงสุจิณันฐ์ นันทาภิวัธน์
ซิฟิลิส อาการ สาเหตุ การรักษาซิฟิลิส อาการ สาเหตุ การรักษาซิฟิลิส อาการ สาเหตุ การรักษา
โรคซิฟิลิส
23/02/2022
ซิฟิลิส อาการ สาเหตุ การรักษา
ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อที่สามารถแพร่กระจายผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังอาจแพร่กระจายจากการติดเชื้อผ่านทางผิวหนังหรือเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นแผลเปิด หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน  เชื้ออาจมีการติดต่อไปยังน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง ส่งผลต่อการทำงานของสมอง ระบบประสาท หัวใจ และอวัยวะอื่นได้ คำจำกัดความซิฟิลิส คืออะไร ซิฟิลิส คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากเชื้อแบคทีเรียที่ส่วนมากจะมีรอยโรคหรือแผลที่ไม่มีความเจ็บปวดเกิดขึ้นบริเวณทวารหนัก อวัยวะเพศ และปาก รวมถึงอาจสามารถแพร่กระจายไปยังทารกได้หากมารดามีการติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ ผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิสหากไม่ได้เข้ารับการรักษา อาจเสี่ยงเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนที่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่ระบบประสาท หัวใจ หลอดเลือด และเพิ่มโอกาสการติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้น   อาการอาการซิฟิลิส อาการซิฟิลิสแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้   ซิฟิลิสระยะแรก หรือระยะปฐมภูมิ เป็นระยะที่อาจทำให้ผู้ติดเชื้อมีแผลริมแข็ง หรือแผลพุพองเล็ก ๆ บริเวณทวารหนัก อวัยวะเพศ หรือรอบปาก แต่อาจไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดใด ๆ อาจมีอาการคันที่บริเวณแผลได้  ซิฟิลิสทุติยภูมิ หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อประมาณ 6 สัปดาห์ ถึง 6 เดือน อาจทำให้ผื่นแดงขึ้นบนผิวหนังทั่วทั้งร่างกาย บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า บางคนอาจมีไข้ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ และมีอาการผมร่วง ซิฟิลิสตติยภูมิ หากไม่รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติ อาจทำให้อาการซิฟิลิสพัฒนาเข้าสู่ระยะตติยภูมิที่กระทบต่อสุขภาพหัวใจ สมอง และเส้นประสาทอย่างรุนแรง เสี่ยงต่อการเป็นอัมพาต ตาบอด หูหนวก สมองเสื่อม หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ สาเหตุสาเหตุของซิฟิลิส ซิฟิลิสมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า […]

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงจิตรลดา ชินสุวรรณ
เมนูอาหารลูกน้อยวัย 2 ขวบ และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมนูอาหารลูกน้อยวัย 2 ขวบ และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมนูอาหารลูกน้อยวัย 2 ขวบ และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
โภชนาการเด็กวัยหัดเดินและเด็กก่อนวัยเรียน
21/03/2022
เมนูอาหารลูกน้อยวัย 2 ขวบ และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
ลูกน้อยวัย 2 ขวบ เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต เรียนรู้ที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ และมีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา ภาษา และการสื่อสาร โภชนาการด้านอาหารที่ดีนับเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของลููก คุณพ่อคุณแม่ควรเลือก เมนูอาหารลูกน้อยวัย 2 ขวบ ที่ให้คุณค่าทางอาหารครบถ้วน และศึกษาอาหารบางชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อการเจริญเติบโตที่เหมาะสมของช่วงวัย อาหารที่มีประโยชน์กับลูกวัย 2 ขวบ อาหารที่มีประโยชน์สำหรับลูกน้อย มีดังนี้ 1. โปรตีน เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย มีกรดอะมิโนที่ช่วยเสริมสร้างเซลล์ที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และยังให้พลังงานที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อย พบมากในอาหารทะเล เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ไก่ นม อาหารประเภทถั่วต่าง ๆ เป็นต้น ปริมาณที่ลูกควรได้รับต่อวัน (อย่างน้อย 2 ส่วน/วัน) โดย 1 ส่วนมีดังนี้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไก่ ปลา น้ำหนักสุก 30 กรัม  น้ำหนักดิบ 40 กรัม ถั่วประเภทต่าง ๆ 2-4 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่ 1 […]
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงจิตรลดา ชินสุวรรณ
สบู่อาบน้ำเด็ก เลือกใช้อย่างไรให้ดีกับลูกน้อยสบู่อาบน้ำเด็ก เลือกใช้อย่างไรให้ดีกับลูกน้อยสบู่อาบน้ำเด็ก เลือกใช้อย่างไรให้ดีกับลูกน้อย
การดูแลทารก
21/03/2022
สบู่อาบน้ำเด็ก เลือกใช้อย่างไรให้ดีกับลูกน้อย
ทารกหรือเด็กอายุน้อย ๆ อาจไม่จำเป็นต้องอาบน้ำทุกวัน เนื่องจากยังมีผิวที่บอบบาง อาจจะใช้วิธีการเช็ดตัวลูกให้สะอาด เน้นบริเวณผิวหน้า ลำคอ มือและส่วนใต้ผ้าอ้อมของเด็ก ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรระมัดระวังในการเลือกสบู่อาบน้ำเด็กเหมาะสมและอ่อนโยนต่อผิวที่บอบบางของเด็กมากที่สุด ช่วงเวลาอาบน้ำเด็กอาจจะเลือกช่วงที่เด็กกำลังตื่นและอารมณ์ดี อุณหภูมิอุ่นพอเหมาะ ไม่หนาวหรือร้อนเกินไป เตรียมอุปกรณ์อาบน้ำไว้ให้พร้อม เช่น อ่างอาบน้ำ ผ้าขนหนู ผ้าอ้อม สำลีเช็ดตัวหรือผ้าเช็ดตัวเปียกหรือฟองน้ำ และเสื้อผ้าใหม่ สำหรับหยิบใช้งานได้ทันที และไม่ควรให้เด็กอยู่ในอ่างอาบน้ำเพียงลำพังแม้แต่เพียงวินาทีเดียว เพราะอาจจมน้ำได้ การเลือกสบู่อาบน้ำเด็ก สบู่อาบน้ำเด็กที่เหมาะกับผิวเด็กควรเลือกใช้ดังนี้ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว สบู่อาบน้ำเด็กควรมีส่วนผสมที่อ่อนโยนและเหมาะสมกับสภาพผิวที่บอบบางของเด็กมากที่สุด มีสารสกัดธรรมชาติ และอาจใช้สบู่อาบน้ำเด็กสูตรไม่มีสารเคมี เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการแพ้หรือระคายเคืองผิว และไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบหลากหลายเกินไป เพราะอาจจะไม่ช่วยในเรื่องของความสะอาด และยังทำให้ผิวเด็กสัมผัสกับสารเคมีที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงน้ำหอม น้ำหอมในสบู่อาบน้ำเด็กอาจจะทำให้เกิดปัญหาผิว เช่น ทำให้ผิวแห้งกร้าน ระคายเคือง ควรใช้สบู่ที่ไม่แต่งกลิ่นเพิ่มเติม ไม่จำเป็นต้องใช้สบู่อาบน้ำเด็กที่ต้านเชื้อแบคทีเรีย ใช้เพียงสบู่อาบน้ำเด็กธรรมดา ก็สามารถอาบน้ำให้กับลูกน้อยได้อย่างสะอาดหมดจดได้เหมือนกับสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรียแล้ว ทั้งยังปลอดจากสารเคมีที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ เลือกใช้สบู่อาบน้ำเด็กที่มีส่วนผสมธรรมชาติ เช่น เลือกสบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำมันธรรมชาติอย่างน้ำมันมะกอก น้ำมันอัลมอนด์ ว่านหางจระเข้ ซึ่งดีต่อผิวที่บอบบาง และไม่ระคายเคืองผิวและตาของเด็ก ควรหลีกเลี่ยงสบู่อาบน้ำเด็กที่มีสารที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น พาราเบน (Paraben)  สารกลุ่มพาทาเลต (Phthalate) […]
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงหทัยทิพย์ ชัยประภา
ทารกหลับไม่สนิท ตื่นกลางคืนบ่อย ๆ เกิดจากอะไรทารกหลับไม่สนิท ตื่นกลางคืนบ่อย ๆ เกิดจากอะไรทารกหลับไม่สนิท ตื่นกลางคืนบ่อย ๆ เกิดจากอะไร
เด็กทารก
29/03/2022
ทารกหลับไม่สนิท ตื่นกลางคืนบ่อย ๆ เกิดจากอะไร
ปัญหาทารกหลับไม่สนิท สะดุ้งตื่นและร้องไห้กลางดึก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น หิว นอนกลางวันมากเกินไป ไม่คุ้นชินกับสภาพแวดล้อม ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาวิธีที่ช่วยทำให้ทารกหลับสนิทตลอดคืน เพื่อช่วยให้ทารกได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เสริมสร้างพัฒนาการและการเจริญเติบโต และลดความอ่อนเพลียจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ทารกหลับไม่สนิท เกิดจากอะไร ทารกแรกเกิดส่วนใหญ่มีชั่วโมงการนอนที่ค่อนข้างยาวนานประมาณ 16 ชั่วโมง/วัน ขึ้นอยู่กับอายุ โดยแบ่งเป็นนอนกลางวัน 8 ชั่วโมง นอนกลางคืน 8 ชั่วโมง แต่จะมีระยะการนอนที่สั้น แต่ละครั้งมักจะนอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง หากทารกหลับไม่สนิท หลับ ๆ ตื่น ๆ โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน อาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้ สภาพแวดล้อมรอบข้าง เช่น เสียงรบกวน แสงไฟที่สว่างเกินไป การเคลื่อนไหวของคุณพ่อคุณแม่ อาจรบกวนการนอนของทารก ทำให้ทารกนอนหลับไม่สนิท สะดุ้งตื่นได้ รู้สึกหิว เนื่องจากทารกมีกระเพาะอาหารขนาดเล็ก ทำให้จุอาหารได้น้อย และย่อยอาหารได้เร็ว ส่งผลให้ทารกรู้สึกหิวบ่อยจนอาจรบกวนการนอนหลับ และทำให้มักตื่นขึ้นในช่วงเวลากลางคืน นอนกลางวันมากเกินไป การงีบหลับในช่วงกลางวันมากเกินไป อาจทำให้ทารกไม่รู้สึกง่วงนอน และนอนหลับไม่สนิทในเวลากลางคืน อาการเจ็บป่วย อาจทำให้ทารกนอนหลับไม่สนิท และตื่นบ่อยช่วงเวลากลางคืน […]
health-tool-icon

เครื่องคำนวณหา ค่าดัชนีมวลกาย (BMI)

ใช้เครื่องมือนี้เพื่อช่วยคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณ และดูว่าคุณมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีหรือไม่ เครื่องมือนี้ยังสามารถใช้เพื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายของลูกคุณได้อีกด้วย

เพศชาย

เพศหญิง

เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพอื่น ๆ

ค้นหาชุมชนของคุณ

ดูทั้งหมด

ดูทั้งหมด

Hello คุณหมอ ให้ข้อมูลที่คุณต้องการมากที่สุด

ผลการวิจัย
ผลการวิจัย

บทความทั้งหมดเกี่ยวกับ Hello คุณหมอ ได้รับการค้นคว้าและเขียนอย่างละเอียด โดยอ้างอิงจากการศึกษา ข่าวสาร และบทวิจารณ์ล่าสุด จากสถาบันการศึกษาและการแพทย์ที่มีชื่อเสียง

ตรวจสอบแล้ว
ตรวจสอบแล้ว

บทความในเว็บไซต์ของเรา ได้รับการตรวสอบจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

ติดตาม
ติดตาม

บทความของเราได้มีการทำงานร่วมกับแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้องหาของเราถูกต้องและครบถ้วน

เชื่อถือได้
เชื่อถือได้

Hello คุณหมอ ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านสุขภาพชั้นนำ ที่มุ่งเน้นในการเขียนเนื้อหาที่ถูกต้อง ตรงประเด็น และเป็นปัจจุบันมากที่สุด เพื่อช่วยให้ผู้อ่านตัดสินใจเรื่องสุขภาพได้ดีขึ้น

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่เข้ามาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเรานั้นถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราได้ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อช่วยให้คุณได้รับข้อมูลด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าถึงง่าย และเป็นประโยชน์ พร้อมที่จะคอยให้คำแนะนำตลอดการเดินทางของคุณ เพื่อทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และชีวิตที่มีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม

left-chevron