พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์โรคเบาหวาน เข้าร่วม ชุมชนเบาหวาน ที่นี่

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

การควบคุมโรคเบาหวานไม่อยู่ อาจนำไปสู่ปัญหาภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานต่าง ๆ รวมถึง โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจวาย ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเข้ารับการตรวจกับคุณหมอเป็นประจำ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย โรคเบาหวาน คืออะไร    โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่า 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร แม้อดอาหารนานเกินกว่า 8 ชั่วโมง หรือตรวจพบระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดยระดับน้ำตาลในเลือดจะถูกควบคุมโดยฮอร์โมนอินซูลินที่ผลิตจากตับอ่อน แต่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ร่างกายจะไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือใช้อินซูลินได้ไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานได้ และยังทำให้ไขมันสะสมอยู่ที่ผนังหลอดเลือด เป็นเหตุให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว สาเหตุส่วนใหญ่ที่ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น มีดังต่อไปนี้ รับประทานยาเบาหวานไม่ถูกประเภท ลืมรับประทานทานยา หรือลืมฉีดอินซูลิน มีการออกกำลังกายที่น้อยกว่าที่ควร หรือการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป เช่น ของหวาน ข้าวขาว ขนมปัง อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำตาลในเลือดอาจสูงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อ หรือมีอาการป่วยซ่อนเร้น หรือโรคเครียดได้ จะทราบได้อย่างไรว่าน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หากผู้ป่วยเบาหวานมีอาการอ่อนแรง เหนื่อย ตาพร่า ปัสสาวะบ่อยขึ้น ปากแห้ง กระหายน้ำ รู้สึกคลื่นไส้และอาเจียน ต้องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ […]

เรื่องเด่น

สุขภาพผิว

สิว

สิวเป็นโรคผิวหนังที่พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย อาจเกิดจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง และอาจพบในผู้หญิงมากกว่า ผู้หญิงบางคนมีสิวขึ้นก่อนมีประจำเดือนเนื่องจากระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงในระหว่างรอบเดือน บางคนอาจเกิดสิวได้แม้จะผ่านช่วงวัยรุ่นไปหลายปีแล้ว หรือแม้แต่วัยหมดประจำเดือนก็สามารถเกิดสิวได้เช่นกัน การรักษาสิวทำได้หลายวิธี เช่น การทายารักษาสิว การฉีดสิว รวมถึงการใช้ ยาคุมลดสิว ยาคุมกำเนิดจะช่วยควบคุมฮอร์โมนในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ซึ่งอาจช่วยลดสิวได้ ทั้งนี้ การใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิวอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับทุกคน ก่อนเริ่มการรักษาควรศึกษาถึงประโยชน์และความเสี่ยงในการใช้ยา และควรปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรเพื่อให้ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับยาที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาคุมลดสิวได้ด้วย ยาคุมช่วยในการลดสิวได้อย่างไร สิวที่เกิดขึ้นบนใบหน้าอาจเกิดจากต่อมไขมันใต้ผิวหนังผลิตซีบัม (Sebum) หรือน้ำมันตามธรรมชาติของผิวหนังมากเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากรังไข่และต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนเพศชายหรือฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgens) เช่น ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) มากเกินไป เมื่อน้ำมันส่วนเกินไปและสิ่งสกปรก เช่น ฝุ่น เข้าไปอุดตันรูขุมขน อาจส่งผลให้รูขุมขนขาดออกซิเจน และกระตุ้นการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวได้ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศชายที่ผลิตจากรังไข่และต่อมหมวกไตของผู้หญิงสามารถก่อให้เกิดสิวได้ การใช้ยาคุมลดสิวที่ประกอบไปด้วยฮอร์โมนรวมทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน จึงเป็นทางเลือกที่อาจช่วยลดปริมาณฮอร์โมนเพศชายในร่างกาย ส่งผลให้ความมันส่วนเกินน้อยลงและอาจลดความรุนแรงของปัญหาสิวได้ ประโยชน์ของการใช้ ยาคุมลดสิว ประโยชน์ของการใช้ ยาคุมลดสิว อาจมีดังนี้ ช่วยลดการแพร่กระจายของสิว ลดการเกิดสิวผด ลดการอักเสบและรอยแดง ประเภทยาคุมที่ช่วยในการรักษาสิว ยาคุมที่ใช้ในการรักษาสิวจะเป็นยาในกลุ่มฮอร์โมนรวม (Combined Oral Contraceptive - COC) โดยแต่ละประเภทจะประกอบไปด้วยเอทินิล เอสตราไดออล (Ethinyl estradiol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ที่คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในปริมาณต่ำ และมีฮอร์โมนสังเคราะห์ที่คล้ายโปรเจสเตอโรนที่ต่างชนิดกันไป เช่น ยานอร์เจสทิเมทและเอทินิล […]

โรคผิวหนังติดเชื้อ

กลากเกลื้อน เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าโรคกลากเกลื้อนคือโรคเดียวกัน แต่แท้จริงแล้ว กลากและเกลื้อนคือโรคผิวหนังต่างชนิดกัน อย่างไรก็ตาม โรคผิวหนังทั้ง 2 ชนิดนี้เกิดจากเชื้อรา ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่อบอุ่นและอับชื้น เช่น บริเวณที่มีเหงื่อสะสม จึงควรรักษาความสะอาดร่างกายอยู่เสมอ โดยทั่วไปอาการของกลากเกลื้อนจะดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์หลังใช้ยารักษา แต่หากรักษานานแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือการติดเชื้อกระจายเป็นวงกว้าง เช่น ลามไปบริเวณศีรษะ ควรไปพบคุณหมอเพื่อรับการรักษาอาการโดยเร็วที่สุด กลากเกลื้อน เกิดจากอะไร โรคกลาก (Ringworm) เป็นโรคผิวหนังจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophytes) สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย รวมไปถึงบริเวณหนังศีรษะ ซอกเล็บมือและเล็บเท้า โดยปกติแล้วเชื้อราชนิดนี้จะอาศัยอยู่บนเนื้อเยื่อเส้นผม เล็บ และผิวหนังชั้นนอกที่ตายแล้ว แต่หากเจริญเติบโตมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการคันได้ โรคกลากสามารถเกิดขึ้นได้ในคนทุกวัย แต่พบได้บ่อยในเด็ก โรคเกลื้อน (Pityriasis versicolor หรือ Tinea versicolor) เป็นโรคผิวหนังจากการติดเชื้อรามาลาสซีเซียเฟอร์เฟอร์ (Malassezia furfur) มักพบในบริเวณที่มีต่อมไขมัน เช่น คอ ลำตัว ต้นแขน และหลัง โดยทั่วไปโรคเกลื้อนจะไม่ก่อให้เกิดอาการคัน ยกเว้นในช่วงที่มีเหงื่อมาก และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากยังมีเชื้อบนผิวหนัง โรคนี้พบได้ในคนทุกวัย แต่พบได้บ่อยในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว ความแตกต่างของ กลากเกลื้อน กลากเกลื้อน เป็นโรคผิวหนัง 2 […]

การดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ

หัวเป็นเชื้อรา เกิดจากการที่มีเชื้อราจำนวนมากบนศีรษะ มักเป็นผลมาจากการปล่อยให้เส้นผมหรือหนังศีรษะเปียกชื้น ซึ่งอาจนำไปสู่การติดเชื้อ รวมถึงโรคต่าง ๆ เช่น โรคกลากที่หนังศีรษะ โรครูขุมขนอักเสบ โรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน อย่างไรก็ตาม โรคที่เกิดจากเชื้อรา สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาต้านเชื้อรา ทั้งในรูปแบบครีม แชมพู หรือยาสำหรับรับประทาน นอกจากนี้ หัวเป็นเชื้อรายังป้องกันได้โดยการเป่าผมให้แห้งสนิทหลังสระผม และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น สาเหตุที่ทำให้หัวเป็นเชื้อรา โดยทั่วไป เชื้อราบนหนังศีรษะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อาจไม่ส่งผลต่อสุขภาพหากจำนวนเชื้อราไม่มากเกินไป อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่อไปนี้อาจทำให้เชื้อราเติบโตมากเกินไป และเป็นสาเหตุของการติดเชื้อหรือโรคผิวหนังได้ รับประทานอาหารประเภทแป้งหรือน้ำตาลปริมาณมาก อาศัยในบริเวณที่อบอุ่นและชุ่มชื้น มีภาวะเหงื่อออกมาก ใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กำจัดเชื้อแบคทีเรีย ที่มีประโยชน์ต่อการควบคุมจำนวนเชื้อราบนหนังศีรษะ เมื่อแบคทีเรียลดลงอาจทำให้เชื้อราเพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของหัวเป็นเชื้อรา สระผมหรือล้างศีรษะแล้วไม่เช็ดให้แห้ง หัวเป็นเชื้อรา ติดต่อกันได้จากไหนบ้าง เชื้อราเป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ที่พบได้ทุกที่ แม้แต่บนหนังศีรษะของคน นอกจากนี้ เชื้อรารอบ ๆ ตัว ยังแพร่กระจายมายังหนังศีรษะได้ จากสาเหตุต่อไปนี้ การสัมผัสร่างกายระหว่างกัน เช่น จับมือ กอด ลูบศีรษะ การใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น หวี แปรง ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน การสัมผัสสัตว์เลี้ยงหรือปศุสัตว์ต่าง ๆ […]

พ่อแม่เลี้ยงลูก

พ่อแม่เลี้ยงลูก

Hardepuin fetus หรือเด็กดักแด้ เป็นโรคผิวหนังที่พบได้ยากมาก เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ผิวหนังที่กลายพันธุ์ เนื่องจากการถ่ายทอดยีนผิดปกติทางพันธุกรรม ส่งผลให้ผิวเปราะบางอย่างรุนแรงและระคายเคืองได้ง่าย หากผิวหนังได้รับบาดเจ็บหรือเสียดสีอาจทำให้เกิดแผลพุพอง โรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดและระดับความรุนแรงจะแตกต่างไปในแต่ละคน คุณหมออาจวางแผนการรักษาด้วยการดูแลตามอาการ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและเกิดภาวะแทรกซ้อน โรคเด็กดักแด้ คืออะไร โรคนี้เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยเซลล์ผิวหนังของเด็กจะผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว จะมีสภาพผิวรัดตึง แห้งลอก เป็นตุ่มน้ำ แผลพุพอง และแยกออกเป็นแผ่นกระจายทั่วร่างกาย โดยอาจสังเกตอาการของโรคนี้ได้จากการอัลตราซาวด์ครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ 4-6 สัปดาห์ หรือตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป สาเหตุของโรคเด็กดักแด้ โรคเด็กดักแด้ เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน ABCA12 ที่ทำให้กระบวนการสร้างชั้นผิวหนังผิดปกติ โดยเซลล์กลายพันธุ์จะไปยับยั้งการสร้างโปรตีน ทำให้ผิวหนังชั้นนอกมีพัฒนาการผิดปกติอย่างรุนแรงทั้งในช่วงที่อยู่ในครรภ์และหลังคลอด โรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โอกาสในการเกิดโรคเด็กดักแด้ หากทั้งพ่อและแม่มียีนก่อโรคเด็กดักแด้โอกาสที่ยีนจะถ่ายทอดไปยังเด็กและทำให้เด็กเกิดโรคนี้ อาจมีดังนี้ โอกาสที่เด็กจะมียีนก่อโรค และเป็นโรค คิดเป็น 25% โอกาสที่เด็กจะมียีนก่อโรคจากแค่ทางพ่อหรือแม่ และเป็นพาหะของโรค คิดเป็น 50% โอกาสที่เด็กจะไม่ได้รับยีนก่อโรคจากพ่อและแม่ คิดเป็น 25% อาการของโรค Hardepuin fetus หรือ เด็กดักแด้ อาการของเด็กดักแด้ อาจมีดังนี้ มีผิวหนังแห้ง แตก เป็นแผ่นหย่อม ๆ ทั่วร่างกายตั้งแต่กำเนิด ผิวหนังจะแห้งตึงจนเปลือกตาและริมฝีปากแตกหรือปลิ้น จมูกอาจพัฒนาได้ไม่เต็มที่ […]

พ่อแม่เลี้ยงลูก

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสูงของเด็กส่วนใหญ่มาจากพันธุกรรมและฮอร์โมนในร่างกาย เด็กมักหยุดสูงเมื่อสิ้นสุดช่วงวัยรุ่น หรือในช่วงอายุประมาณ 18-20 ปี จึงควรศึกษา วิธีเพิ่มความสูง ของเด็กเพื่อช่วยให้เด็กเติบโตและมีส่วนสูงที่เหมาะสมตามวัย ทั้งนี้ ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่ความสูงของเด็กจะมีพัฒนาการก้าวกระโดดที่สุดและเป็นช่วงวัยที่สามารถเพิ่มความสูงด้วยวิธีต่าง ๆ ได้ เช่น ออกกำลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อและกระดูก รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดื่มนมเป็นประจำ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเด็กมีส่วนสูงไม่สมวัย ควรพาเด็กไปพบคุณหมอ เพื่อวินิจฉัยอาการ สาเหตุ และหาวิธีแก้ไขได้อย่างตรงจุดที่สุด ปัจจัยที่มีผลต่อความสูง ปัจจัยที่มีผลต่อความสูง อาจมีดังนี้ พันธุกรรม เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อความสูงของเด็ก ส่วนใหญ่แล้ว ความสูงของเด็กขึ้นอยู่กับยีนที่ได้รับจากพ่อแม่ หากพ่อแม่สูงทั้งคู่ โอกาสที่เด็กจะมีส่วนสูงใกล้เคียงกับพ่อแม่ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ความสูงของเด็กอาจแตกต่างจากพ่อแม่เป็นอย่างมากก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน และแม้ว่าจะยังไม่มีวิธีคาดคะเนส่วนสูงของเด็กในอนาคตด้วยตัวเองได้อย่างแม่นยำ สูตรคำนวณความสูงพื้นฐาน ดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้ทราบส่วนสูงสุดท้ายคร่าว ๆ ของเด็ก เมื่อถึงวัยหยุดสูง หรือเมื่ออายุประมาณ 18-20 ปี และอาจช่วยให้สังเกตเห็นความผิดปกติด้านความสูงของเด็กได้ด้วย สำหรับเด็กผู้ชาย คือ (ความสูงของพ่อ + ความสูงของแม่ + 13) แล้วหารด้วย 2 จะได้ส่วนสูงสุดท้ายคร่าว […]

การดูแลทารก

การวัดอุณหภูมิร่างกาย หรือการวัดไข้สำหรับทารกสามารถทำได้หลายแบบ คุณพ่อคุณแม่อาจเลือกวิธีตามความเหมาะสมของอายุเด็ก การวัดอุณหภูมิร่างกาย สำหรับทารก ซึ่งเป็นวัยที่มักขยับร่างกายตลอดเวลา ไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ  ให้ใช้การวัดไข้ทางรักแร้และทวารหนัก ทั้งนี้ ค่าอุณหภูมิร่างกายปกติของทารกอยู่ที่ 36.5-37.5 องศาเซลเซียส หากวัดอุณหภูมิร่างกายทารกได้มากกว่า 37.5 องศาเซลเซียล แสดงว่าทารกมีไข้ ควรพาไปพบคุณหมอทันที การวัดอุณหภูมิร่างกายทารก ทำได้อย่างไรบ้าง การวัดอุณหภูมิร่างกาย ทารก อาจทำได้ด้วยวิธีนี้ต่อไปนี้ การวัดอุณหภูมิทางหน้าผาก ด้วยแถบเทอร์โมมิเตอร์ หรือเทอร์โมมิเตอร์แบบอินฟาเรด ใช้ได้กับเด็กทุกวัย วิธีนี้ให้ความแม่นยำน้อยกว่าวิธีอื่น เนื่องจากเป็นการวัดอุณหภูมิของผิวหนัง ไม่ใช่การวัดอุณหภูมิของร่างกาย การวัดอุณหภูมิทางหู ด้วยเทอร์โมมิเตอร์ดิจิตอล เหมาะสำหรับทารกอายุ 3 เดือนขึ้นไป แต่เนื่องจากทารกแรกเกิดมีช่องหูหรือรูหูแคบ จึงอาจทำให้ได้ผลการวัดอุณหภูมิที่ไม่แม่นยำนัก การวัดอุณหภูมิทางรักแร้ ด้วยเทอร์โมมิเตอร์แบบปรอทแก้วหรือแบบดิจิตอล เป็นวิธีการวัดไข้ที่สะดวกและรวดเร็ว แต่อาจคลาดเคลื่อนได้หากสอดที่วัดไข้เข้าไปในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง ควรให้ปลายเทอร์โมมิเตอร์อยู่แนบผิวหนังบริเวณใต้วงแขน ค้างไว้ 4-5 นาทีเพื่อให้ได้อุณหภูมิที่แม่นยำที่สุด การวัดอุณหภูมิทางทวารหนัก ด้วยเทอร์โมมิเตอร์แบบปรอทแก้วหรือแบบดิจิตอล วิธีนี้เหมาะกับเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กทารกที่มีอายุน้อยกว่า 3 เดือน การวัดไข้ทางทวารหนักอาจได้ค่าอุณหภูมิสูงกว่าการวัดไข้ทางรักแร้เนื่องจากเป็นการวัดด้วยการสอดเข้าไปในผิวหนังที่ลึกกว่า หากวัดได้มากกว่า 38 องศาเซลเซียล แสดงว่าทารกตัวร้อนและอาจมีไข้ การวัดอุณหภูมิร่างกายทารกวิธีนี้ควรให้คุณหมอเป็นผู้ดำเนินการเนื่องจากผิวของทารกบอบบาง […]

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน

เบาหวาน ขึ้นตา คือ อาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน ที่มีสาเหตุมาจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน จนนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดอุดตัน ทำให้เลือดมาหล่อเลี้ยงบริเวณเรตินาของดวงตาได้ไม่เพียงพอ และส่งผลให้มีอาการตาพร่ามัว มองเห็นวัตถุรอบตัวไม่ชัด หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคตาและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น ต้อกระจก ต้อหิน โรคหัวใจ เส้นประสาทเสียหาย [health-tool template="bmi"] อาการเบาหวานขึ้นตา อาการเบาหวานขึ้นตา อาจสังเกตได้ดังนี้ ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ปวดศีรษะและปวดตา ตาแฉะ ตาแดง มองเห็นภาพซ้อน ตาพร่ามัว เห็นจุดหรือเส้นสีดำอยู่ในสายตา สูญเสียการมองเห็น ควรเข้าพบคุณหมอทันทีที่สังเกตว่าการมองเห็นเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน หรือมองเห็นสิ่งรอบตัวพร่ามัว แบบเป็น ๆ หาย ๆ เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาอย่างเหมาะสม และช่วยลดความเสี่ยงการสูญเสียการมองเห็น เบาหวานขึ้นตาส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร เบาหวานขึ้นตาอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนี้ ต้อกระจก เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น อาจเปลี่ยนแปลงเป็นสารซอร์บิทอล (Sorbitol) และ ฟรุคโตส (Fructose) สะสมอยู่ในเลนส์ภายในดวงตา จนส่งผลให้เลนส์ตามีความขุ่นมัว มองสิ่งรอบตัวไม่ชัด และอาจทำให้ดวงตาไวต่อแสงมากขึ้น ต้อหิน เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดเนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ที่ขัดขวางการไหลเวียนเลือดไปยังดวงตา อีกทั้งยังอาจส่งผลให้ความดันตาสูงจนทำลายเส้นประสาทตา ที่มีหน้าที่ส่งสัญญาณภาพไปยังสมอง ทำให้การมองเห็นเปลี่ยนแปลง และอาจนำไปสู่อาการตาบอดได้ เลือดออกในวุ้นตา ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอาจส่งผลให้ความดันตาเพิ่มขึ้น […]

โรคเบาหวาน

น้ำตาลในเลือด หมายถึง น้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด ซึ่งได้จากการบริโภคอาหารและผ่านกระบวนการย่อยกลายเป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย โดยมีฮอร์โมนอินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อน ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะหากสูงหรือต่ำเกินไปอาจมีความเสี่ยงต่อปัญหา สุขภาพได้ เช่น โรคเบาหวาน น้ำตาลในเลือด หมายถึงอะไร น้ำตาลในเลือด หมายถึง น้ำตาลกลูโคสซึ่งเป็นชนิดของน้ำตาลที่พบได้มากที่สุดในเลือด ได้มาจากอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ขนมปัง มันฝรั่ง เมื่อร่างกายรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเข้าไป คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยสลายและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดกลายเป็นพลังงานให้แก่อวัยวะและเซลล์ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยมีฮอร์โมนอินซูลินซึ่งผลิตจากตับอ่อนทำหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลไปยังเซลล์หรือเนื้อเยื่อต่าง ๆ และลำเลียงน้ำตาลซึ่งเกินจากที่ร่างกายต้องการไปยังตับ เพื่อสำรองไว้ในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตรูปแบบหนึ่ง ส่วนฮอร์โมนกลูคากอน (Glucagon) ซึ่งผลิตจากตับอ่อนเช่นกัน จะทำหน้าที่ตรงข้ามกับอินซูลิน คือช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ โดยการกระตุ้นให้ตับเปลี่ยนไกลโคเจนกลับเป็นกลูโคส แล้วส่งกลับเข้าสู่กระแสเลือด น้ำตาลในเลือดสูง คืออะไร น้ำตาลในเลือดสูง เป็นภาวะแทรกซ้อนอย่างหนึ่งซึ่งมักพบในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการสะสมของน้ำตาลมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ ระดับน้ำตาลในเลือดของคนปกติ จะอยู่ระหว่าง 70-99 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เมื่อตรวจเลือดหลังอดอาหารแล้ว 8 ชั่วโมง ในกรณีที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่านั้น หรือระหว่าง 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะหมายถึงมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน หากมีระดับน้ำตาลตั้งแต่ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร […]

health-tool-icon

เครื่องคำนวณหา ค่าดัชนีมวลกาย (BMI)

ใช้เครื่องมือนี้เพื่อช่วยคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณ และดูว่าคุณมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีหรือไม่ เครื่องมือนี้ยังสามารถใช้เพื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายของลูกคุณได้อีกด้วย

เพศชาย

เพศหญิง

เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพอื่น ๆ

ค้นหาชุมชนของคุณ

Hello คุณหมอ ให้ข้อมูลที่คุณต้องการมากที่สุด

Hello คุณหมอ มุ่งมั่นที่จะนำเสนอเนื้อหาที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และมีประโยชน์ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ด้านสุขภาพ

ผลการวิจัย

1

ผลการวิจัย

บทความทั้งหมดเกี่ยวกับ Hello คุณหมอ ได้รับการค้นคว้าและเขียนอย่างละเอียด โดยอ้างอิงจากการศึกษา ข่าวสาร และบทวิจารณ์ล่าสุด จากสถาบันการศึกษาและการแพทย์ที่มีชื่อเสียง

ตรวจสอบแล้ว

2

ตรวจสอบแล้ว

บทความในเว็บไซต์ของเรา ได้รับการตรวสอบจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

ติดตาม

3

ติดตาม

บทความของเราได้มีการทำงานร่วมกับแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้องหาของเราถูกต้องและครบถ้วน

เชื่อถือได้

4

เชื่อถือได้

Hello คุณหมอ ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านสุขภาพชั้นนำ ที่มุ่งเน้นในการเขียนเนื้อหาที่ถูกต้อง ตรงประเด็น และเป็นปัจจุบันมากที่สุด เพื่อช่วยให้ผู้อ่านตัดสินใจเรื่องสุขภาพได้ดีขึ้น

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่เข้ามาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเรานั้นถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราได้ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อช่วยให้คุณได้รับข้อมูลด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าถึงง่าย และเป็นประโยชน์ พร้อมที่จะคอยให้คำแนะนำตลอดการเดินทางของคุณ เพื่อทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และชีวิตที่มีความสุขมากยิ่งขึ้น