โภชนาการเพื่อสุขภาพ

"You are what you eat" อาหารที่คุณรับประทาน มีความสำคัญอย่างมาก ต่อสุขภาพร่างกายของคุณ แต่น่าเสียดายที่ยังคงมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับ โภชนาการเพื่อสุขภาพ อยู่มากมาย ดังนั้น การแยกแยะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

เรื่องเด่นประจำหมวด

โภชนาการเพื่อสุขภาพ

โรคอ้วนกับความเสี่ยงโรคหัวใจ ทำไมการลดน้ำหนัก ถึงช่วยเซฟชีวิตคุณได้

"แค่อ้วนขึ้นนิดหน่อย คงไม่เป็นไร" หลายคนคงเคยคิดแบบนี้ เวลาที่ใส่กางเกงตัวโปรดไม่ได้ หรือเดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นก็รู้สึกเหนื่อยหอบ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ในขณะที่คุณกำลังมองข้ามน้ำหนักตัวที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น หัวใจของคุณอาจกำลังทำงานหนักขึ้นทุกวันโดยไม่มีเสียงเตือนใด ๆ จนกระทั่งร่างกายและหัวใจของคุณเริ่มมีปัญหา บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า โรคอ้วน กับ โรคหัวใจ เกี่ยวข้องกันอย่างไรในทางการแพทย์ และทำไมแค่ "ลดน้ำหนัก" จึงอาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยปกป้องหัวใจของคุณไว้ได้ โรคอ้วน กับโรคหัวใจ เกี่ยวข้องกันอย่างไร? โรคอ้วน (Obesity) ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องรูปร่างหรือความมั่นใจเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์ ไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงหลักที่นำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease) จากแถลงการณ์ทางวิชาการของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ระบุว่าไขมันในช่องท้องที่มากเกินไปอาจเร่งกระบวนการที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตันตั้งแต่ยังอายุน้อย ผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องกับภาวะดื้ออินซูลินและการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย พูดง่าย ๆ คือ ยิ่งไขมันสะสมรอบเอวมากเท่าไหร่ หลอดเลือดและหัวใจก็ยิ่งต้องแบกรับภาระมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าตัวเลขบนตาชั่งจะบอกอะไรคุณก็ตาม เจาะกลไก ทำไมไขมันส่วนเกิน หลายคนอาจสงสัยว่า ไขมันที่สะสมอยู่ตามร่างกาย ไปทำร้ายหัวใจที่อยู่คนละตำแหน่งได้อย่างไร คำตอบคือ เซลล์ไขมันไม่ได้เป็นแค่ "ก้อนพลังงานสำรอง" อีกต่อไป แต่มันทำหน้าที่เหมือนโรงงานที่ส่งผลกระทบไปทั่วร่างกาย ผ่าน 3 กลไกหลักดังนี้ 1. การอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ (Chronic Inflammation) เมื่อเซลล์ไขมันขยายตัวมากเกินไป […]

หมวดหมู่ โภชนาการเพื่อสุขภาพ เพิ่มเติม

สำรวจ โภชนาการเพื่อสุขภาพ

โรคอ้วน

ร้อนนี้หุ่นไม่พัง! รู้ทัน "เมนูดับร้อน" ที่เป็นตัวการโรคอ้วน

เมื่อลมร้อนพัดมาทักทาย อุณหภูมิที่พุ่งสูงปรี๊ดทำให้หลายคนมองหาตัวช่วยคลายร้อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มเย็นชื่นใจ หรือขนมหวานล้างปาก แต่รู้หรือไม่ว่าความฟินเพียงชั่วครู่อาจกลายเป็น "กับดัก" ที่ทำให้หุ่นสวย ๆ พังโดยไม่รู้ตัว และอาจนำไปสู่ภาวะ "โรคอ้วน" (Obesity) ซึ่งเป็นภัยเงียบคุกคามสุขภาพได้ อากาศยิ่งร้อน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน อากาศร้อนไม่เพียงสร้างความหงุดหงิดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่ยังทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ ซึ่งส่งผลต่อร่างกาย ดังนี้ พฤติกรรมการกิน กับการสะสมของไขมันในช่องท้อง ในวันที่อากาศร้อนจัด ร่างกายมักโหยหาอะไรที่เย็นและหวานเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกายและเติมพลังงานอย่างรวดเร็ว เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม หรือชาไข่มุก กลายเป็นทางเลือกยอดนิยม อย่างไรก็ตาม การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากเกินไปจะกระตุ้นให้ตับเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็นไขมัน โดยเฉพาะ "ไขมันในช่องท้อง" (Visceral Fat) ซึ่งเป็นไขมันอันตรายที่ห่อหุ้มอวัยวะภายใน และเป็นตัวการสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวานและโรคหัวใจ กลไกการเสพติดน้ำตาล เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความร้อนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและรู้สึกอ่อนเพลีย สมองจึงสั่งการให้เราต้องการพลังงานที่ดึงไปใช้ได้ทันที ซึ่ง "น้ำตาล" คือคำตอบนั้น เมื่อเราดื่มน้ำหวาน ร่างกายจะหลั่งโดพามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมา ทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นทันที แต่เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว (Sugar Crash) เราจะกลับมารู้สึกโหยหาความหวานอีกครั้ง กลายเป็นวงจรการเสพติดน้ำตาลที่หยุดได้ยากในช่วงหน้าร้อน เปิดลิสต์เมนูดับร้อนสุดฮิต แต่แคลอรี่พุ่งปรี๊ด มาดูกันว่าเมนูยอดฮิตที่คุณใช้คลายร้อน มีปริมาณน้ำตาลและแคลอรี่ซ่อนอยู่มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่แนะนำให้บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 […]


โรคอ้วน

ไขมันลงพุงอันตรายกว่าน้ำหนักขึ้นทั้งตัวจริงไหม? เรื่องที่คนอยากลดพุงควรรู้

คำว่า “อ้วนลงพุง” มักถูกพูดถึงบ่อยในงานสุขภาพ เพราะตำแหน่งที่ไขมันสะสมมีความสำคัญไม่แพ้ปริมาณน้ำหนักทั้งหมด หลายหน่วยงานสุขภาพ เช่น NHLBI, NIDDK และ American Heart Association ชี้ตรงกันว่า ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องหรือรอบเอวสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคหัวใจ เบาหวาน และความผิดปกติทางเมตาบอลิกมากกว่าไขมันที่สะสมในส่วนอื่นของร่างกายหลายแบบ จึงตอบได้ว่า โดยทั่วไป ไขมันลงพุงมักอันตรายกว่าน้ำหนักขึ้นแบบกระจายทั้งตัวในแง่ความเสี่ยงเมตาบอลิก ทำไม “พุง” ถึงเป็นตำแหน่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ NHLBI ระบุชัดว่า การมีรอบเอวใหญ่หรือมีไขมันสะสมบริเวณท้องเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเมตาบอลิกซินโดรม และไขมันบริเวณกระเพาะหรือช่วงกลางลำตัวเป็นความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากกว่าไขมันที่สะสมในส่วนอื่นของร่างกาย ขณะที่ NIDDK ก็ระบุว่า ตำแหน่งที่ร่างกายเก็บไขมันมีความหมายต่อสุขภาพมาก โดยเฉพาะไขมันช่วงบนของลำตัวและรอบท้อง เหตุผลคือ ไขมันบริเวณหน้าท้อง โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง มักสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ความดันสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง และการอักเสบทางเมตาบอลิกมากกว่า ทำให้ความเสี่ยงต่อเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นได้ง่ายกว่าไขมันที่กระจายไปตามสะโพกหรือต้นขา น้ำหนักไม่มาก แต่พุงชัด ก็ยังเสี่ยงได้ หลายคนคิดว่า ถ้าน้ำหนักรวมยังไม่มาก หรือ BMI ยังไม่เกิน ก็ไม่น่าห่วงมากนัก แต่ข้อมูลจาก NIDDK และ AHA ชี้ว่า แม้บางคนจะไม่ได้เข้าข่ายอ้วนจาก BMI หากมีไขมันสะสมรอบเอวมาก ก็ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพได้ […]


โรคอ้วน

น้ำหนักเกินเกี่ยวอะไรกับความดัน ไขมันสูง และเมตาบอลิกซินโดรม?

น้ำหนักเกินไม่ได้แปลว่าเจ็บป่วยทันที แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญของความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ เบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะที่เรียกว่า “เมตาบอลิกซินโดรม” ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน NHLBI, NIDDK และ American Heart Association ระบุสอดคล้องกันว่า ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความผิดปกติเหล่านี้ให้เกิดร่วมกัน น้ำหนักเกินทำให้ความดันและไขมันในเลือดแย่ลงได้อย่างไร เมื่อร่างกายมีไขมันส่วนเกินมากขึ้น โดยเฉพาะรอบเอว ระบบต่าง ๆ ในร่างกายจะต้องทำงานหนักขึ้น หัวใจต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้น หลอดเลือดรับแรงดันมากขึ้น และสมดุลของไขมันในเลือดก็อาจเปลี่ยนไป NIDDK และ NHLBI ระบุว่า ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง LDL สูง และ HDL ต่ำ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ ความอ้วนยังเชื่อมโยงกับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ง่าย และเป็นจุดเริ่มของเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อความดัน ไขมัน น้ำตาล และรอบเอวผิดปกติพร้อมกัน ความเสี่ยงก็ไม่ได้บวกแบบธรรมดา แต่เพิ่มขึ้นเป็นกลุ่มอันตรายที่ต้องรีบจัดการ เมตาบอลิกซินโดรมคือ “กลุ่มอาการเสี่ยง” ไม่ใช่โรคเดียว เมตาบอลิกซินโดรมคือการมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 3 ใน 5 ข้อ ได้แก่ รอบเอวใหญ่ ความดันโลหิตสูง […]


โรคอ้วน

คุมอาหารอย่างเดียวพอไหม? บทบาทของการออกกำลังกายในการลดไขมันและคุมน้ำหนัก

เวลาอยากลดน้ำหนัก หลายคนเริ่มจากคำถามว่า “ถ้าคุมอาหารดีพอ ยังจำเป็นต้องออกกำลังกายไหม” คำตอบคือ การคุมอาหารมีบทบาทสำคัญมากต่อการลดน้ำหนัก แต่ถ้าเป้าหมายคือ “ลดไขมันอย่างมีคุณภาพ สุขภาพดีขึ้น และคุมน้ำหนักได้ในระยะยาว” การออกกำลังกายยังมีบทบาทสำคัญมาก CDC และ NIDDK ระบุว่า การลดพลังงานจากอาหารช่วยให้เกิดการลดน้ำหนักได้จริง แต่การมีกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอช่วยทั้งเรื่องการใช้พลังงาน สุขภาพหัวใจ ความแข็งแรง และการรักษาน้ำหนักหลังลดได้ดีกว่าเดิม คุมอาหารอย่างเดียว “ลดน้ำหนัก” ได้ แต่ไม่ได้ตอบทุกโจทย์ CDC ระบุว่า การลดน้ำหนักส่วนใหญ่มักเกิดจากการลดแคลอรีที่รับเข้าไป นั่นแปลว่า หากคุมอาหารได้เหมาะสม น้ำหนักก็มีโอกาสลดลง แม้ยังไม่ได้ออกกำลังกายมากนัก แต่ปัญหาคือ ตัวเลขบนตาชั่งที่ลดลง ไม่ได้บอกว่าเราลด “ไขมัน” อย่างเดียวเสมอไป บางคนอาจลดทั้งไขมัน น้ำ และมวลกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน โดยเฉพาะถ้าลดอาหารมากเกินไปหรือกินโปรตีนไม่พอ เมื่อกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายอาจอ่อนแรง เหนื่อยง่าย และรูปร่างไม่กระชับอย่างที่หวัง ที่สำคัญคือเมื่อหยุดคุมเข้ม น้ำหนักอาจเด้งกลับได้ง่ายขึ้น เพราะเราไม่ได้สร้างนิสัยการเคลื่อนไหวหรือเสริมสมรรถภาพร่างกายไว้เลย การออกกำลังกายช่วยให้ “ลดไขมัน” ได้มีคุณภาพขึ้น บทบาทของการออกกำลังกายไม่ได้มีแค่เผาผลาญแคลอรี แต่ยังช่วยให้ร่างกายรักษามวลกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น สนับสนุนระบบเผาผลาญ ช่วยให้หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรงขึ้น และทำให้การควบคุมน้ำหนักในระยะยาวมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น CDC ระบุว่าการใช้พลังงานผ่านการเคลื่อนไหว เมื่อทำร่วมกับการลดแคลอรีจากอาหาร จะช่วยสร้างภาวะขาดดุลพลังงานซึ่งนำไปสู่การลดน้ำหนัก และยังย้ำด้วยว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอมีความสำคัญมากต่อการรักษาน้ำหนักหลังลด อีกจุดที่สำคัญคือ […]


โรคอ้วน

โรคอ้วนกระทบข้อเข่าและหลังอย่างไร? ทำไมแค่น้ำหนักขึ้นจึงทำให้ใช้ชีวิตลำบากขึ้น

หลายคนอาจคิดว่าโรคอ้วนเป็นแค่เรื่องรูปร่าง แต่จริง ๆ แล้วน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นสามารถกระทบกับการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันได้ชัดเจน โดยเฉพาะข้อเข่า หลัง และความคล่องตัวเวลาเดิน ยืน หรือขึ้นบันได ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนยังสัมพันธ์กับปัญหาข้อ ปัญหาการหายใจ และคุณภาพชีวิตที่ลดลงด้วย น้ำหนักตัวที่มากขึ้น เพิ่มแรงกดต่อข้อเข่าและหลังโดยตรง ข้อเข่า ข้อสะโพก และกระดูกสันหลังเป็นโครงสร้างที่ต้องรับน้ำหนักของร่างกายอยู่แล้ว เมื่อมีน้ำหนักเกิน ภาระที่กดลงบนข้อต่อเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นตาม ทำให้กระดูกอ่อนและเนื้อเยื่อรอบข้อทำงานหนักขึ้น จึงไม่น่าแปลกที่คนที่มีภาวะอ้วนจะมีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น หรือหากมีอาการอยู่เดิมก็อาจปวดมากขึ้นได้ โดยเฉพาะเวลาเดิน ขึ้นลงบันได หรือยืนนาน ๆ สำหรับอาการปวดหลัง กลไกสำคัญคือการที่แนวรับน้ำหนักของลำตัวเปลี่ยนไป กล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัวต้องทำงานมากขึ้นเพื่อพยุงท่าทาง หากกล้ามเนื้อไม่แข็งแรงพอ ก็เกิดอาการตึงล้า ปวดหลังส่วนล่าง หรือปวดเมื่อยเรื้อรังได้ง่ายขึ้น งานด้านสุขภาพระบบกระดูกและกล้ามเนื้อของ WHO ยังชี้ว่าโรคกลุ่มนี้ทำให้ความคล่องตัวลดลง คุณภาพชีวิตถดถอย และส่งผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคมด้วย ปัญหาไม่ได้มาจาก “แรงกด” อย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวกับการอักเสบ อีกจุดที่หลายคนไม่ค่อยรู้คือ โรคอ้วนไม่ได้กระทบข้อต่อเพียงเพราะน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกายด้วย CDC และ NIDDK อธิบายว่า ไขมันส่วนเกินสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงระยะยาวในร่างกาย รวมถึงสารที่กระตุ้นการอักเสบ ซึ่งอาจทำให้อาการปวดข้อหรือข้อเสื่อมรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นบางคนจึงไม่ได้แค่ “ปวดเพราะหนัก” แต่เป็น “ปวดเพราะทั้งหนักและอักเสบ” ไปพร้อมกัน ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะทำให้เราเข้าใจว่าโรคอ้วนไม่ใช่ปัญหาเชิงกลอย่างเดียว แต่เป็นภาวะทางสุขภาพที่มีผลต่อระบบทั้งร่างกาย เมื่อปล่อยไว้นาน […]


โรคอ้วน

รอบเอว บอกโรคได้! เสี่ยงภาวะน้ำหนักเกินหรือไม่ ให้รอบเอวช่วยบอก

“รู้ไหม ถึงน้ำหนักเท่ากัน แต่บางคนอาจเสี่ยงโรคกว่า เพราะรอบเอว” น้ำหนักบนตาชั่งไม่ได้บอกความเสี่ยงสุขภาพทั้งหมด คนสองคนอาจมีน้ำหนักเท่ากัน แต่คนที่มีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมากกว่าอาจมีความเสี่ยงต่อโรคทางเมตาบอลิซึมมากกว่า ดังนั้น นอกจากน้ำหนักและ BMI แล้ว “รอบเอว” เป็นอีกหนึ่งตัวเลขที่ควรรู้ เพราะช่วยประเมินไขมันสะสมบริเวณช่องท้องหรือภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงของเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด รอบเอวช่วยประเมินไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องได้ วิธีจำง่ายคือ รอบเอวไม่ควรเกินส่วนสูง ÷ 2 เกณฑ์โดยปกติสำหรับคนไทยคือ ผู้หญิงรอบเอว 80 ซม. และผู้ชาย 90 ซม.  BMI ปกติแต่รอบเอวเกินก็ยังอาจมีความเสี่ยงด้านเมตาบอลิซึม โรคอ้วนลงพุงสัมพันธ์กับเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ การลดรอบเอวควรเน้นอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกาย นอนให้เพียงพอ และควบคุมน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง ขนาดรอบเอว สำคัญยังไง เส้นรอบเอว (Waist Circumference) ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อเลือกขนาดกางเกงเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์ เส้นรอบเอวคือตัวชี้วัดสำคัญของ “ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง” (Abdominal Fat) หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “อ้วนลงพุง” ไขมันในร่างกายของเรามี 2 ประเภทหลักๆ คือ ไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) […]


โรคอ้วน

ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ตัวร้ายที่มองไม่เห็น อันตรายกว่าที่คุณคิด

“ไขมันที่อันตรายที่สุด อาจเป็นไขมันที่คุณมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า” หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ทำไมบางคนที่ดูรูปร่างผอม แขนขาเล็ก แต่กลับมีพุง หรือบางคนที่น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ใส่เสื้อผ้าไซซ์เดิมมาตลอดหลายปี แต่พอตรวจสุขภาพกลับพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือความดันโลหิตผิดปกติ ปรากฏการณ์นี้มักมีสาเหตุมาจาก “ไขมันในช่องท้อง” หรือ Visceral Fat ซึ่งเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ซ่อนตัวอยู่ภายในร่างกายของเรานั่นเอง วันนี้ Hello Khunmor จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเจ้าไขมันตัวร้ายนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น พร้อมวิธีเช็กและแนวทางลดรอบเอวอย่างยั่งยืน เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว Visceral Fat คืออะไร: ไขมันใต้ผิวหนัง vs ไขมันในช่องท้อง เพื่อให้เข้าใจชัดเจน เราต้องแยกประเภทของไขมันในร่างกายออกเป็น 2 ประเภทหลักตามตำแหน่งที่มันอาศัยอยู่ ไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat): คือไขมันที่เราสามารถใช้มือนิ้วหยิบหรือหยิกขึ้นมาได้ มักสะสมอยู่ตามต้นแขน ต้นขา สะโพก และหน้าท้องส่วนนอก ไขมันชนิดนี้แม้จะทำให้เราดูอวบอัดหรือเสียความมั่นใจในรูปร่าง แต่ในทางเวชศาสตร์ถือว่ามีความอันตรายน้อยกว่าไขมันอีกชนิดหนึ่ง ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat): คือไขมันที่สะสมอยู่ลึกลงไปในช่องท้อง รอบๆ อวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ลำตับ ไต และตับอ่อน ไขมันชนิดนี้มองไม่เห็นจากภายนอกและไม่สามารถหยิบติดมือขึ้นมาได้ แต่มันจะดันผนังหน้าท้องให้ออกมาจนทำให้เราดูมีพุงที่ตึงและแข็ง (Potbelly) ความน่ากลัวของ Visceral Fat คือมันไม่ได้อยู่เฉย ๆ […]


โรคอ้วน

ปากกาลดน้ำหนัก คืออะไร? อันตรายไหม หยุดแล้วโยโย่หรือเปล่า?

โรคอ้วนเป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม หลายคนจึงมองหาวิธีลดน้ำหนักที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ซึ่ง “ปากกาลดน้ำหนัก” เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่ทางลัดสำหรับทุกคน และไม่ควรใช้ตามกระแสหรือคำแนะนำในโซเชียล เพราะหากใช้ไม่ถูกต้อง ปรับขนาดยาเอง หรือหยุดยาเองโดยไม่มีแพทย์ดูแล อาจเสี่ยงทั้งผลข้างเคียงและภาวะน้ำหนักดีดกลับแบบ “โยโย่” ได้ บทความนี้จะพาคุณมาทำความรู้จักว่า ปากกาลดน้ำหนักคืออะไร เหมาะกับใคร มีผลข้างเคียงอะไรที่ควรรู้ และควรใช้อย่างไรให้ปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์ ปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่อาหารเสริม แต่เป็น ยาที่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของคุณหมอ ยาบางชนิดช่วยลดความอยากอาหารและทำให้อิ่มนานขึ้น ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการลดน้ำหนักจะเหมาะกับยา ผลข้างเคียงที่พบได้ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก และอาการทางระบบทางเดินอาหาร การหยุดยาสามารถตามมาด้วยน้ำหนักที่เพิ่มกลับขึ้นได้ แม้ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดกับทุกคนในระดับเดียวกัน ตั้งแต่ 15 กันยายน 2569 ยาฉีด GLP-1 ในไทยเป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องจ่ายตามใบสั่งแพทย์ ปากกาฉีดลดน้ำหนักคืออะไร ปากกาลดน้ำหนักเป็นคำที่ประชาชนใช้เรียกยาฉีดบางชนิดที่ช่วยควบคุมน้ำหนัก โดยยาที่พบได้ในกลุ่มนี้มีทั้งยา GLP-1 receptor agonist เช่น semaglutide และยาที่ออกฤทธิ์ต่อมากกว่าหนึ่งระบบฮอร์โมน เช่น tirzepatide ซึ่งออกฤทธิ์ต่อทั้ง GIP และ GLP-1 ยากลุ่มนี้สามารถช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ลดความอยากอาหาร และช่วยควบคุมปริมาณอาหารที่กิน แต่ […]


โรคอ้วน

World Obesity Day: รู้ทันโรคอ้วน ลดเสี่ยงโรคเรื้อรัง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้

ในปัจจุบัน โรคอ้วน เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญอันดับต้น ๆ ของโลก อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ มากมาย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ปัญหาข้อเข่าเสื่อม  เนื่องในโอกาสวันที่ 4 มีนาคม ซึ่งเป็น วันโรคอ้วนโลก (World Obesity Day) Hello คุณหมอจึงอยากจะเชิญชวนทุกคนมาาทำความเข้าใจถึงอันตรายจากโรคอ้วน และวิธีการรับมือที่เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน สถานการณ์โรคอ้วนในปัจจุบัน ใกล้ตัวกว่าที่คิด ในปี พ.ศ. 2565 พบผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะน้ำหนักเกินมากกว่า 2.5 พันล้านคนทั่วโลก และในจำนวนนั้นกว่า 890 ล้านคนมีภาวะโรคอ้วน ซึ่งคิดเป็น 43% ของผู้ใหญ่ทั้งหมด โดยแบ่งเป็น ผู้ชาย 43% และผู้หญิง 44% โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบความชุกของภาวะน้ำหนักเกินราว 31% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค ขณะที่ภูมิภาคทวีปอเมริกามีความชุกสูงถึง 67% นับว่าสูงที่สุดในบรรดาภูมิภาคทั้งหมด สำหรับเด็ก ในปี พ.ศ. 2567 มีการประมาณว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีจำนวน 35 […]


โรคอ้วน

5 สัญญาณเตือนว่า “คุณควรลดน้ำหนัก”

ในปัจจุบัน หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการ ลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยรวม และหากเราควบคุมน้ำหนักได้ไม่ดี ร่างกายก็อาจจะส่งสัญญาณบางอย่าง เช่น เหนื่อยง่าย ง่วงบ่อย หรือเคลื่อนไหวไม่คล่องเหมือนเดิม เพื่อเตือนว่าควรเริ่มกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจังขึ้น บทความนี้จะพาคุณเช็ก 5 สัญญาณเตือนว่า “ถึงเวลาลดน้ำหนัก” พร้อมแนวทางเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้การลดน้ำหนัก และการปรับพฤติกรรมเป็นเรื่องที่ทำได้จริง ไม่ต้องไดเอทหักโหม และยังช่วยให้คุณเลือกวิธีลดน้ำหนักที่เหมาะกับตัวเองและทำต่อเนื่องได้ในระยะยาว สัญญาณที่ควรนำมาประเมินร่วมกับ BMI และรอบเอว ได้แก่ น้ำหนักหรือรอบเอวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เหนื่อยง่ายเมื่อทำกิจกรรมเดิม นอนกรนหรือง่วงมากตอนกลางวัน ปวดข้อหรือเคลื่อนไหวลำบาก ผลตรวจสุขภาพเริ่มผิดปกติ อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากโรคอ้วนเสมอไป หากอาการเกิดขึ้นใหม่ รุนแรง หรือผิดปกติมาก ควรพบคุณหมอเพื่อตรวจหาสาเหตุก่อนสรุปว่าเป็นเรื่องน้ำหนัก 5 สัญญาณเตือนว่าควร “ลดน้ำหนัก” หายใจไม่ทัน เหนื่อยง่ายกว่าปกติ หากสังเกตว่ามีอาการเหนื่อยหอบ หายใจไม่ค่อยทัน เวลาเดินขึ้นบันได หรือเวลาเดินเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีเหงื่อออกง่ายกว่าที่เคย เป็นสัญญาณว่าร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้นกับกิจกรรมเดิม ๆ ทำให้หัวใจและปอดทำงานหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว เหนื่อยล้าบ่อย ง่วงตอนกลางวัน หรือเหมือนพักแล้วไม่สดชื่น ถ้าตื่นมาแล้วไม่ค่อยสดชื่น ง่วงนอนระหว่างวัน หรือรู้สึกหมดแรงทั้งที่ไม่ได้ทำงานหนักมาก อาจเกี่ยวข้องกับคุณภาพการนอน รวมถึง ภาวะนอนกรน หรือ หยุดหายใจขณะหลับ […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน