brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน
สัปดาห์ที่ 1
สัปดาห์ที่ 1
สัปดาห์ที่ 2
สัปดาห์ที่ 2
สัปดาห์ที่ 3
สัปดาห์ที่ 3
สัปดาห์ที่ 4
สัปดาห์ที่ 4
สัปดาห์ที่ 5
สัปดาห์ที่ 5
สัปดาห์ที่ 6
สัปดาห์ที่ 6
สัปดาห์ที่ 7
สัปดาห์ที่ 7
สัปดาห์ที่ 8
สัปดาห์ที่ 8
สัปดาห์ที่ 9
สัปดาห์ที่ 9
สัปดาห์ที่ 10
สัปดาห์ที่ 10
สัปดาห์ที่ 11
สัปดาห์ที่ 11
สัปดาห์ที่ 12
สัปดาห์ที่ 12
สัปดาห์ที่ 13
สัปดาห์ที่ 13
สัปดาห์ที่ 14
สัปดาห์ที่ 14
สัปดาห์ที่ 15
สัปดาห์ที่ 15
สัปดาห์ที่ 16
สัปดาห์ที่ 16
สัปดาห์ที่ 17
สัปดาห์ที่ 17
สัปดาห์ที่ 18
สัปดาห์ที่ 18
สัปดาห์ที่ 19
สัปดาห์ที่ 19
สัปดาห์ที่ 20
สัปดาห์ที่ 20
สัปดาห์ที่ 21
สัปดาห์ที่ 21
สัปดาห์ที่ 22
สัปดาห์ที่ 22
สัปดาห์ที่ 23
สัปดาห์ที่ 23
สัปดาห์ที่ 24
สัปดาห์ที่ 24
สัปดาห์ที่ 25
สัปดาห์ที่ 25
สัปดาห์ที่ 26
สัปดาห์ที่ 26
สัปดาห์ที่ 27
สัปดาห์ที่ 27
สัปดาห์ที่ 28
สัปดาห์ที่ 28
สัปดาห์ที่ 29
สัปดาห์ที่ 29
สัปดาห์ที่ 30
สัปดาห์ที่ 30
สัปดาห์ที่ 31
สัปดาห์ที่ 31
สัปดาห์ที่ 32
สัปดาห์ที่ 32
สัปดาห์ที่ 33
สัปดาห์ที่ 33
สัปดาห์ที่ 34
สัปดาห์ที่ 34
สัปดาห์ที่ 35
สัปดาห์ที่ 35
สัปดาห์ที่ 36
สัปดาห์ที่ 36
สัปดาห์ที่ 37
สัปดาห์ที่ 37
สัปดาห์ที่ 38
สัปดาห์ที่ 38
สัปดาห์ที่ 39
สัปดาห์ที่ 39
สัปดาห์ที่ 40
สัปดาห์ที่ 40

สัปดาห์ที่ 1

คุณยังไม่ได้ตั้งครรภ์สักทีเดียว

แบ่งปัน

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 1 ของการตั้งครรภ์

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หรือครอบครัวที่เตรียมมีลูก เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ว่าที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องอยากรู้แน่นอนก็คือ พัฒนาการของทารกในครรภ์ในแต่ละช่วงเวลา นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับ พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 1

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 1 ของการตั้งครรภ์

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 1

ทารกในครรภ์ จะเติบโตอย่างไร

ในช่วงสัปดาห์แรกคุณแม่อาจจะสับสน เนื่องจากไม่รู้วันเวลาที่แน่ชัดในช่วงวันไข่ตก แต่คุณหมอจะคำนวณวันคลอดโดยเริ่มนับจากวันแรกที่มีรอบเดือนครั้งล่าสุด โดยอายุการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 40 สัปดาห์

แต่สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์บางคนอาจมีอายุครรภ์ได้ตั้งแต่ 38-42 สัปดาห์ โดยคุณหมอจะไม่ยอมให้มีการตั้งครรภ์นานเกิน 42 สัปดาห์โดยเด็ดขาด

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ขณะการตั้งครรภ์ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ในช่วงเวลานี้ร่างกายจะเตรียมความพร้อมสำหรับการตกไข่ ซึ่งก็คือ ในช่วงวันที่ 12-14 ของการมีประจำเดือน การตกไข่ คือ การปล่อยไข่สุกออกจากรังไข่มาตามหลอดมดลูกและพร้อมสำหรับการปฎิสนธิ

ถ้าวางแผนที่จะมีการตั้งครรภ์ ช่วงเวลาเหมาะที่สุดที่ควรให้ไข่ปฏิสนธิกับอสุจิ คือ ประมาณ 2 สัปดาห์นับจากวันตกไข่

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

ในสัปดาห์นี้ยังไม่มีอะไรน่าห่วง คุณแม่เพียงแค่ต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และรับประทานวิตามินที่ช่วยบำรุงร่างกายก่อนคลอดด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดโฟลิค เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (Neural Tube Defect หรือ NTD) ซึ่งเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดของระบบประสาทส่วนกลางและไขสันหลัง อันเนื่องมาจากการเจริญเติบโตของสมองหรือเส้นประสาทไม่สมบูรณ์ ทำให้ทารกที่เกิดมาเป็นโรคความบกพร่องของกระดูกสันหลัง เช่น กระดูกสันหลังโหว่

โดยปริมาณกรดโฟลิคที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับในแต่ละวัน คือ ประมาณ 400 ไมโครกรัม และอาจต้องมากกว่านี้ หากเคยมีประวัติเป็นโรคความบกพร่องของกระดูกสันหลัง

การพบคุณหมอ

ควรปรึกษาคุณหมออย่างไรบ้าง

หากวางแผนสำหรับการตั้งครรภ์ ควรปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับยาที่รับประทานอยู่ เนื่องจากการใช้ยาอาจมีผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ แต่ไม่ควรหยุดการใช้ยาโดยไม่ปรึกษาคุณหมอก่อน

คำถามสำหรับถามคุณหมอ

  • สามารถใช้ยาตามใบสั่งแพทย์หรือยาที่ซื้อเองระหว่างการตั้งครรภ์หรือไม่
  • ควรปฏิบัติตนก่อนการตั้งครรภ์อย่างไร
  • จำเป็นต้องได้รับวัคซีนอะไรก่อนการตั้งครรภ์หรือไม่

การทดสอบที่ควรรู้

เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการมีลูกน้อย คุณหมอจะเตรียมการตรวจร่างกายดังต่อไปนี้

  • การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear) เพื่อใช้ตรวจหาปัจจัยที่อาจเป็นตัวขัดขวาง การตั้งครรภ์ ได้
  • การตรวจหาความผิดปกติในดีเอ็นเอ (Genetic Testing) เพื่อช่วยป้องกันความบกพร่องทางยีนที่อาจถ่ายทอดสู่ลูกได้ เช่น โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle Cell Disease) ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) โรคที่สืบทอดมาจากยีนผิดปกติ (Tay-Sachs)
  • การตรวจเลือด เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงโรคหัดเยอรมันและโรคอีสุกอีใส เพื่อพิจารณาดูว่าต้องให้วัคซีน หรือการรักษาก่อนการตั้งครรภ์หรือไม่

การตรวจสอบต่าง ๆ นี้ ช่วยให้คุณหมอสามารถแนะแนวทางในการเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ได้

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

คุณแม่อาจสงสัยว่า ต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ในระหว่างการตั้งครรภ์ เพราะในช่วงที่ตั้งครรภ์ ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลง ทำให้เสี่ยงติดเชื้อโรค และเกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ฉะนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์จึงจำเป็นต้องปรึกษาคุณหมอเรื่องการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่าง ๆ ได้แก่

  • วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน (MMR)

โรคหัดเป็นโรคจากเชื้อไวรัส อาการและสัญญาณของโรค คือ มีไข้อ่อน ๆ ไอ มีน้ำมูก และหลังจากนั้น 2-3 วัน อาจเกิดผื่นแดง ส่วนโรคคางทูมก็เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเช่นกัน หากเป็นโรคคางทูม จะทำให้ต่อมน้ำลายบวม

หากคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นโรคนี้ ก็อาจเสี่ยงต่อการแท้งลูกได้ ไวรัสหัดเยอรมันทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัด แตกต่างกันตรงที่หากเป็นหัดเยอรมันอาจมีผื่นคันตามมา โดยในช่วง 3 เดือนแรกหลังคลอด 85 % ของทารกที่เกิดจากคุณแม่ที่ติดเชื้อไวรัสหัดเยอรมัน มักมีอาการร้ายแรง เช่น สูญเสียการได้ยิน พิการทางสติปัญญา

อย่างไรก็ตาม วัคซีนนี้อาจเป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ โดยปกติ เมื่อฉีดวัคซีนแล้วต้องรอ 1-3 เดือนก่อนจึงจะตั้งครรภ์ได้

โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ทำให้มีไข้และผื่นคัน โดยในช่วง 5 เดือนแรกของทารกที่เกิดจากคุณแม่ที่เป็นอีสุกอีใสระหว่างตั้งครรภ์อาจมีความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น พิการ เป็นอัมพาต หากคุณแม่ที่เป็นโรคอีสุกอีใสช่วงใกล้คลอด ก็อาจส่งผลกระทบกับทารกในครรภ์ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม วัคซีนนี้อาจเป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ จึงควรปรึกษาคุณหมอก่อนตั้งครรภ์

  • วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

หากเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ในขณะตั้งครรภ์ อาจเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคปอดบวม ซึ่งถือเป็นโรคร้ายแรงที่อันตรายถึงชีวิต และเพิ่มความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เมื่อมีการตั้งครรภ์ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ถือเป็นวัคซีนที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับทารกในครรภ์ เนื่องจากผลิตจากเชื้อไวรัสที่ตายแล้ว โดยมีหลักฐานยืนยันว่าการได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้คุณแม่ แต่ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ทารกที่เกิดมาด้วย

เนื่องจากเด็กจะได้รับสารภูมิต้านทานจากคุณแม่ และเมื่อคุณแม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี โอกาสที่ทารกแรกเกิดติดโรคไข้หวัดใหญ่ก็จะมีน้อยลง อย่างไรก็ตาม คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประเภทชนิดพ่นจมูก เพราะทำจากไวรัสที่มีชีวิต

แล้วมาดูกันว่า ในสัปดาห์ต่อไป คุณแม่ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และทารกในครรภ์จะมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง

สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดยทีม Hello คุณหมอ
เขียนโดย ออมสิน แสนล้อม · แก้ไขล่าสุด 31/03/2025