คูมาดิน® (Coumadin®)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 9 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้

คูมาดิน® (ยาวาร์ฟาริน) ใช้สำหรับ

คูมาดิน® (Coumadin®) เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant) ประกอบด้วยตัวยาสำคัญคือ ยาวาร์ฟาริน (Warfarin) ซึ่งช่วยลดการสร้างลิ่มเลือด

คูมาดิน® ใช้เพื่อรักษาหรือป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำหรือหลอดเลือดแดง ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือภาวะที่รุนแรงอื่นๆ ได้

คูมาดิน® ยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นนอกจากที่อยู่ในคู่มือการใช้ยาได้อีกด้วย

วิธีใช้คูมาดิน® (ยาวาร์ฟาริน)

รับประทานคูมาดิน® พร้อมกับอาหารหรือรับประทานแยกต่างหาก ตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ควรทำตามวิธีการใช้ยาทั้งหมดบนฉลากยา ในบางครั้งแพทย์อาจจะเปลี่ยนขนาดยาเพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้รับผลที่ดีที่สุด อย่าใช้ยานี้ในขนาดที่มากกว่า น้อยกว่า หรือนานกว่าที่แพทย์กำหนด

ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากยา เพื่อให้จำง่ายขึ้น ควรรับประทานในเวลาเดียวกันทุกวัน

ขณะที่กำลังใช้ยานี้ คุณอาจจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจไอเอ็นอาร์ (INR) หรือการตรวจโปรทรอมบินไทม์ (prothrombin time) เพื่อวัดระยะเวลาในการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถระบุขนาดยาที่ดีที่สุดสำหรับคุณได้

หากคุณได้รับยาวาร์ฟารินที่โรงพยาบาล แพทย์อาจนัดให้คุณเข้ารับการตรวจไอเอ็นอาร์ภายในระยะเวลา 3-7 วันหลังจากกินยา

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณมีอาการป่วยพร้อมกับอาการท้องร่วง เป็นไข้ หนาวสั่น หรืออาการของไข้หวัด หรือน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง

คุณอาจจำเป็นต้องหยุดใช้คูมาดิน® เป็นเวลา 5-7 วันก่อนเข้ารับการผ่าตัดหรือทำฟัน หรืออาจต้องหยุดใช้ยานี้หากใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องรับการเจาะน้ำไขสันหลัง (spinal tap) หรือให้ยาระงับความรู้สึกผ่านทางไขสันหลัง (epidural)

การเก็บรักษาคูมาดิน® (ยาวาร์ฟาริน)

ควรเก็บคูมาดิน® ที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง หากมีข้อสงสัยควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งคูมาดิน® ลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้คูมาดิน® (ยาวาร์ฟาริน)

ก่อนใช้คูมาดิน® โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณมีภาวะดังต่อไปนี้

  • วางแผนตั้งครรภ์ กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่ตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • กำลังใช้ยาอื่นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น
  • แพ้สารออกฤทธิ์หรือไม่ออกฤทธิ์ของคูมาดิน® หรือยาอื่นๆ
  • มีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ

ไม่ควรใช้คูมาดิน® หากมีสภาะเหล่านี้

  • อาการเลือดออกผิดปกติทั้งตามกรรมพันธุ์หรือเกิดจากโรคใดๆ เช่น โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia)
  • เซลล์เม็ดเลือดผิดปกติ เช่น จำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงหรือเกล็ดเลือดต่ำ
  • มีเลือดในปัสสาวะหรืออุจจาระ หรือหากคุณเคยมีอาการไอเป็นเลือด
  • การติดเชื้อที่เยื่อบุของหัวใจ เช่น เยื่อบุหัวใจอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (bacterial endocarditis)
  • เลือดออกหรือมีแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
  • ความดันโลหิตสูง
  • เพิ่งผ่านการผ่าตัดหรือกำลังจะเข้ารับการผ่าตัดที่สมอง ไขสันหลัง หรือตา
  • เพิ่งได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ หลอดเลือดโป่งพอง (aneurysm) หรือมีเลือดออกในสมอง
  • ต้องเข้ารับการเจาะน้ำไขสันหลัง หรือให้ยาระงับความรู้สึกผ่านทางไขสันหลัง

คุณไม่ควรใช้คูมาดิน® หากคุณไม่มีความสามารถในการควบคุมการใช้ยา ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง (alcoholism) ปัญหาทางจิตเวช ภาวะสมองเสื่อม (dementia) หรือสภาวะที่คล้ายกัน

คูมาดิน® สามารถทำให้คุณมีอาการเลือดออกง่ายขึ้น โดยเฉพาะหากคุณมีภาวะดังนี้

  • เคยมีปัญหาเกี่ยวกับอาการเลือดออก
  • ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ
  • โรคไตหรือโรคตับ
  • โรคมะเร็ง
  • โรคที่ส่งผลกระทบกับหลอดเลือดในสมอง
  • เคยมีอาการเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
  • การผ่าตัดหรือการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน หรือหากคุณรับการฉีดยาแบบใดๆ
  • หากคุณอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • หากคุณมีอาการป่วยอย่างรุนแรงหรือร่างกายอ่อนแอ

คูมาดิน® สามารถทำให้เกิดความบกพร่องแต่กำเนิดได้ แต่การป้องกันลิ่มเลือดนั้นอาจสำคัญกว่าความเสี่ยงต่อเด็กทารก คุณอาจสามารถใช้ยานี้ในขณะตั้งครรภ์หากคุณมีลิ้นหัวใจเทียม ควรใช้การคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ขณะที่กำลังใช้ยานี้และอย่างน้อย 1 เดือนหลังจากการใช้ยาครั้งสุดท้าย โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณตั้งครรภ์

หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออกหรือการบาดเจ็บ ควรระมัดระวังอย่างมากขณะที่กำลังโกนขนหรือแปรงฟัน แม้จะหยุดใช้ยานี้แล้ว แต่อาการเลือดออกง่ายอาจจะยังคงอยู่อีกหลายวัน

สุรา เกรปฟรุต น้ำแครนเบอร์รี่ น้ำลูกยอ และน้ำทับทิมอาจมีปฏิกิริยากับคูมาดิน® และทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ จึงควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเหล่านี้ขณะใช้ยา

ไม่ควรเปลี่ยนแปลงอาหารที่รับประทานโดยไม่แจ้งให้แพทย์ทราบ อาหารที่มีวิตามินเคสูง เช่น ตับ ผักใบเขียว น้ำมันพืช อาจทำให้ยานี้มีประสิทธิภาพลดลงได้ หากอาหารเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการรับประทานอาหารของคุณ ควรรับประทานในปริมาณคงที่

โปรดสอบถามแพทย์ก่อนใช้ยาบรรเทาอาการปวด ข้ออักเสบ เป็นไข้ หรืออาการบวม เช่น ยาอะเซตามีโนเฟน ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ยานาพรอกเซน (naproxen) ยาเซเลโคซิบ (celecoxib) ยาไดโคลเฟเนค (diclofenac) ยาอินโดเมทาซิน (indomethacin) ยาเมโลซิแคม (meloxicam) เพราะอาจส่งผลต่อการเกิดลิ่มเลือด และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้คูมาดิน® (ยาวาร์ฟาริน)

ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป มีดังต่อไปนี้

  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • ปวดท้องระดับเบา
  • ท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร
  • การรับรสชาติเปลี่ยนไป

ติดต่อแพทย์ทันทีหากมีอาการดังนี้ 

  • มีอาการปวด บวม รู้สึกร้อนหรือเย็น ผิวหนัง หรือสีผิวเปลี่ยนแปลง
  • ปวดขาหรือเท้ากะทันหันและรุนแรง มีแผลที่เท้า นิ้วมือหรือนิ้วเท้าเป็นสีม่วง
  • ปวดศีรษะ วิงเวียน หรืออ่อนแรงเฉียบพลัน
  • มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย (เช่น กำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน) มีจุดสีม่วงหรือแดงใต้ผิวหนัง
  • เลือดไหลออกจากแผลหรือรอยที่ฉีดยาไม่หยุด
  • ผิวซีด รู้สึกหน้ามืดหรือหายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็ว รวบรวมสมาธิไม่ได้
  • ปัสสาวะสีคล้ำ ดีซ่าน (ดวงตาหรือผิวหนังเป็นสีเหลือง)
  • ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย
  • ชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ปวดท้อง ปวดหลัง หรือปวดบริเวณสีข้าง

รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินทันที หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีสัญญาณของอาการแพ้ ได้แก่ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ
  • มีอาการเลือดออกผิดปกติ หรืออาการเลือดไหลไม่หยุด คุณอาจจะมีอาการเลือดออกภายในร่างกาย เช่น ภายในกระเพาะอาหาร ลำไส้
  • มีเลือดในปัสสาวะ ปัสสาวะสีดำหรือสีเลือด
  • ไอเป็นเลือดหรืออาเจียนคล้ายกากกาแฟ

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

คูมาดิน® อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับคูมาดิน® ได้แก่

  • ยาป้องกันลิ่มเลือดอื่นๆ
  • ยารักษาการติดเชื้อ เช่น ยารักษาวัณโรค
  • อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของวิตามินเค
  • ยาต้านซึมเศร้า (antidepressant) เช่น ซิตาโลแพรม (citalopram) ดูลอกซิทีน (duloxetine) ฟลูออกซิทีน (fluoxetine) ฟลูโวซามีน (fluvoxamine) พารอกซิทีน (paroxetine) เซอร์ทราลีน (sertraline) เวนลาฟาซีน (venlafaxine) ไวลาโซโดน (vilazodone)
  • ยารักษาอาการชัก เช่น คาร์บาเมเซพีน (carbamazepine) ฟีโนบาร์บิทัล (phenobarbital) ฟีนีโทอิน (phenytoin)
  • ผลิตภัณฑ์จากพืช เช่น โคเอ็นไซม์ คิว10 (coenzyme Q10) แครนเบอร์รี่ เอ็กไคนาเซีย (echinacea) กระเทียม สารสกัดจากแปะก๊วย (ginkgo biloba) โสม โกลเด้นซีล (goldenseal) สมุนไพรเซนต์จอห์น (St. John’s wort)

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

คูมาดิน® อาจมีปฏิกิริยากับอาหาร หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

คูมาดิน® อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

โรคที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ ได้แก่

  • โรคเซลิแอค สปรู (Celiac sprue) ซึ่งเป็นความผิดปกติของลำไส้
  • โรคเบาหวาน
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว
  • ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (Overactive thyroid)
  • ความผิดปกติของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue) เช่น กลุ่มอาการมาร์แฟน (Marfan Syndrome) กลุ่มอาการโจเกร็น (Sjögren syndrome) โรคหนังแข็ง (scleroderma) โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) หรือโรคลูปัส (lupus)
  • ภาวะขาดลิ่มเลือดทางพันธุกรรม (hereditary clotting deficiency) เนื่องจากยานี้อาจทำให้อาการแย่ลงในช่วงแรก
  • หากคุณกำลังใช้ท่อสวน (catheter)
  • หากคุณเคยมีอาการเกล็ดเลือดต่ำหลังจากใช้ยาเฮพาริน (heparin)

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาของคูมาดิน® (ยาวาร์ฟาริน) สำหรับผู้ใหญ่

ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำอุดตัน (Venous Thromboembolism) รวมถึงภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน (deep venous thrombosis) และโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (PE)

ปรับขนาดยาเพื่อรักษาค่าไอเอ็นอาร์เป้าหมายที่ 2.5 (ช่วงไอเอนอาร์ 2.0-3.0) สำหรับระยะเวลาการรักษาทั้งหมด ระยะเวลาในการรักษานั้นขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงเกิดภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน และโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอดทุติยภูมิหรือแบบรักษาได้ แนะนำให้รักษาด้วยยาวาร์ฟารินเป็นเวลา 3 เดือน
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน และโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอดแบบไม่มีปัจจัยกระตุ้น (unprovoked) แนะนำให้รักษาด้วยคูมาดิน® เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน หลังจากรักษาไป 3 เดือน ควรประเมินความเสี่ยงและประโยชน์ของการรักษาในระยะยาวสำหรับผู้ป่วยอีกครั้ง
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน และโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอดแบบไม่มีปัจจัยกระตุ้นสองระยะ แนะนำให้ทำการรักษาด้วยคูมาดิน® ในระยะยาว
  • ผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดในระยะยาว ควรทำการประเมินความเสี่ยงและประโยชน์ของการรักษาต่อสำหรับผู้ป่วยเป็นระยะ

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation)

ปรับขนาดยาเพื่อรักษาค่าไอเอ็นอาร์เป้าหมายที่ 2.5 (ช่วงไอเอนอาร์ 2.0-3.0) สำหรับระยะเวลาการรักษาทั้งหมด ระยะเวลาในการรักษานั้นขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วที่ไม่เกี่ยวข้องกับลิ้นหัวใจที่มีอาการเป็นประจำหรือกำเริบทันทีและมีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง แนะนำให้ต้านการแข็งตัวของเลือดโดยใช้ยาวาร์ฟารินในระยะยาว ซึ่งวัดได้จาก
    • เคยมีภาวะสมองขาดเลือด (ischemic stroke) หรือภาวะขาดเลือดชั่วคราว (transient ischemic attack) หรือภาวะลิ่มเลือดอุดตันทั่วร่างกาย (systemic embolism)
    • หรือมีปัจจัยดังต่อไปนี้อย่างน้อย 2 ประการ
      • อายุมากกว่า 75 ปี
      • ห้องล่างซ้ายบีบตัวลดลงระดับปานกลางหรือรุนแรง และ/หรือหัวใจล้มเหลว
      • เคยมีภาวะความดันโลหิตสูง
      • เป็นโรคเบาหวาน
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วที่ไม่เกี่ยวข้องกับลิ้นหัวใจที่มีอาการเป็นประจำหรือกำเริบทันทีและมีความเสี่ยงสูงที่จะมีภาวะสมองขาดเลือด (มี 1 ปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้ อายุมากกว่า 75 ปี ห้องล่างซ้ายบีบตัวลดลงระดับปานกลางหรือรุนแรง และ/หรือหัวใจล้มเหลว เคยมีภาวะความดันโลหิตสูง หรือเป็นโรคเบาหวาน) แนะนำให้ต้านการแข็งตัวของเลือดโดยใช้ยาวาร์ฟารินในระยะยาว
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพริ้วและลิ้นหัวใจไมตรัลตีบ (mitral stenosis) แนะนำให้ต้านการแข็งตัวของเลือดโดยใช้ยาวาร์ฟารินในระยะยาว
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพริ้วและมีลิ้นหัวใจเทียม แนะนำให้ต้านการแข็งตัวของเลือดโดยใช้ยาวาร์ฟารินในระยะยาว อาจเพิ่มค่าไอเอ็นอาร์เป้าหมายและเพิ่มยาแอสไพรินโดยขึ้นอยู่กับชนิดและตำแหน่งของลิ้นหัวใจ และปัจจัยของผู้ป่วย

ลิ้นหัวใจแบบเทียมและแบบไบโอโพรสเทติก

  • สำหรับผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจเทียมแบบโลหะสองแผ่น (bileaflet mechanical valve) หรือลิ้นหัวใจเทียมเอียง (tilting disk valves) แบบโลหะหนึ่งแผ่น (Medtronic Hall) (มินนีแอโพลิส [Minneapolis] หรือเอ็มเอ็น [MN]) อยู่ในตำแหน่งเอออร์ตา (aortic position) ผู้ที่อยู่ในจังหวะไซนัส (sinus rhythm) และไม่มีการขยายตัวของหัวใจห้องบนซ้าย แนะนำให้รักษาด้วยยาฟารินเพื่อให้ได้รับค่าไอเอ็นอาร์เป้าหมายที่ 2.5 (ช่วง 2.0-3.0)
  • สำหรับผู้ที่มีลิ้นหัวใจเทียมแบบเอียงและลิ้นหัวใจเทียมแบบโลหะสองแผ่นในตำแหน่งไมทรัล (mitral position) แนะนำให้รักษาด้วยยาฟารินเพื่อให้ได้รับค่าไอเอ็นอาร์เป้าหมายที่ 3.0 (ช่วง 2.5-3.5)
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจแบบเคจบอล (caged ball) หรือเคดิสก์ (caged disk) แนะนำให้รักษาด้วยยาฟารินเพื่อให้ได้รับค่าไอเอ็นอาร์เป้าหมายที่ 3.0 (ช่วง 2.5-3.5)
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจแบบเนื้อเยื่อในตำแหน่งไมทรัล แนะนำให้รักษาด้วยยาฟารินเพื่อให้ได้รับค่าไอเอ็นอาร์เป้าหมายที่ 2.5 (ช่วง 2.0-3.0) เป็นเวลา 3 เดือน หากมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมสำหรับภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือด (thromboembolism) (ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพริ้ว ภาวะลิ่มเลือดหลุดอุดหลอดเลือดครั้งก่อน หรือหัวใจห้องล่างซ้านบกพร่อง) แนะนำค่าไอเอ็นอาร์เป้าหมายที่ 2.5 (ช่วง 2.0-3.0)

หลังจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Post-Myocardial Infarction)

  • สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (เช่น ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจส่วนหน้าขนาดใหญ่ตาย (large anterior MI) ผู้ที่มีโรคหัวใจล้มเหลวอย่างรุนแรง ผู้ที่มีลิ่มเลือดในหัวใจที่มองเห็นได้จากการการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านช่องอก (transthoracic echocardiography) ผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพริ้ว และผู้ที่มีเคยมีภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือด แนะนำให้รักษาร่วมกันระหว่างยาวาร์ฟารินความแรงปานกลาง (ค่าไอเอ็นอาร์ช่วง 2.0-3.0) ร่วมกับยาแอสไพรินขนาดต่ำ (น้อยกว่า 100 มก./วัน) เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือนหลังจากเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตาย

ขนาดยาคูมาดิน (ยาวาร์ฟาริน) สำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดวาร์ฟารินโซเดียม 1 มก.
  • ยารูปแบบไลโอฟิไลซ์สำหรับฉีด วาร์ฟารินโซเดียม 2 มก. ในสารละลาย 1 มล.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

อ่านเพิ่มเติม:

    บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

    ไบแลกซ์เทน® (Bilaxten®)

    ยา ไบแลกซ์เทน® (Bilaxten®) ใช้เพื่อรักษาอาการโรคตาแดง โรคภูมิแพ้ (ตามฤดูกาล) และลมพิษ ควรใช้ยาไบแล็กซ์เทน ตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยา

    ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
    Written by วรภพ ไกยเดช

    ดิสฟลาติล® (Disflatyl®)

    ดิสฟลาติล® (Disflatyl®) เป็นยาที่มีสรรพคุณที่ช่วยลดแก๊สในกระเพราะอาหาร และลำไส้ และยังมีส่วนช่วยเรื่องระบบทางเดินอาหารอื่นๆ อีกด้วย

    ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
    Written by วรภพ ไกยเดช

    ดัลโคแก๊ส® (Dulcogas®)

    ยา ดัลโคแก๊ส® (Dulcogas®) เป็นยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการจุกเสียด ท้องอืด และมีแก๊สในกระเพาะอาหาร ความอิ่มตัวโดยทั่วไปเรียกว่าก๊าซ เคี้ยว 1 หรือ 2 เม็ด

    ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
    Written by วรภพ ไกยเดช

    ดรามามีนสำหรับเด็ก (Dramamine For Kids)

    ยา ดรามามีนสำหรับเด็ก เป็นยาที่ใช้เพื่อลดอาการเมารถ เมาเรือ และเมาเครื่องบิน ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน และช่วยลดอาการวิงเวียนเมื่อขึ้นยานพาหนะ

    ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
    Written by วรภพ ไกยเดช

    Recommended for you

    บลิสเท็กซ์-blistex

    บลิสเท็กซ์® (Blistex®)

    ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
    Written by pimruethai
    Published on 06/01/2020 . 3 mins read
    บอนเจลลา-bonjela

    บอนเจลลา® (Bonjela®)

    ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
    Written by pimruethai
    Published on 06/01/2020 . 3 mins read
    บรินเทลเล็กซ์-Brintellix

    บรินเทลเล็กซ์® (Brintellix®)

    ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
    Written by pimruethai
    Published on 06/01/2020 . 4 mins read
    คาลิเมท-kalimate

    คาลิเมท® (Kalimate®)

    ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
    Written by pimruethai
    Published on 23/12/2019 . 4 mins read