home

คุณมีข้อกังวลอะไร

close
ไม่ถูกต้อง
เข้าใจยาก
อื่น ๆ

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้

เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ เหล่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายๆ คนคงจะพยายามศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในบางครั้ง ข้อมูลและความเชื่อที่ได้ยินมานั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสมอไป วันนี้ Hello คุณหมอ ได้รวบรวม 4 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้ เพื่อจะได้ทำความเข้าใจกันใหม่ค่ะ

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ที่ควรรู้

ความเชื่อที่ 1 การกินอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากๆ ในช่วงตั้งครรภ์ อาจทำให้ลูกแพ้อาหารเหล่านั้น

บางคนอาจจะเคยได้ยินว่า หากในช่วงที่กำลังท้องอยู่ คุณแม่กินอาหารบางอย่างมากๆ เช่น ถั่ว นม หรือกุ้ง อาจทำให้ลูกที่เกิดมามีอาการแพ้ต่ออาหารเหล่านั้นได้ ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ผิด การรับประทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงตั้งครรภ์มากๆ นั้นไม่ได้ส่งผลอะไรต่อทารกในครรภ์ เว้นเสียแต่ว่าตัวคุณแม่จะมีโรคภูมิแพ้ต่ออาหารเหล่านั้นอยู่ก่อนแล้ว

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารอย่างไม่สมดุล นั้นอาจไม่เป็นผลดีทั้งต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ได้ คุณแม่ควรเลือกรับประทานอาหารอย่างพอเหมาะ รับประทานอย่างหลากหลาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งต่อคุณแม่และลูกน้อย

ความเชื่อที่ 2 คุณแม่ควรกินอาหารเผื่อลูกในท้อง

เมื่อตั้งครรภ์ คุณแม่หลายคนอาจจะเริ่มบำรุงร่างกาย และรับประทานอาหารให้มากขึ้น เพราะเชื่อว่าจะเป็นการกินเผื่อลูกน้อยที่อยู่ในท้อง แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์นั้นควรจะได้รับแคลอรี่ที่เพียงพอต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ แต่ก็ไม่ควรจะรับประทานอาหารมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายทั้งต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ได้

มีงานวิจัยที่พบว่า คุณแม่ที่รับประทานอาหารมากเกินไปขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้คุณแม่มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และโรคหัวใจ ในขณะที่เด็กทารกที่เกิดมาก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอีกด้วย

คุณแม่ควรค่อยๆ เพิ่มปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับไปในแต่ละไตรมาสของการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ก็ควรเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ และดีต่อสุขภาพ

ความเชื่อที่ 3 คุณจะไม่ตั้งท้อง หากมีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือน

บางคนอาจจะมีความเชื่อว่า การมีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือนนั้นจะไม่ทำให้ตั้งครรภ์ เพราะเชื่อว่าเลือดประจำเดือน จะช่วยล้างเชื้ออสุจิให้ออกไป หรือไข่ที่ปฏิสนธิจะไม่มีที่ให้เกาะ แล้วไหลออกไปพร้อมกับประจำเดือน

ความจริงแล้วการมีเซ็กส์ขณะมีประจำเดือนนั้นยังมีโอกาสทำให้ตั้งครรภ์ได้ เพราะการตั้งครรภ์นั้นจะขึ้นอยู่กับการตกไข่ ไม่ใช่การมีประจำเดือน ผู้หญิงบางคนที่มีรอบประจำเดือนสั้น และมีการตกไข่ในช่วงวันท้ายๆ ของการมีประจำเดือน ก็อาจทำให้เชื้ออสุจิสามารถปฏิสนธิกับไข่ แล้วฝังตัวพัฒนาเป็นตัวอ่อนได้อยู่ดี

ความเชื่อที่ 4 ผู้หญิงที่ท้องอยู่ไม่ควรออกกำลังกาย

เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์อยู่ควรหลีกเลี่ยงการออกแรงอย่างหนัก จนอาจทำให้หลายคนเข้าใจไปว่า ไม่ควรออกแรงหรือออกกำลังกายเลยแม้แต่น้อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายได้ แถมแพทย์ส่วนใหญ่ก็มักจะแนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ออกกำลังกายเบาๆ ขณะตั้งครรภ์อีกด้วย

การออกกำลังกายในช่วงตั้งครรภ์ จะช่วยให้คุณแม่มีสุขภาพที่ดี ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนในช่วงตั้งครรภ์ เช่น โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ อีกทั้งยังทำให้คุณแม่รู้สึกกระฉับกระเฉงอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่มีปัญหาสุขภาพบางอย่าง แพทย์ก็อาจจะแนะนำไม่ให้ออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์ได้ เช่น

  • โรคหอบหืด
  • โรคหัวใจ
  • โรคเบาหวาน
  • มีเลือดออกกระปริดกระปรอย
  • เคยคลอดก่อนกำหนด
  • เคยแท้งบุตร หรือมีความเสี่ยงที่จะแท้งบุตร
  • มีมดลูกอ่อนแอ

คุณแม่ควรปรึกษากับคุณหมอ ก่อนเริ่มต้นโปรแกรมการออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์ แพทย์จะสามารถช่วยตรวจดูร่างกายของคุณแม่ว่าเหมาะสำหรับการออกกำลังกายหรือไม่ และสามารถช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ได้อีกด้วย

เครื่องมือคำนวณการตกไข่

เครื่องมือคำนวณการตกไข่

ติดตามรอบการมีประจำเดือนของคุณ เพื่อดูวันที่เหมาะสมที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์หรือคุมกำเนิด

เครื่องมือคำนวณการตกไข่

ติดตามรอบการมีประจำเดือนของคุณ เพื่อดูวันที่เหมาะสมที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์หรือคุมกำเนิด

เครื่องมือคำนวณการตกไข่

ระยะเวลารอบเดือน

(วัน)

28

ช่วงมีประจำเดือน

(วัน)

7

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย พลอย วงษ์วิไล แก้ไขล่าสุด 31/08/2020
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ