brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน

โฆษณา

แบ่งปัน

สิวหัวช้าง อาการ สาเหตุ และการรักษา

สิวหัวช้าง เป็นสิวที่มีอาการอักเสบชนิดรุนแรงที่สุด ซึ่งเกิดเชื้อแบคทีเรีย น้ำมัน และเซลล์ผิวที่ตายแล้วไปอุดตับบริเวณรูขุมขน ส่งผลทำให้เกิดตุ่มแดงขนาดใหญ่และมีหนองอยู่ภายใน ลักษณะคล้ายกับสิวซีสต์ที่เกิดอยู่ใต้ผิว เมื่อสัมผัสแล้วอาจทำให้เกิดอาการเจ็บ คัน นอกจากนี้ การรักษาที่ไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นได้ 

สิวหัวช้าง อาการ สาเหตุ และการรักษา

สิวหัวช้าง คืออะไร

สิวหัวช้าง คือ สิวอักเสบชนิดรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการอุดตันของของระบบต่อมไขมันในรูขุมขน ซึ่งได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศชาย บางครั้งอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ส่งผลทำให้เกิดตุ่มแดงขนาดใหญ่และมีหนองอยู่ภายใน ลักษณะคล้ายกับสิวซีสต์ที่เกิดอยู่ใต้ผิว เมื่อสัมผัสแล้วอาจทำให้เกิดอาการเจ็บ คัน โดยสิวหัวช้างอาจเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย

อาการของสิวหัวช้าง

สิวหัวช้างเป็นสิวที่เกิดจากถุงและก้อนสิวนูนขึ้นแล้วมีเลือดและหนองเข้าไปคั่งอยู่ โดยส่วนใหญ่แล้วสิวทุกประเภทมักไม่มีอาการใด ๆ แต่อาจส่งผลทางด้านอารมณ์และความมั่นใจในตัวเอง แต่สิวหัวช้างเป็นสิวขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน อาจจะทำให้มีอาการเจ็บปวด ร่วมด้วยได้ โดยอาการของสิวหัวช้างที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • เจ็บปวดเมื่อสัมผัส รวมถึงอาจมีอาการคันร่วมด้วย
  • อาการอักเสบ
  • อาการบวมแดงรอบฐานสิว
  • มีหนอง

นอกจากนี้ หากทิ้งสิวหัวช้าไว้นานโดยไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็นและความสร้างความเสียหายกับผิวได้ดังนี้

  • หลุมสิวทั้งแบบเล็ก ๆ หรือเป็นรอยลึก
  • หลุมสิวขนาดใหญ่
  • รอยขรุขระ
  • แผลเป็นที่เป็นรอยนูนแดง

สาเหตุที่ทำให้เกิดสิวหัวช้าง

ยังไม่ทราบถึงปัจจัยที่แน่ชัดว่าสิวเกิดจากอะไร แต่อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย น้ำมัน และเซลล์ผิวที่ตายแล้วไปอุดตันในรูขุมขน นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้

  • กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีพ่อ แม่ หรือญาติเป็นสิวหัวช้าง อาจมีแนวโน้มที่จะเป็นสิวหัวช้างได้มากกว่าปกติ
  • ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นระดับฮอร์โมนแอนโดรเจน เทสโทสเทอโรน เอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้น อาจไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน ส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามาก
  • การตั้งครรถ์
  • การมีประจำเดือน
  • อยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือน
  • ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (Polycystic ovarian syndrome)
  • ฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดอาจไปกระตุ้นการผลิตไขมันให้เพิ่มขึ้น
  • ผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ลิเทียม กลุ่มยาคอร์ติโคสเตียรอยด์
  • รับประทานอาหารที่มีแป้ง ไขมัน และน้ำตาลสูงเป็นประจำ รวมถึงของทอด ของมัน ผลิตภัณฑ์จากนม ช็อกโกแลต ซึ่งอาหารเหล่านี้อาจไปกระตุ้นการเกิดสิว
  • การเสียดสี เช่น การสวมหมวกกันน็อคที่หลวมหรือแน่นเกินไป
  • มลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่น ควันรถ ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิว

วิธีรักษาสิวหัวช้าง

สำหรับวิธีการรักษา สิวหัวช้า คุณหมออาจรักษาด้วยวิธีต่อไปนี้

  • รับประทานยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อ เช่น ด็อกซีไซคลีน (Doxycycline) เพื่อช่วยควบคุมเชื้อแบคทีเรียและลดอาการอักเสบ แต่บางครั้งสิวหัวช้างอาจไม่ตอบสนองต่อยาปฎิชีวนะ เนื่องจากมีการอักเสบมาก
  • รับประทานยาคุมกำเนิด เนื่องจากสิวอาจเกิดจากประจำเดือน ทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน การรับประทานยาคุมที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจนเตอโรนเป็นส่วนประกอบอาจช่วยลดสิวได้
  • รับประทานยายาไอโสเตรติโนอิน (Isotretinoin) ซึ่งอาจช่วยจัดการกับสาเหตุของการเกิดสิว โดยอาจต้องรับประทานสัปดาห์ละ 3-7 เม็ด เป็นเวลา 4-6 เดือน ซึ่งอาจช่วยให้สิวหายไป แต่ยาชนิดนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ เพราะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ทำให้พิการได้
  • รับประทานยาสไปโรโนแลคโตน(Spironolactone) ซึ่งเป็นยาขับปัสสาวะ และอาจช่วยรักษาสิวหัวช้างในผู้หญิงได้
  • ใช้ครีม โลชั่น หรือเจล ที่มีส่วนผสมของเรตินอล ซึ่งเป็นวิตามินเอรูปแบบหนึ่ง ลดการอักเสบและช่วยลดรอยสิว 

วิธีป้องกันการเกิดสิว

การปรับพฤติกรรมบางอย่างอาจช่วยป้องกันการเกิดสิวหัวช้างได้ เช่น

  • ล้างหน้า อาบน้ำ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้งด้วยสบู่อ่อน ๆ รวมถึงควรสระผมเป็นประจำ เพื่อลดความมันบนหนังศีรษะ
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสกับผิวหน้า เพราะมืออาจมีสิ่งสกปรก เชื้อโรค เชื้อแบคมีเรียที่อาจก่อให้เกิดสิวได้
  • โกนขนด้วยความระมัดระวัง และควรโฉลมน้ำสบู่ทำให้เส้นขนนิ่มก่อนโกน และควรโกนขนเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น
  • หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดมากเกินไป แต่หากต้องออกไปข้างนอกควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป รวมถึงการสวมเสื้อแขนยาว แว่นกันแดด และหมวก เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด
  • หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้ารัดรูป เพื่อลดการอักเสบและระคายเคืองของผิวหนัง
  • ล้างเครื่องสำอางออกทุกครั้ง เพื่อป้องกันการอุดตันของรูขุมขน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมัน หากจะใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ หรือครีมกันแดดควรดูฉลากผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมัน และเหมาะสมกับสภาพผิว
  • ลดอาหารประเภทของมัน ของทอด (มีผลในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น)
  • ควรเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม รวมถึงผ้าเช็ดตัวที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียอยู่เสมอ อย่างน้อยทุก ๆ 1-2 สัปดาห์
medical
แพทย์หญิงอัญชิสา กาญจโนมัย
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย
โรคผิวหนัง · พรเกษมคลินิก
เขียนโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย · แก้ไขล่าสุด 07/11/2022