brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน

โฆษณา

สัปดาห์ที่ 1
สัปดาห์ที่ 1
สัปดาห์ที่ 2
สัปดาห์ที่ 2
สัปดาห์ที่ 3
สัปดาห์ที่ 3
สัปดาห์ที่ 4
สัปดาห์ที่ 4
สัปดาห์ที่ 5
สัปดาห์ที่ 5
สัปดาห์ที่ 6
สัปดาห์ที่ 6
สัปดาห์ที่ 7
สัปดาห์ที่ 7
สัปดาห์ที่ 8
สัปดาห์ที่ 8
สัปดาห์ที่ 9
สัปดาห์ที่ 9
สัปดาห์ที่ 10
สัปดาห์ที่ 10
สัปดาห์ที่ 11
สัปดาห์ที่ 11
สัปดาห์ที่ 12
สัปดาห์ที่ 12
สัปดาห์ที่ 13
สัปดาห์ที่ 13
สัปดาห์ที่ 14
สัปดาห์ที่ 14
สัปดาห์ที่ 15
สัปดาห์ที่ 15
สัปดาห์ที่ 16
สัปดาห์ที่ 16
สัปดาห์ที่ 17
สัปดาห์ที่ 17
สัปดาห์ที่ 18
สัปดาห์ที่ 18
สัปดาห์ที่ 19
สัปดาห์ที่ 19
สัปดาห์ที่ 20
สัปดาห์ที่ 20
สัปดาห์ที่ 21
สัปดาห์ที่ 21
สัปดาห์ที่ 22
สัปดาห์ที่ 22
สัปดาห์ที่ 23
สัปดาห์ที่ 23
สัปดาห์ที่ 24
สัปดาห์ที่ 24
สัปดาห์ที่ 25
สัปดาห์ที่ 25
สัปดาห์ที่ 26
สัปดาห์ที่ 26
สัปดาห์ที่ 27
สัปดาห์ที่ 27
สัปดาห์ที่ 28
สัปดาห์ที่ 28
สัปดาห์ที่ 29
สัปดาห์ที่ 29
สัปดาห์ที่ 30
สัปดาห์ที่ 30
สัปดาห์ที่ 31
สัปดาห์ที่ 31
สัปดาห์ที่ 32
สัปดาห์ที่ 32
สัปดาห์ที่ 33
สัปดาห์ที่ 33
สัปดาห์ที่ 34
สัปดาห์ที่ 34
สัปดาห์ที่ 35
สัปดาห์ที่ 35
สัปดาห์ที่ 36
สัปดาห์ที่ 36
สัปดาห์ที่ 37
สัปดาห์ที่ 37
สัปดาห์ที่ 38
สัปดาห์ที่ 38
สัปดาห์ที่ 39
สัปดาห์ที่ 39
สัปดาห์ที่ 40
สัปดาห์ที่ 40

สัปดาห์ที่ 10

การตรวจครรภ์ครั้งที่ 3

ส่วนสูงปัจจุบันของคุณ 3 cmน้ำหนักปัจจุบันของคุณ 0.003 kg

แบ่งปัน

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 10

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 10 เป็นระยะที่ทารกในครรภ์มีน้ำหนักประมาณ 7 กรัม ความยาวจากศีรษะถึงปลายเท้าประมาณ 2.54 เซนติเมตร หรือขนาดเท่ากับผลส้มจี๊ด ในสัปดาห์ที่ 10 เริ่มจะมีการพัฒนาร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ จนสามารถเห็นอวัยวะทุกส่วนของทารกเป็นรูปร่างขึ้น

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 10

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 10

ลูกจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้ทารกในครรภ์มีขนาดเท่ากับผลส้มจี๊ดแล้ว โดยมีน้ำหนักประมาณ 7 กรัม ความยาวจากศีรษะถึงปลายเท้าประมาณ 2.54 เซนติเมตร ในสัปดาห์ที่ 10 อวัยวะทุกส่วนของทารกจะเป็นรูปร่างขึ้น อาจเห็นได้ชัดเจนเมื่อทำการอัลตร้าซาวด์

กระดูกและกระดูกอ่อนต่าง ๆ กำลังก่อร่างขึ้นเป็นขา เพื่อพัฒนาเป็นหัวเข่าและข้อเท้า ในขณะเดียวกันแขนก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง และมีความแข็งแรงขึ้น และในขณะที่กระดูกเริ่มแข็งแรงขึ้นนั้น ฟันก็เริ่มก่อร่างขึ้นมาใต้เหงือก แต่ยังจะไม่โผล่พ้นเหงือกจนกว่าจะมีอายุ 6 เดือน

ระบบต่าง ๆ ในร่างกายก็กำลังพัฒนาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบย่อยอาหารซึ่งเริ่มผลิตน้ำย่อย ในขณะที่ไตเริ่มผลิตปัสสาวะซึ่งจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะของคุณแม่ หากเป็นเพศชาย อัณฑะเริ่มผลิตฮอร์โมนเพศชายที่เรียกว่าเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ขึ้นมาแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ในช่วงก่อนที่จะตั้งครรภ์นั้น มดลูกของเพศหญิงมักมีขนาดเท่าลูกแพร์ลูกเล็ก ๆ แต่มาถึงสัปดาห์นี้ มดลูกจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าผลเกรปฟรุต หน้าท้องจึงเริ่มยื่นออกมาให้เห็นแล้ว อาจต้องหาชุดคลุมท้องมาใส่เพราะชุดปกติอาจจะเริ่มสวมใส่แล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวแล้ว เพราะอาจเริ่มรู้สึกคับบริเวณหน้าอก

ท้องที่ใหญ่ขึ้นก็อาจเกิดจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งอาการท้องอืดด้วย หากเลือกไม่ถูกระหว่างชุดคลุมท้องและเสื้อผ้าปกติ อาจเริ่มจากกางเกงและกระโปรงที่ทำจากวัสดุที่ยืดหยุ่นได้ (หรือเป็นแบบเอวต่ำใต้พุง)

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

หญิงตั้งครรภ์อาจกังวลเรื่องน้ำหนักขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติและหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงควรต้องรู้ว่าน้ำหนักขึ้นมาขนาดไหนถึงจะเหมาะสม โดยทั่วไปแล้วหญิงตั้งครรภ์ควรมีน้ำหนักขึ้นประมาณ 11 – 16 กิโลกรัม ซึ่งพบได้ในผู้หญิงที่มีดัชนีมวลกายในเกณฑ์ปกติ ถ้าคิดว่าน้ำหนักตัวยังต่ำกว่าเกณฑ์ คุณก็สามารถเพิ่มน้ำหนักได้ แต่ถ้าคุณมีน้ำหนักเกิน คุณก็ควรควบคุมน้ำหนัก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแทรกซ้อนทางสุขภาพ

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์จะกระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีน้ำหนักขึ้นมาประมาณ 15 กิโลกรัมในระหว่าง การตั้งครรภ์ ก็สามารถแจกแจงน้ำหนักต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • ทารก 3.75 กิโลกรัม
  • รก 0.75 กิโลกรัม
  • น้ำคร่ำ 1 กิโลกรัม
  • มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้น 1 กิโลกรัม
  • เนื้อเยื่อบริเวณเต้านม 1 กิโลกรัม
  • ปริมาณเลือด 2 กิโลกรัม
  • ของเหลวที่อยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆ 2 กิโลกรัม
  • การสะสมของไขมัน 3.5 กิโลกรัม

หญิงตั้งครรภ์พยายามอย่าเครียดเรื่องน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ตราบใดที่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรรับประทานผักและผลไม้เยอะ ๆ เพื่อให้ทารกในครรภ์สามารถจะดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาร่างกายเข้าไปอย่างเหมาะสมและเพียงพอ

การพบคุณหมอ

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไรบ้าง

หญิงตั้งครรภ์มักรู้สึกเหนื่อยล้าหรืออ่อนเพลียมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในช่วงไตรมาสแรก เนื่องจากร่างกายต้องทำงานหนัก เพื่อรองรับการเติบโตของทารกในครรภ์ ฮอร์โมนการตั้งครรภ์คือต้นเหตุที่ทำให้มีปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น และทำให้ร่างกายเปลี่ยนรูปร่างไป จึงนับเป็นเรื่องปกติที่มักรู้สึกหมดแรง ควรอธิบายความรู้สึกเกี่ยวกับร่างกายหรือเรื่องอื่น ๆ ที่กังวลใจ รวมทั้งปัญหาการนอนหลับพักผ่อนให้คุณหมอทราบ เพื่อคุณหมอจะได้ช่วยหาวิธีจัดการกับความอ่อนเพลียนั้นได้

การทดสอบใดที่ควรรู้

คุณหมออาจทำการทดสอบตามรายการต่อไปนี้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของหญิงตั้งครรภ์ด้วย

  • ชั่งน้ำหนักและความดันเลือด
  • ตรวจปัสสาวะเพื่อหากลูโคสและโปรตีน
  • ตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก
  • วัดขนาดของมดลูกโดยการคลำจากภายนอก เพื่อดูความสัมพันธ์ของขนาดจนกระทั่งถึงวันคลอด
  • ความสูงของครรภ์ส่วนล่าง (ส่วนบนของมดลูก)
  • ตรวจสอบการบวมของมือและเท้า ตรวจเส้นเลือดขอดที่ขา

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

ระหว่างการตั้งครรภ์ มักมีคำถามว่า การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงตั้งครรภ์นั้นจะมีความปลอดภัยหรือไม่ สำหรับ การตั้งครรภ์ ตามปกติแล้ว การมีเพศสัมพันธ์นับว่ามีความปลอดภัยมาก หากมีความต้องการทางเพศก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ แต่โดยส่วนใหญ่ ความอ่อนเพลียและอาการคลื่นไส้มักทำให้หญิงตั้งครรภ์ไม่ค่อยมีความต้องการทางเพศ แต่สำหรับหญิงตั้งครรภ์บางราย เลือดที่สูบฉีดไปหล่อเลี้ยงยังอวัยวะเพศและเต้านมมากขึ้น ก็อาจส่งผลในทางตรงกันข้ามได้

อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องตรวจสอบกับคุณหมอ เพื่อให้แน่ใจว่าการมีเพศสัมพันธ์นั้นมีความปลอดภัย ทั้งนี้ ยังมีเหตุผลบางประการที่คุณหมออาจแนะนำให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ ได้แก่

  • มีความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด
  • มีการตกเลือดที่ช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีน้ำคร่ำรั่วไหล
  • มีประวัติคลอดก่อนกำหนดในอดีต
  • มีทารกในครรภ์หลายคน
  • ปากมดลูกเริ่มเปิดก่อนกำหนด (ภาวะปากมดลูกหลวม)
  • ภาวะที่รกปิดขวางหรือคลุมปากมดลูกเพียงบางส่วนหรือปกคลุมทั้งหมด (รกเกาะต่ำ)
fact-check
ทีม Hello คุณหมอ
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย
เขียนโดย ทีม Hello คุณหมอ · แก้ไขล่าสุด 11/05/2022