brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน

โฆษณา

สัปดาห์ที่ 1
สัปดาห์ที่ 1
สัปดาห์ที่ 2
สัปดาห์ที่ 2
สัปดาห์ที่ 3
สัปดาห์ที่ 3
สัปดาห์ที่ 4
สัปดาห์ที่ 4
สัปดาห์ที่ 5
สัปดาห์ที่ 5
สัปดาห์ที่ 6
สัปดาห์ที่ 6
สัปดาห์ที่ 7
สัปดาห์ที่ 7
สัปดาห์ที่ 8
สัปดาห์ที่ 8
สัปดาห์ที่ 9
สัปดาห์ที่ 9
สัปดาห์ที่ 10
สัปดาห์ที่ 10
สัปดาห์ที่ 11
สัปดาห์ที่ 11
สัปดาห์ที่ 12
สัปดาห์ที่ 12
สัปดาห์ที่ 13
สัปดาห์ที่ 13
สัปดาห์ที่ 14
สัปดาห์ที่ 14
สัปดาห์ที่ 15
สัปดาห์ที่ 15
สัปดาห์ที่ 16
สัปดาห์ที่ 16
สัปดาห์ที่ 17
สัปดาห์ที่ 17
สัปดาห์ที่ 18
สัปดาห์ที่ 18
สัปดาห์ที่ 19
สัปดาห์ที่ 19
สัปดาห์ที่ 20
สัปดาห์ที่ 20
สัปดาห์ที่ 21
สัปดาห์ที่ 21
สัปดาห์ที่ 22
สัปดาห์ที่ 22
สัปดาห์ที่ 23
สัปดาห์ที่ 23
สัปดาห์ที่ 24
สัปดาห์ที่ 24
สัปดาห์ที่ 25
สัปดาห์ที่ 25
สัปดาห์ที่ 26
สัปดาห์ที่ 26
สัปดาห์ที่ 27
สัปดาห์ที่ 27
สัปดาห์ที่ 28
สัปดาห์ที่ 28
สัปดาห์ที่ 29
สัปดาห์ที่ 29
สัปดาห์ที่ 30
สัปดาห์ที่ 30
สัปดาห์ที่ 31
สัปดาห์ที่ 31
สัปดาห์ที่ 32
สัปดาห์ที่ 32
สัปดาห์ที่ 33
สัปดาห์ที่ 33
สัปดาห์ที่ 34
สัปดาห์ที่ 34
สัปดาห์ที่ 35
สัปดาห์ที่ 35
สัปดาห์ที่ 36
สัปดาห์ที่ 36
สัปดาห์ที่ 37
สัปดาห์ที่ 37
สัปดาห์ที่ 38
สัปดาห์ที่ 38
สัปดาห์ที่ 39
สัปดาห์ที่ 39
สัปดาห์ที่ 40
สัปดาห์ที่ 40

สัปดาห์ที่ 11

ลูกน้อยในครรภ์ตัวเล็กนิดเดียว

ส่วนสูงปัจจุบันของคุณ 4 cmน้ำหนักปัจจุบันของคุณ 0.007 kg

แบ่งปัน

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 11 ของการตั้งครรภ์

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 11 เป็นช่วงที่ทารกพัฒนาจากตัวอ่อนมาเป็นทารกในครรภ์ เริ่มมีลักษณะรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ อีกทั้งยังเริ่มมีการพัฒนาของอวัยวะเพศ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ อาจเริ่มมีอาการแพ้ท้องลดลง แต่อาจมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น อาการท้องผูก อาการอ่อนเพลีย ดังนั้น จึงควรดูตัวเองให้ดี เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 11 ของการตั้งครรภ์

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 11

ลูกจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้ลูกของคุณแม่มีขนาดเท่ามะเดื่อฝรั่ง หรือลูกฟิก และยาว 3 เซนติเมตรจากศีรษะถึงปลายเท้า และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับการเจริญเติบโตของทารก เส้นเลือดในรกจะเพิ่มมากขึ้นทั้งขนาดและจำนวน เพื่อส่งสารอาหารจำนวนมากให้กับทารกผ่านทางเลือดของคุณแม่

ตอนนี้ลูกของคุณแม่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็กอีกต่อไปแล้ว สามารถเรียกว่าทารกได้อย่างเต็มปากแล้ว อย่างไรก็ตาม ศีรษะของทารกยังต้องมีการพัฒนาต่อไป และโดยปกติจะมีขนาดครึ่งหนึ่งของความยาวลำตัว แต่ร่างกายจะเติบโตอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้

ภายในปลายสัปดาห์นี้ อวัยวะเพศชายหรืออวัยวะเพศหญิงก็จะเริ่มพัฒนาขึ้น และจะพัฒนาต่อไปอีกสองสามสัปดาห์ แต่จะยังตรวจด้วยอัลตราซาวด์ไม่พบ จนกว่าจะถึงประมาณสัปดาห์ที่ 18 ถึง 20

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ตอนนี้คุณแม่รู้สึกมีพลังขึ้นมาบ้างนิดหน่อยแล้ว และอาการคลื่นไส้ก็เริ่มลดลง แต่โชคร้ายหน่อยตรงที่มีอาการอย่างอื่นเข้ามาแทน หนึ่งในอาการเหล่านั้นก็คืออาการท้องผูก ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากคุณแม่อุจจาระลำบาก หรือไม่ได้อุจจาระมานานกว่า 3 วัน ซึ่งต้นเหตุก็มาจากฮอร์โมนการตั้งครรภ์ โดยฮอร์โมนนี้จะทำให้กระเพาะและหลอดอาหารเกิดการคลายตัว ทำให้การย่อยอาหารช้าลง นอกจากนี้ยังอาจมีอาการอาหารไม่ย่อยและท้องอืดอีกด้วย

ในการจัดการกับอาการท้องผูกนั้น คุณแม่ควรดื่มน้ำให้มาก และกินไฟเบอร์หรือกากใยให้มากขึ้นด้วย อาหารที่อุดมไปด้วยกากใยก็ได้แก่ผลไม้สดต่าง ๆ เช่น มะละกอ เมล่อน และกล้วย ผักสด และขนมปัง

นอกจากนี้ก็ควรกินแบบแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ ซึ่งจะช่วยลดแก๊สในระบบทางเดินอาหาร และอาการท้องอืดได้ คุณแม่ควรเคลื่อนไหวร่างกายบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการนั่งเป็นเวลานาน ๆ เพราะจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายย่อยอาหารได้เร็วขึ้น

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

อาการท้องผูกอาจไม่สามารถเยียวยาด้วยตัวเองได้ ซึ่งอาจต้องใช้การรักษาที่เข้มข้นกว่านั้น โดยอาจใช้อาหารเสริมที่เป็นไฟเบอร์ และยาระบายอ่อน ๆ อย่างเช่น ยาด็อกคูเสท (Docusate) แต่เพื่อความปลอดภัยทั้งสำหรับตัวคุณแม่เองและลูกน้อย ก่อนที่คุณแม่กินยาใด ๆ ก็ควรปรึกษาหมอก่อนทุกครั้ง ยาระบายบางชนิดอาจมีฤทธิ์แรงเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดอาการท้องเสีย และทำให้ร่างกายขาดน้ำได้

การพบคุณหมอ

ควรปรึกษาคุณหมออย่างไรบ้าง

สัปดาห์ต่อจากนี้ คุณหมออาจนัดให้ตรวจอัลตราซาวด์ คุณแม่จะรู้สึกอบอุ่นที่จะได้เห็นลูกของคุณแม่เป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม การตรวจจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคุณหมอ คุณแม่สามารถทำอัลตราซาวด์ได้ทุกเมื่อตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่ 11 ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 20 และเมื่อทำอัลตราซาวด์ในระหว่างสัปดาห์ที่ 20 คุณแม่ก็อาจได้รู้เพศของลูกคุณแม่

การทดสอบใดที่ควรรู้

ในช่วงสัปดาห์นี้ คุณหมออาจแนะนำให้คุณแม่ทำการตรวจคัดกรองก่อนคลอด เพื่อตรวจหาความผิดปกติทางด้านโครโมโซมต่าง ๆ ซึ่งความผิดปกติอย่างหนึ่งก็คืออาการดาวน์ ซินโดรม (Down Syndrome) อาการผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีโครโมโซมคู่ที่ 21 ซ้ำขึ้นมาอีกหนึ่งคู่ โดยปกติแล้วลูกน้อยของคุณแม่จะมีโครโมโซมอยู่ 23 คู่ ซึ่งครื่งหนึ่งถ่ายทอดมาจากคุณแม่ และอีกครึ่งหนึ่งถ่ายทอดมาจากคู่รักของคุณแม่ ในช่วงที่มีการแบ่งเซลล์นั้น ก็เกิดความผิดพลาดจนทำให้มีโครโมโซมคู่พิเศษขึ้นมา ถ้าอยากรู้ก็มีอยู่วิธีเดียวคือต้องทำการทดสอบ

การตรวจคัดกรองก่อนคลอดจะมีการทดสอบอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือการตรวจคัดกรอง และการตรวจวินิจฉัย ในช่วงที่ทำการตรวจคัดกรองนั้น คุณแม่จำเป็นต้องทำการตรวจเลือด เพราะหาโปรตีนในพลาสม่าที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ รวมทั้งการทำอัลตร้าซาวน์ เพื่อวัดความหนาของคอเด็ก ซึ่งการตรวจคัดกรองนี้จะสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีการทดสอบอื่น ๆ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยด้วย

การผลการตัวคัดกรองระบุว่ามีความเสี่ยงที่โครโมโซมข้อควรรู้ถึงความเสี่ยงของการ ตั้งครรภ์ตอนแก่ ที่อาจกระทบต่อสุขภาพทารกจะมีอาการผิดปกติ คุณแม่ก็จำเป็นต้องทำการตรวจวินิจฉัย อย่างเช่น การดูดเอาตัวอย่างของรกเด็กมาตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซม หรือการเจาะน้ำคร่ำไปตรวจ ถึงแม้ผลการตรวจคัดกรองจะเป็นบวก คุณแม่ก็อาจมีผลการตรวจวินิจฉัยเป็นปกติอยู่ดี

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัย

คุณแม่อาจรู้สึกปวดท้องหรือเป็นตะคริวหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่ไม่ต้องตกใจ นี่เป็นอาการปกติ เหตุผลที่เป็นอย่างนี้ก็เนื่องจากมีเลือดไหลเวียนบริเวณเชิงกรานมากขึ้น แล้วอาจมีการหดตัวของมดลูกตามมา ซึ่งอาการปวดมักจะเป็นไม่มากนัก และจะหายไปเองภายใน 2-3 นาที แต่ถ้าอาการเจ็บปวดและตะคริวไม่หายไป ก็ควรบอกให้คุณหมอทราบทันที

โดยปกติแล้ว การมีเพศสัมพันธ์นั้นมีความปลอดภัยในช่วงระหว่างตั้งครรภ์ แต่คุณแม่ก็ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ ถ้าคุณแม่กลัวว่าการมีเพศสัมพันธ์จะทำให้ลูกของคุณแม่รู้สึกเจ็บ ไม่ต้องกลุ้มใจหรอกนะ ลูกของคุณแม่มีถุงน้ำคร่ำซึ่งเต็มไปด้วยของเหลวปกป้องอยู่ ลูกของคุณแม่จึงปลอดภัย

fact-check
ทีม Hello คุณหมอ
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย
เขียนโดย ออมสิน แสนล้อม · แก้ไขล่าสุด 29/08/2022