home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

8 เรื่องควรรู้ในการดูแล สุขภาพปากและฟันของเด็ก

8 เรื่องควรรู้ในการดูแล สุขภาพปากและฟันของเด็ก

ปัญหา สุขภาพปากและฟันของเด็ก อันดับ 1 คือปัญหาฟันผุ โดยข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า เด็กวัย 2 ขวบ 10% และเด็กวัย 3 ขวบ 28% มีปัญหาฟันผุมากกว่า 1 จุดในช่องปาก ขณะที่เด็กอายุ 5 ขวบ เกือบ 50% มีปัญหาฟันผุ

คุณพ่อคุณแม่อาจคิดว่าปัญหาฟันผุในเด็กคงไม่เป็นไร เพราะอีกหน่อยลูกก็ไม่มีฟันน้ำนม และมีฟันแท้ขึ้นมาแทน แต่ความจริงแล้ว ปัญหาฟันผุอันตรายกว่าที่คิด การที่ลูกฟันผุตั้งแต่เด็กจะทำให้มีปัญหาสุขภาพช่องปากในอนาคต ผู้ปกครองสามารถช่วยเด็กๆ ดูแลสุขภาพปากและฟันได้ดังนี้

แปรงฟันให้ลูก

ตอนที่ฟันของลูกยังไม่ขึ้น คุณพ่อคุณแม่อาจทำความสะอาดเหงือกด้วยแปรงสีฟันสำหรับทารก โดยเอาแปรงชุบน้ำ และทำความสะอาดเหงือกของลูกอย่างอ่อนโยน แต่เมื่อฟันของลูกขึ้นแล้ว ให้แปรงฟันด้วยยาสีฟันสำหรับเด็กที่มีฟลูออไรด์ และใช้แปรงสีฟันที่มีขนาดเหมาะสม โดยแปรงฟันให้ลูกวันละ 2 ครั้ง

ใช้แปรงสีฟันที่ขนแปรงนุ่ม

เด็กๆ ควรแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ด้วยแปรงสีฟันสำหรับเด็กที่มีขนแปรงนุ่ม เนื่องจากขนแปรงที่แข็งจนเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อเหงือกของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรสอนวิธีแปรงฟันให้ลูก โดยให้เด็กๆ ค่อยๆ แปรงฟันทั้งด้านในและด้านนอก รวมถึงแปรงลิ้น ข้อควรระวังคืออย่าให้ลูกกลืนยาสีฟันลงไป นอกจากนี้ถ้าแปรงสีฟันเริ่มขาด หรือขนแปรงบานออก ให้เปลี่ยนแปรงสีฟันใหม่

ไม่ควรให้ลูกกินน้ำหวานบ่อยๆ

น้ำหวานทำให้ฟันผุ ดังนั้นจึงไม่ควรให้ลูกกินน้ำหวานบ่อยๆ และต้องระวังไม่ให้ลูกหลับไปทั้งๆ ที่ยังกินนมจากขวดนมอยู่ เพราะอาจทำให้ฟันผุได้ แต่หากลูกหลับไปพร้อมขวดนม ในขวดนมควรเป็นน้ำเปล่า ไม่ควรเป็นน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้รสหวาน หรือนมรสหวาน สำหรับน้ำผลไม้รสหวาน ผู้ปกครองอาจคิดว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ความจริงแล้วควรจำกัดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้ โดยเด็กๆ ควรดื่มน้ำผลไม้ 100% ไม่เกิน 118 มิลลิลิตร ต่อวัน เพราะถ้าดื่มน้ำผลไม้รสหวานมากเกินไปจะทำให้ฟันผุ

การไปหาหมอฟันช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพฟัน

คุณพ่อคุณแม่พาลูกไปหาหมอฟันได้ตั้งแต่ตอนที่เขาอายุ 1 ขวบ หรือตั้งแต่ที่ลูกมีฟันซี่แรก เพื่อปรึกษาคุณหมอเรื่องการดูแลฟันของลูกน้อย นอกจากนี้สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐฯ (American Academy of Pediatrics) แนะนำว่า ควรพาลูกไปหาคุณหมอภายในระยะเวลา 6 เดือนแรก นับตั้งแต่ที่ลูกฟันขึ้น การไปพบทันตแพทย์ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากมีรายงานทางสถิติพบว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพปากและฟันของลูก จะประหยัดขึ้นถึง 40% ในเวลา 5 ปี สำหรับเด็กที่ไปพบทันตแพทย์ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ

ตอนไหนจึงให้ลูกแปรงฟันด้วยตัวเอง

สามารถให้ลูกแปรงฟันได้ในตอนที่เขาสามารถใช้แปรงสีฟันได้เอง และในตอนที่ลูกอยากแปรงฟันด้วยตัวเอง คุณพ่อคุณแม่อาจคอยช่วยเขาเวลาแปรงฟัน จนกระทั่งลูกอายุประมาณ 7 ขวบ ลูกจะสามารถแปรงฟันได้ด้วยตนเอง

การใช้ไหมขัดฟัน

เริ่มใช้ไหมขัดฟันได้ตอนที่ฟันของลูกติดกัน แต่ก่อนจะใช้ไหมขัดฟันควรปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม การใช้ไหมขัดฟันควรใช้วันละ 1 ครั้ง หลังแปรงฟัน

ไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปาก

หากต้องการให้ลูกใช้น้ำยาบ้วนปาก จำเป็นต้องปรึกษาทันแพทย์ เนื่องจากเด็กๆ อาจยังไม่รู้วิธีบ้วนปาก เขาอาจกลืนน้ำยาบ้วนปากลงไป จนเกิดอันตรายได้ ดังนั้น จึงควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนให้ลูกใช้น้ำยาบ้วนปาก

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

8 Ways to Protect Your Child’s Teeth. https://www.webmd.com/oral-health/dental-health-for-kids#1. Accessed on August 6, 2018.

Dental Health & Hygiene for Young Children. https://www.healthychildren.org/English/healthy-living/oral-health/Pages/Teething-and-Dental-Hygiene.aspx. Accessed on August 6, 2018.

Tooth care for children. https://www.babycenter.com/0_tooth-care-for-children_11282.bc. Accessed on August 6, 2018.

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย Sopista Kongchon แก้ไขล่าสุด 15/07/2020
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
x