brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน

แบ่งปัน

เด็กทารก กับโภชนาการที่เหมาะสมและปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย

เด็กทารก หมายถึง เด็กในช่วงอายุ 0-12 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กมีพัฒนาการทั้งด้านร่างกายและการเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวอย่างรวดเร็ว คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตพัฒนาการ รวมถึงสิ่งผิดปกติต่าง ๆ ที่อาจเกิดกับลูกน้อย ทั้งเรื่องการเจริญเติบโต การรับประทานอาหาร การสื่อสาร หากพบความผิดปกติใด ๆ ควรรีบปรึกษากุมารแพทย์ เพื่อรักษาหรือรับมือได้อย่างทันท่วงที

เด็กทารก กับโภชนาการที่เหมาะสมและปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย

เด็กทารก คือช่วงวัยใด 

เด็กทารก หมายถึง เด็กในช่วงอายุ 0-12 เดือน เด็กวัยนี้จะมีพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อย่างน้ำหนักและส่วนสูง รวมถึงพัฒนาการด้านการเรียนรู้ที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเดือน เช่น การพลิกคว่ำ การนั่ง การยืน การก้าวเดินครั้งแรก การส่งเสียงอ้อแอ้ การยิ้ม การหัวเราะ โดยปัจจัยที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการเด็ก ได้แก่ สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู และโภชนาการ

อย่างไรก็ตาม เด็กทารกบางคนอาจมีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตเด็กทารกอยู่เสมอ เพราะอาจมีสัญญาณเตือนบางอย่างว่าเด็กมีความบกพร่องด้านใดด้านหนึ่ง จึงส่งผลให้มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน

พัฒนาการเด็กทารก 

พัฒนาการที่สำคัญของทารกในแต่ละเดือน มีดังต่อไปนี้ 

พัฒนาการด้านน้ำหนักและส่วนสูง 

ส่วนสูงและน้ำหนักของเด็กทารกควรอยู่ในเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(หากตัวเลขคลาดเคลื่อนจากตารางนี้เล็กน้อย อาจสังเกตโดยใกล้ชิดไปก่อนสัก 1-2 เดือน แต่หากตัวเลขต่างจากเกณฑ์มาก แนะนำให้พาเด็กทารกไปตรวจกับกุมารแพทย์ทันที)

อายุ

น้ำหนักชายน้ำหนักหญิงส่วนสูงชายส่วนสูงหญิง

1 เดือน

4.5 กก.4.2 กก.54.7 ซม.53.7 ซม.

2 เดือน

5.6 กก.

5.1 กก.

58.4 ซม.

57.1 ซม.

3 เดือน

6.4 กก.5.8 กก.61.4 ซม.

59.8 ซม.

4 เดือน

7.0 กก.6.4 กก.63.9 ซม.

62.1 ซม.

5 เดือน

7.5 กก.6.9 กก.65.9 ซม.

64.0 ซม.

6 เดือน

7.9 กก.7.3 กก.67.6 ซม.

65.7 ซม.

7 เดือน

8.3 กก.7.6 กก.69.2 ซม.

67.3 ซม.

8 เดือน

8.6 กก.7.9 กก.70.6 ซม.

68.7 ซม.

9 เดือน8.9 กก.8.2 กก.72.0 ซม.

70.1 ซม.

10 เดือน9.2 กก.8.5 กก.73.3 ซม.

71.5 ซม.

11 เดือน9.4 กก.8.7 กก.74.5 ซม.

72.8 ซม.

12 เดือน9.6 กก.8.9 กก.75.7 ซม.

74.0 ซม.

พัฒนาการด้านการเรียนรู้

เด็กทารกอายุ 1-3 เดือน 

  • สามารถยกและหันศีรษะได้ขณะนอนหงาย
  • เริ่มเอามือเข้าปาก และเอื้อมมือคว้าวัตถุที่ห้อยอยู่
  • มองตามสิ่งที่เคลื่อนไหว 
  • ใช้เสียงเพื่อส่งสัญญาณความต้องการ เช่น ความหิว ความเจ็บปวด เป็นต้น

เด็กทารกอายุ 4-6 เดือน

  • เริ่มพลิกตัวจากหน้าไปหลัง หรือหลังมาหน้า (คว่ำ/หงาย)
  • นั่งเองโดยไม่ต้องประคองได้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ 
  • เอื้อมมือคว้าสิ่งของต่าง ๆ ได้
  • แสดงอารมณ์ท่าทาง เช่น ยิ้ม หัวเราะ ดีใจ ขัดใจ เริ่มส่งเสียง เพื่อส่งสัญญาณบางอย่างให้คุณพ่อ คุณแม่รับรู้
  • ควบคุมกล้ามเนื้อตาได้ดีขึ้น มองเห็นได้ไกลขึ้น

เด็กทารกอายุ 7-9 เดือน

  • เริ่มหัดคลาน 
  • นั่งได้มั่นคงโดยไม่ต้องประคองได้นานขึ้น
  • เริ่มมีการส่งเสียงเป็นคำพยางค์เดียว เช่น พ่อ แม่ 
  • เล่นจ๊ะเอ๋ ปรบมือ มองหาของที่ซ่อนเอาไว้ 

เด็กทารกอายุ 10-12 เดือน

  • เริ่มเรียนรู้ที่จะยืนด้วยตนเอง โดยการเกาะยืนแล้วเริ่มอยากก้าวเดิน
  • พูดคำที่มี 1 พยางค์ได้ 1-2 คำ
  • เริ่มเข้าใจ และเลียนแบบท่าทางต่าง ๆ เช่น โบกมือบ๊ายบาย
  • เริ่มดื่มน้ำ หรือใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้คีบอาหารชิ้นเล็ก ๆ กินเองได้ 

โภชนาการสำหรับเด็กทารก

อาหารที่จำเป็นสำหรับเด็ก คือ นมแม่ เพราะน้ำนมแม่มีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของทารกค่อนข้างครบถ้วน เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 แคลเซียม เหล็ก ไอโอดีน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเด็กทารกเจริญเติบโตขึ้น สารอาหารในน้ำนมแม่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงแนะนำให้เริ่มอาหาร 1 มื้อควบคู่กับการรับประทานนมแม่เมื่อทารกอายุประมาณ 4-6 เดือนขึ้นไป (ปรึกษากุมารแพทย์ตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละคน) โดยสารอาหารที่เด็กทารกต้องการเพิ่มเพื่อการเจริญเติบโต มีพัฒนาการที่สมวัย และมีสุขภาพดี มีดังนี้ 

  • แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน 
  • ไขมัน มีส่วนช่วยในการพัฒนาของสมอง ช่วยให้ผิวและผมให้แข็งแรง ทั้งยังอาจช่วยป้องกันการติดเชื้อ 
  • ธาตุเหล็ก ช่วยพัฒนาสมอง และเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือด 
  • โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย 
  • สังกะสีช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ในร่างกาย และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ 
  • วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ผิว ผม และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย 
  • วิตามินบี 6 ช่วยบำรุงเซลล์สมอง และระบบภูมิคุ้มกัน
  • วิตามินบี 12 ช่วยบำรุงเซลล์ประสาทและเซลล์เม็ดเลือด 
  • วิตามินซี ช่วยสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมถึงอาจช่วยป้องกันการติดเชื้อ 
  • วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากอาหาร
  • วิตามินเค ช่วยทำให้เลือดแข็งตัว 

คุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษาคุณหมอประจำตัวเด็ก หรือนักโภชนาการเด็กในแต่ละวัย เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเหมาะสมที่สุด 

โรคและปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในเด็กทารก

อาการที่อาจพบได้บ่อยในเด็กทารก เช่น 

  • ท้องอืด อาจเกิดจากระบบทางเดินอาหารของเด็กทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงย่อยโปรตีนและแลคโตสได้ไม่ดีนัก หรืออาจเกิดจากการไม่ได้ไล่ลมให้เด็กเรอออกมาหลังดื่มนม
  • ไอหรือสำลักนมแม่ หากเด็กทารกดูดนมแม่เร็วเกินไป อาจทำให้ไอหรือสำลักได้ ซึ่งอาจเป็นผลจากการที่น้ำนมแม่ไหลเร็วและแรง ส่วนใหญ่แล้วอาการนี้จะหายไปเมื่อเด็กดูดนมแม่เสร็จแล้ว แต่หากอาการไม่หายไปหรือมีอาการเรื้อรัง ควรปรึกษาคุณหมอ เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าปอดหรือทางเดินอาหารของเด็กทารกมีปัญหา
  • ร้องไห้หนัก เด็กทารกมักร้องไห้โดยไม่ทราบสาเหตุ หากทารกร้องไห้แม้จะกินอิ่ม เรอ และสวมผ้าอ้อมที่สะอาดแล้ว อาจใช้วิธีอุ้มทารกไว้และพูดคุยหรือร้องเพลงให้ฟังจนกว่าทารกจะหยุดร้องไห้
  • การนอนหลับ เด็กทารกมักตื่นนอนทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง กินอิ่ม ร่าเริง และตื่นตัวในตอนกลางวัน ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าหากเด็กทารกไม่ค่อยตื่นตัว ดูเหนื่อยล้า ไม่ตื่นมากินอาหาร หรือไม่อยากอาหาร ควรปรึกษาคุณหมอ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการเจ็บป่วยที่รุนแรงได้ 
  • ถ่ายอุจจาระผิดปกติ อุจจาระสีดำหรือสีเขียวเข้ม หรือที่เรียกว่า ขี้เทา เป็นอุจจาระครั้งแรกของทารก ทารกจำเป็นต้องขับขี้เทาออกจากลำไส้ให้หมดภายใน 2-3 วันหลังคลอด หากไม่ถ่ายขี้เทาออกมาภายใน 48 ชั่วโมงแรก อาจมีปัญหาลำไส้อุดตัน นอกจากนี้ หากอุจจาระทารกเป็นสีแดง หรือถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นสัญญาณว่าทารกมีแผลบริเวณทวารหนักจากการถ่ายอุจจาระ บางกรณีอาจมีเลือดออกภายในลำไส้ หากปริมาณเลือดไม่เยอะและเป็นเพียง 1 ครั้ง โดยทั่วไปมักไม่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม หากมีอาการต่อเนื่อง หรือปริมาณเลือดออกมาก ควรแจ้งคุณหมอเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด 
  • บาดเจ็บจากการคลอด ปัจจัยบางประการ เช่น ทารกตัวใหญ่ คลอดยาก ใช้ระยะเวลาในการทำคลอดนาน อาจทำให้เด็กทารกบาดเจ็บจากการคลอด เช่น กระดูกไหปลาร้าหัก ซึ่งอาจสามารถรักษาได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ ทั้งนี้ต้องได้รับการดูแลรักษาโดยกุมารแพทย์/ศัลยแพทย์กระดูกและข้อร่วมด้วย
  • Blue Baby เป็นโรคที่ทำให้ผิวหนังของทารกเปลี่ยนเป็นสีฟ้า หรือม่วงอ่อน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่า หัวใจ หรือปอดทำงานผิดปกติ หรือได้รับออกซิเจนในเลือดไม่เพียงพอ หากมีภาวะนี้ควรรีบพาเด็กทารกไปพบคุณหมอทันที
  • ดีซ่าน “บิลิรูบิน” เป็นสารสีเหลืองที่ถูกเปลี่ยนมาจากฮีโมโกลบินในเลือด ผ่านกระบวนการที่ตับและขับออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะและอุจจาระ โดยปกติตับจะขับบิลิรูบินออกจากร่างกาย แต่สำหรับทารกในช่วง 2-3 วันหลังคลอด ตับยังทำงานไม่เต็มที่ ส่งผลให้ระดับบิลิรูบินในเลือดสูงเกินไป จึงอาจทำให้ทารกมีภาวะตัวเหลือง หรือที่เรียกว่าดีซ่าน
  • ปัญหาเกี่ยวกับสะดือ เช่น มีเลือดออกจากสะดือ หากมีเลือดออกมาก ควรรีบพาทารกไปพบคุณหมอทันที เพราะอาจเกิดการติดเชื้อ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ทารกอาจมีปัญหาสะดืออักเสบเรื้อรัง ทำให้สะดือแฉะอยู่ตลอดเวลา ภาวะนี้มักหายภายในประมาณ 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้นภายในเวลาดังกล่าว หรืออาการแย่ลง ควรรีบพาทารกไปพบคุณหมอทันที

ข้อควรระวังในการดูแลเด็กทารก

  • หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ล้างขวดนมและจุกนมแล้วนึ่งหรืออบฆ่าเชื้อให้สะอาดอยู่เสมอ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังไม่แข็งแรงพอ จึงเสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย 
  • ไม่ควรวางเด็กทารกบนเตียงสูง เพราะอาจทำให้ตกเตียงได้ และพยายามให้เด็กทารกนอนหงาย เพราะหากนอนคว่ำหน้าอาจทำให้หายใจไม่ออก เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้
  • ไม่ควรเขย่าตัวเด็กทารกแรง ๆ หรือโยนเด็กทารกขึ้นกลางอากาศ เพราะกล้ามเนื้อคอยังอ่อนแอไม่สามารถรองรับศีรษะได้ อีกทั้งการเขย่าทารกแรง ๆ อาจส่งผลกระทบต่อสมอง ทำให้เลือดออกที่เยื่อหุ้มสมอง อาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้ทารกเสียชีวิตได้ 
  • ระวังอย่าให้เด็กคว้าของเล่น วัตถุต่าง ๆ รวมถึงอาหารแข็งหรืออาหารชิ้นใหญ่เข้าปาก เพราะอาจติดคอหรือทำให้สำลักได้
  • ปกป้องเด็กทารกจากควันบุหรี่ เพราะทารกอาจแพ้ควัน ที่สำคัญ ควันบุหรี่ยังส่งผลร้ายต่อสุขภาพของเด็กด้วย
medical
แพทย์หญิงอนงค์พร ผาภูมิ
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย
พ่อแม่เลี้ยงลูก · โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช (ศรีนครินทร์)
เขียนโดย นนทกร บัณฑิตสินทรัพย์ · แก้ไขล่าสุด 27/04/2023