ไลโคปีน (Lycopene)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 09/02/2021 . 4 mins read
Share now

สรรพคุณของไลโคปีน

ไลโคปีนพบได้ในผลไม้หลายชนิด เช่น แตงโม เกรปฟรุตสีชมพู แอปริคอต และฝรั่งสีชมพู โดยเฉพาะมะเขือเทศและผลิตภัณฑ์มะเขือเทศ ซึ่งมีไลโคปีนจำนวนมาก

ไลโคปีนใช้เพื่อดูแลป้องกันภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น:

  • โรคหัวใจ
  • เส้นเลือดแข็งตัว
  • มะเร็งต่อมลูกหมาก
  • โรคมะเร็งเต้านม
  • โรคมะเร็งปอด
  • มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
  • มะเร็งรังไข่
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่
  • มะเร็งตับอ่อน
  • ต้อกระจก
  • โรคหอบหืด

ไลโคปีนใช้ในการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสปาปิโลมา (Papilloma) หรือเอชพีวี (HPV) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งมดลูก อาจมีการนำไลโคปีนไปใช้งานอื่นๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

กลไกการออกฤทธิ์

ไลโคปีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงมีความสนใจวิจัยคุณสมบัติไลโคปีนในการป้องกันโรคมะเร็ง ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรของคุณเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อควรระวังและคำเตือน

สิ่งที่ควรรู้ก่อนใช้ไลโคปีน:

ปรึกษาแพทย์ เภสัชกรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรในกรณีที่:

  • ตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร เนื่องจากในขณะให้นมบุตรนั้น ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
  • กำลังใช้ยาอื่น ๆ รวมถึงยาที่สามารถซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์
  • มีอาการแพ้สารไลโคปีน ยาอื่น ๆ หรืออาหารเสริมอื่น ๆ
  • มีโรคอื่น ๆ มีความผิดปกติหรือพยาธิสภาพอื่น ๆ
  • มีอาการแพ้อื่น ๆ เช่น แพ้อาหาร สีผสมอาหาร สารกันบูดหรือเนื้อสัตว์ต่าง ๆ

ข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไลโคปีนนั้นมีความเข้มงวดน้อยกว่าข้อกำหนดยาอื่น ๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย การใช้ผลิตภัณฑ์นี้ต้องมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

ไลโคปีนปลอดภัยหรือไม่

เด็ก:

ไม่มีมีการรับรองความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพในการใช้ไลโคปีนกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

การตั้งครรภ์และให้นมบุตร:

ไลโคปีนอาจปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตรหากรับประทานในขนาดยาที่พบได้ทั่วไปในอาหาร

อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาเกี่ยวกับไลโคปีนพบว่า เมื่อรับประทานไลโคปีนเป็นประจำ วันละ 2 มิลลิกรัม ระหว่างช่วงสัปดาห์ที่ 12 ถึง 20 ของการตั้งครรภ์ และต่อเนื่องจนถึงการคลอด จะทำให้อัตราการคลอดก่อนกำหนดสูงขึ้นและทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อย

เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารเสริมไลโคปีนในระหว่างเลี้ยงลูกด้วยนมมีไม่เพียงพอ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ไลโคปีนในขนาดที่มากกว่าอาหาร

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการใช้ไลโคปีน

  • โรคอะนอเร็กเซีย (Anorexia) หรือโรคคลั่งผอม
  • ปวดทรวงอก
  • ท้องเสีย
  • ไขมันสะสมใต้ผิวหนัง
  • แน่นในกระเพาะอาหาร
  • ท้องอืด
  • หัวใจวาย
  • ไม่ย่อย
  • คลื่นไส้
  • สีผิวเปลี่ยน
  • อาการปวดท้อง
  • แผลระคายเคืองในกระเพาะอาหาร
  • อาเจียน
  • ร้อนวูบวาบ

ในบางรายอาจได้รับผลข้างเคียงบางอย่างที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลข้างเคียงใด ๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรของคุณ

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ไลโคปีนอาจมีปฏิกิริยาระหว่างยาหรือสภาวะทางการแพทย์ในปัจจุบันของคุณ ปรึกษากับแพทย์รักษาสมุนไพรหรือแพทย์ก่อนใช้

ยาหรือภาวะสุขภาพเหล่านี้ ได้แก่:

  • เบต้าแคโรทีน

การรับประทานเบต้าแคโรทีนและไลโคปีนอาจเพิ่มขนาดยาไลโคปีนที่เข้าสู่ร่างกาย

  • โอเลสตร้า (Olestra)

การรับประทาน olestra อาจลดขนาดยาไลโคปีนที่ร่างกายดูดซึม

  • เอสโตรเจน, สารคล้ายเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนอื่น ๆ

ไลโคปีนอาจมีปฏิกิริยากับไอโซฟลาโวน (Isoflavones) คือ สารสกัดจากถั่วเหลืองมีฤทธิ์และโครงสร้างคล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน

มะเร็งต่อมลูกหมาก:

การศึกษาบางชิ้น พบว่า ไลโคปีนอาจเพิ่มการแพร่กระจายของมะเร็งได้ ควรหลีกเลี่ยงไลโคปีน ถ้าคุณได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

ความดันโลหิตต่ำ:

ไลโคปีนอาจทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ

ภาวะเลือดออกผิดปกติ:

ไลโคปีนอาจมีความเสี่ยงสูงต่อการตกเลือด

ขนาดยา

ข้อมูลที่ได้รับไม่ใช่คำแนะนำจากแพทย์โดยตรง ปรึกษาแพทย์ประจำตัวหรือแพทย์ของคุณก่อนที่จะใช้ยานี้

ขนาดปกติสำหรับ ไลโคปีน คือเท่าใด

ใช้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ:

การรับประทานไลโคปีน 6.5, 15 และ 30 มิลลิกรัม ต่อวัน เป็นเวลา8 สัปดาห์

รับประทานไลโคปีนซูล 15 มิลลิกรัม วันละครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์และ 26 วัน หรือวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 เดือน หรือสองแคปซูลๆ ละ15 มิลลิกรัมวันละครั้งเป็นเวลา 21 วัน

สำหรับโรคหืดที่เกิดจากการออกกำลังกาย:

  • รับประทานไลโคปีนแคปซูล 30 มิลลิกรัม ทุกวัน เป็นเวลา 1 สัปดาห์

สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ:

  • รับประทานไลโคปีนแคปซูล 39.2-80 มิลลิกรัมทุกวัน เป็นเวลา 1-12 สัปดาห์

สำหรับต่อมลูกหมากโต:

  • รับประทานไลโคปีน15 มิลลิกรัม ทุกวันเป็นเวลาหกเดือน

สำหรับเนื้องอกในสมอง:

  • รับประทานไลโคปีน 8mg ทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน

สำหรับโรคหัวใจ:

  • รับประทานไลโคปีนแคปซูล 39.2-80mg ต่อวันเป็นเวลา 1-12 สัปดาห์

สำหรับโรคเหงือก:

  • รับประทานไลโคปีน 8mg ทุกวัน เป็นเวลาสองสัปดาห์

สำหรับความดันโลหิตสูง:

  • รับประทานไลโคปีน 4-44mg ต่อวันนาน 6 เดือน

สำหรับภาวะมีบุตรยาก:

  • รับประทานไลโคปีน 2,000 lg วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 3 เดือน

สำหรับการลดไขมัน:

  • รับประทานไลโคปีน 4-44mg ต่อวันนานถึง 6 เดือน

สำหรับแผลในปาก:

  • รับประทานไลโคปีน 4-8mg ทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน แบ่งขนาดยาเป็น สองครั้ง

สำหรับการอักเสบของปาก:

  • รับประทานไลโคปีน 16mg ทุกวันแบ่งขนาดยาเป็น สองครั้ง นานสองเดือน

สำหรับมะเร็งรังไข่:

  • รับประทานไลโคปีน จำนวน 4,000 mg ต่อวัน

สำหรับความดันโลหิตสูงที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์:

  • รับประทานไลโคปีน แคปซูล 2 ครั้งต่อวันจนกว่าจะคลอด

สำหรับการป้องกันหรือรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก:

  • รับประทานไลโคปีน 2mg วันละสองครั้งและ รับประทานไลโคปีน 4mg วันละสองครั้งเป็นเวลาหนึ่งปี

เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด:

  • รับประทานไลโคปีนในน้ำมันมะกอก 55 กรัม (ให้มีไลโคปีน16 มิลลิกรัม) ทุกวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์

ขนาดปกติของการใช้ไลโคปีนอาจแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพและการใช้ยาอื่น ๆ อาหารเสริมสมุนไพรไม่ปลอดภัยเสมอไป ควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญด้านสมุนไพรหรือแพทย์เพื่อทราบขนาดยาที่เหมาะสม

ไลโคปีนมีจำหน่ายในรูปแบบใดบ้าง

ไลโคปีน อาจมีอยู่ในรูปแบบต่อไปนี้:

  • ไลโปเลต หรือโซฟทุเลส (Softules)
  • ไลโคปีนแคปซูล

*** Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาแต่อย่างใด ***

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ชายูคาลิปตัส กับประโยชน์ทางสุขภาพ ที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน

ชายูคาลิปตัส เป็นเครื่องดื่มที่ทำมาจากส่วนใบของ ยูคาลิปตัส ซึ่งมีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศออสเตรเลีย และสามารถให้คุณประโยชน์ในการป้องกันโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by panyapat Aiemsin

ไม่ใช่แมวก็กินได้! วีทกราส (Wheatgrass) กับประโยชน์สุขภาพที่คุณควรรู้

วันนี้ Hello คุณหมอ เลยจะมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับประโยชน์สุขภาพดี ๆ ที่ได้จากการกิน วีทกราส หรือ ต้นอ่อนข้าวสาลี ที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล

ข้าวบาร์เลย์ (Barley)

ข้าวบาร์เลย์ หรือบาร์เลย์ (Barley) คือธัญพืชชนิดหนึ่ง เมื่อสุกจะมีรสสัมผัสเหนียวนุ่ม และมีรสชาติออกมันเล็กน้อย คนนิยมรับประทานเป็นอาหาร

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล

ต้นอ่อนข้าวบาร์เลย์ สมุนไพรจากธรรมชาติ เพื่อผิวสวย สุขภาพดี

วันนี้ Hello คุณหมอ จะพาทุกคนมารู้จักกับ ต้นอ่อนข้าวบาร์เลย์ สมุนไพรจากธรรมชาติ มากประโยชน์ต่อสุขภาพ ที่ทุกคนไม่ควรพลาดค่ะ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล

Recommended for you

พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ ถ้าไม่ปรับรับรองว่าเสี่ยงแน่

Written by Khongrit Somchai
Published on 08/02/2021 . 3 mins read
มะเขือพวง-ประโยชน์

มะเขือพวง ผักพื้นบ้าน แต่ประโยชน์บานตะไท

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai
Published on 03/02/2021 . 2 mins read
ถังเช่า-cordyceps

ถังเช่า (Cordyceps)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 25/01/2021 . 3 mins read
หน่อไม้-bamboo-shoots

หน่อไม้ (Bamboo shoots)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 25/01/2021 . 3 mins read