ในปัจจุบัน โรคอ้วน เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญอันดับต้น ๆ ของโลก อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ มากมาย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ปัญหาข้อเข่าเสื่อม
ในปัจจุบัน โรคอ้วน เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญอันดับต้น ๆ ของโลก อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ มากมาย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ปัญหาข้อเข่าเสื่อม

เนื่องในโอกาสวันที่ 4 มีนาคม ซึ่งเป็น วันโรคอ้วนโลก (World Obesity Day) Hello คุณหมอจึงอยากจะเชิญชวนทุกคนมาาทำความเข้าใจถึงอันตรายจากโรคอ้วน และวิธีการรับมือที่เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน
ในปี พ.ศ. 2565 พบผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะน้ำหนักเกินมากกว่า 2.5 พันล้านคนทั่วโลก และในจำนวนนั้นกว่า 890 ล้านคนมีภาวะโรคอ้วน ซึ่งคิดเป็น 43% ของผู้ใหญ่ทั้งหมด โดยแบ่งเป็น ผู้ชาย 43% และผู้หญิง 44%
โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบความชุกของภาวะน้ำหนักเกินราว 31% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค ขณะที่ภูมิภาคทวีปอเมริกามีความชุกสูงถึง 67% นับว่าสูงที่สุดในบรรดาภูมิภาคทั้งหมด
สำหรับเด็ก ในปี พ.ศ. 2567 มีการประมาณว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีจำนวน 35 ล้านคนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน และเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในปี พ.ศ. 2567 อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชีย
จะเห็นได้ว่าสถานการณ์เกี่ยวกับโรคอ้วนมีแนวโน้มที่จะทวีควาามรุนแรงขึ้นเรื่อง ๆ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญคือ “การเริ่มดูแลตั้งแต่วันนี้”
ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งบางชนิด อีกทั้งยังบั่นทอนคุณภาพชีวิตในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเหนื่อยง่าย ปวดข้อ นอนกรน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลให้ค่าน้ำตาลในเลือดและไขมันในเลือดผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม โรคอ้วนเป็นภาวะที่สามารถจัดการได้ หากเริ่มต้นรับมือและดูแลอย่างถูกวิธี เพราะเมื่อเราเข้าใจและรู้เท่าทันความเสี่ยงของตนเอง ก็จะสามารถวางแผนปรับพฤติกรรมและดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน
วิธีตรวจสอบว่าเราเข้าข่ายภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนหรือไม่นั้น สามารถประเมินเบื้องต้นได้จากเกณฑ์สำคัญต่อไปนี้
BMI คือค่ามาตรฐานที่ใช้คำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูง เพื่อประเมินว่าเรามีแนวโน้ม “น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์” หรือ “น้ำหนักเกิน” แม้ BMI จะไม่ได้วัดปริมาณไขมันในร่างกายโดยตรง แต่เป็นตัวชี้วัดมวลกายโดยรวมที่ช่วยสะท้อนความเสี่ยงด้านสุขภาพ และใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนควบคุมน้ำหนักและดูแลสุขภาพโดยรวม
โดยสามารถแปลผลได้ ดังนี้
หรือใช้เครื่องมือคำนวณ BMI ของเรา
อย่างไรก็ตาม ค่า BMI มีข้อจำกัดคือไม่สามารถแยกให้ชัดเจนได้ว่ามวลที่เพิ่มขึ้นมาจาก “ไขมัน” หรือ “กล้ามเนื้อ” โดยเฉพาะในนักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งอาจมีมวลกล้ามเนื้อมากจนทำให้ค่า BMI สูงได้ แม้สัดส่วนไขมันจะไม่ได้มากนัก ดังนั้น BMI จึงไม่สามารถใช้ตัดสินได้โดยตรงว่าใคร “สุขภาพดี” หรือ “ไม่ดี” และควรพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น เส้นรอบเอว เพื่อประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น
การวัดเส้นรอบเอวสามารถทำได้โดยวัดที่ จุดกึ่งกลางระหว่างขอบล่างของกระดูกซี่โครง กับ ขอบบนของกระดูกเชิงกราน จากนั้นพันสายวัดรอบเอวให้แนบกับลำตัวพอดี ไม่รัดแน่นหรือหย่อนเกินไป และให้สายวัด ขนานกับพื้น เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ
เกณฑ์ประเมินภาวะอ้วนลงพุงจากเส้นรอบเอวได้แก่
การเริ่มต้นลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน ควรเลือกวิธีที่สามารถทำตามได้จริง และทำตามได้นาน โดยอาจจะเลือกทำตามตัวเลือกเหล่านี้ 2-3 ข้อ
วันโรคอ้วนโลก 4 มีนาคม ชวนให้เราเข้าใจว่าโรคอ้วนไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง แต่เป็นเรื่องสุขภาพที่ดูแลได้แบบไม่โทษตัวเอง เริ่มจากเช็กความเสี่ยงง่าย ๆ ด้วย BMI และรอบเอว แล้วค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมที่ทำได้จริง หากมีโรคร่วมหรือเสี่ยงสูง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะช่วยวางแผนดูแลได้เหมาะกับตัวเรามากขึ้น
หมายเหตุ
Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด
https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/obesity-and-overweight
https://www.emro.who.int/media/news/obesity-day-2025-addressing-the-growing-burden-of-obesity.html
https://www.bdmswellness.com/knowledge/world-obesity-day-2026?utm_source=news&utm_medium=banner&utm_campaign=new&utm_id=worldobesity
เวอร์ชันปัจจุบัน
04/03/2026
เขียนโดย พลอย วงษ์วิไล
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
อัปเดตโดย: พลอย วงษ์วิไล
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย
ทีม Hello คุณหมอ