home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

การอุดฟัน อีกหนึ่งวิธีแก้ไขปัญหาสุขภาพช่องปาก ที่คุณอาจยังไม่รู้จักดีพอ

การอุดฟัน อีกหนึ่งวิธีแก้ไขปัญหาสุขภาพช่องปาก ที่คุณอาจยังไม่รู้จักดีพอ

เมื่อเกิดปัญหาฟันผุ ฟันแตก หรือฟันบิ่น แพทย์จะนิยมรักษาด้วย การอุดฟัน ว่าแต่การอุดฟันมีกี่ประเภท มีความเสี่ยงอะไรบ้างที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจเข้ารับการอุดฟัน และหากอุดฟันมาแล้วคุณควรดูแลสุขภาพช่องปากอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด บทความนี้ของ Hello คุณหมอ มีคำตอบมาให้คุณแล้ว

การอุดฟัน คืออะไร

การอุดฟัน (Tooth Filling หรือ Dental Filling) เป็นวิธีบูรณะฟันรูปแบบหนึ่ง โดยการใช้วัสดุอุดรูหรือโพรงที่เสียหายหรือถูกทำลายจากฟันผุ อุบัติเหตุ หรือการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง เช่น กัดเล็บ กัดฟัน จนฟันแตก ฟันบิ่น เพื่อให้ฟันมีรูปทรงดังเดิม หรือคล้ายเดิมที่สุด และให้ฟันสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ประเภทของวัสดุอุดฟันที่นิยมใช้

ในปัจจุบันมีวัสดุอุดฟันหลากหลายประเภท โดยแพทย์จะเลือกใช้วัสดุอุดฟันประเภทใดก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาดและตำแหน่งของฟันที่ต้องการอุด คุณสมบัติของวัสดุอุดฟัน โดยวัสดุอุดฟันที่นิยมใช้กัน มีดังต่อไปนี้

อมัลกัม (Amalgam)

อมัลกัม หรือโลหะเข้าปรอท เป็นโลหะผสมที่ได้จากการผสมปรอทกับโลหะอื่น ๆ เช่น เงิน ทองแดง ดีบุก สังกะสี แต่ที่นิยมใช้ในการอุดฟัน จะเป็นโลหะผสมเงิน-ดีบุก ที่นำมาผสมกับปรอท เรียกว่า เงิน-ดีบุก อมัลกัม (Silver-tin amalgam) โดยทันตแพทย์จะผสมผงเงิน-ดีบบุกกับปรอทให้อยู่ในลักษณะนุ่ม ปั้นได้ แล้วจึงนำมาอุดในโพรงฟันที่เตรียมไว้ แล้วทิ้งไว้สักพักให้แข็งตัว นิยมใช้ในบริเวณที่มองเห็นได้ยาก เช่น ฟันหลัง ไม่เหมาะกับการอุดฟันหน้า เพราะสีและเนื้อแตกต่างกับฟันจริงมาก

อมัลกัมถือเป็นวัสดุอุดฟันที่แข็งแรงมาก ราคาไม่แพง และคนส่วนใหญ่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่หากเป็นหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร หรือเด็ก ทันตแพทย์อาจหลีกเลี่ยงการอุดฟันด้วยวัสดุนี้ เพราะการสัมผัสกับปรอท อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

เรซินคอมโพสิต (Composite Resin)

เรซินคอมโพสิต บางครั้งเรียกว่า คอมโพสิตเรซิน หรือวัสดุอุดฟันแบบฉายแสง เป็นวัสดุจำพวกพลาสติก มีสีขาว หรือสีเหมือนเนื้อฟัน เมื่ออุดฟันแล้ว จะให้สีและความรู้สึกที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าอมัลกัม นิยมใช้ในการอุดโพรงฟันขนาดเล็ก

แต่ข้อเสียก็คือ ราคาค่อนข้างแพงกว่าอมัลกัม และอาจไม่เหมาะกับการใช้อุดฟันหลัง เพราะฟันซี่เหล่านั้นต้องถูกบดทับค่อนข้างมาก หากอุดฟันหลัง จะมีอายุการใช้งานไม่นานนัก โดยทั่วไปคือ ประมาณ 3-10 ปี นอกจากนี้ เรซินคอมโพสิตยังอาจดูดซึมสีของอาหารและเครื่องดื่มที่มีสีเข้ม เช่น ชา กาแฟ ไวน์ รวมถึงคราบบุหรี่ได้ค่อนข้างง่ายด้วย

กลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ (Glass Ionomer Cement)

กลาสไอโอโนเมอร์ หรือกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ เป็นวัสดุอุดฟันที่มีสีขาวคล้ายเรซินคอมโพสิต แต่มีความโปร่งแสงมากกว่า ข้อดีของกลาสไอโอโนเมอร์ก็คือ สามารถปล่อยฟลูออไรด์ออกมาเพื่อช่วยป้องกันฟันผุในอนาคต และลดอาการเสียวฟันได้ แต่ข้อเสียคือ ไม่เหมาะกับการใช้อุดฟันซี่ที่ได้รับแรงกดทับมาก หรือฟันน้ำนม เพราะไม่แข็งแรงทนทานเท่าวัสดุอุดฟันชนิดอื่น ๆ โดยอายุการใช้งานของกลาสไอโอโนเมอร์จะอยู่ที่ประมาณ 5 ปี

ทองและพอร์ซเลน

การอุดฟันด้วยทองและพอร์ซเลน จำเป็นต้องเตรียมหรือขึ้นรูปในห้องปฏิบัติการ ก่อนทันตแพทย์จะทำไปอุดฟันตัวฟันบริเวณที่ต้องการ ข้อดีของการอุดฟันด้วยทองคำคือ แข็งแรงทนทาน ทนการสึกกร่อนได้ดีมาก ส่วนใหญ่มีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 15-20 ปี และไม่เป็นพิษต่อร่างกาย แต่ราคาก็สูงมากเช่นกัน อีกทั้งทองยังเป็นโลหะที่นำความร้อนและความเย็น จึงอาจทำให้ระคายเคืองได้

ส่วนพอร์ซเลน เป็นวัสดุอุดฟันจำพวกเซรามิก ซึ่งแข็งและเปราะมาก จึงไม่เหมาะกับการใช้อุดฟันคู่สบ หรือฟันบดเคี้ยว เช่น ฟันกราม เพราะจะทำให้สึกกร่อนได้ง่าย ทั้งยังมีราคาแพงมากพอ ๆ กับการอุดฟันด้วยทองคำ แต่ข้อดีก็คือ ทนทานต่อคราบ จึงเปลี่ยนสีได้ยาก และสามารถใช้อุดฟันในพื้นที่ใหญ่ ๆ ได้ ในปัจจุบันการอุดฟันด้วยทองและพอร์ซเลนไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าใดนัก เพราะมีวัสดุอุดฟันที่มีคุณสมบัติหลากหลาย และราคาถูกกว่าให้เลือกใช้

ขั้นตอนในการอุดฟัน

ทันตแพทย์จะทำการอุดฟัน ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ตรวจสุขภาพฟันของคุณว่าฟันเสียหายมากน้อยแค่ไหน และต้องอุดฟันซี่ใดบ้าง
  2. ฉีดยาชาเฉพาะที่ทางทันตกรรม (Local Anesthetics) ตรงบริเวณฟันซี่ที่ต้องการอุดฟัน
  3. กำจัดเนื้อฟันที่เสียหาย หรือเนื้อฟันที่ผุออกก่อน โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น เครื่องเจาะฟัน (Drill) เครื่องมือเป่าลม (Air abrasion) หรือเลเซอร์
  4. ตรวจสอบว่ากำจัดเนื้อฟันที่ผุออกไปหมดหรือยัง หากยังมีฟันผุเหลืออยู่ก็ต้องกำจัดให้หมด
  5. หากเห็นว่าไม่มีฟันผุเหลือแล้ว ทันตแพทย์จะกำจัดแบคทีเรียและคราบจุลินทรีย์ เพื่อเตรียมพื้นที่ให้พร้อมสำหรับการอุดฟัน
  6. หากฟันผุใกล้รากฟัน ทันตแพทย์จะรองพื้นฟันด้วยวัสดุรองพื้น (Liner) ที่ทำจากกลาสไอโอโนเมอร์ (Glass Ionomer Cement) เรซินคอมโพสิต (Composite Resin) หรืออื่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นประสาทฟันเสียหายขณะฉีดวัสดุอุดฟัน
  7. อุดฟันด้วยวัสดุอุดฟัน
  8. ขัดแต่งผิวฟัน เพื่อปรับรูปทรงของฟันให้ออกมาเหมาะสมที่สุด

หากเป็นการอุดฟันแบบสีเหมือนฟัน ทันตแพทย์จะใส่วัสดุอุดฟันและฉายแสงทีละชั้น เพื่อให้วัสดุอุดฟันแข็งขึ้น เมื่อใส่วัสดุอุดฟันครบตามต้องการแล้ว จึงจะขัดแต่งผิวฟันตามปกติ

ความเสี่ยงในการอุดฟัน

หลังจากอุดฟัน ผู้ป่วยส่วนหนึ่งอาจเกิดอาการเสียวฟันได้ โดยเฉพาะเมื่อมีแรงกดทับที่ฟัน เจออากาศร้อน อากาศเย็น ความกดอากาศเปลี่ยนแปลง หรือกินอาหารรสหวาน โดยปกติแล้ว อาการเสียวฟันหลังอุดฟันจะหายไปเองภายใน 2-3 สัปดาห์ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องกินยาแก้ปวด หรือใช้วิธีการรักษาเฉพาะ แต่ระหว่างนั้น คุณก็ควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นอาการเสียวฟันด้วย และหากอาการเสียวฟันไม่หายไปภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือคุณรู้สึกเสียวฟันมาก ควรรีบไปพบทันตแพทย์ทันที

ผู้ป่วยบางรายอาจเคี้ยวอาหารยากขึ้นหลังอุดฟัน หากเป็นเช่นนั้น แนะนำให้คุณกลับไปพบทันตแพทย์ เพื่อให้ทันตแพทย์ปรับแต่งรูปทรงฟันใหม่ หรือหากใครมีอาการปวดหลังอุดฟันที่ไม่หายไปเองภายใน 2-3 สัปดาห์ก็ควรเข้าพบทันตแพทย์เช่นกัน

บางคนอาจมีอาการแพ้วัสดุอุดฟัน เช่น แพ้เงิน ฉะนั้น หากคุณมีอาการของปฏิกิริยาแพ้ เช่น มีผื่นขึ้น มีอาการคัน แนะนำให้รีบเข้ารับการรักษาพยาบาลทันที เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะปฏิกิริยาแพ้รุนแรง

การดูแลสุขภาพช่องปากหลังอุดฟัน

หลังจากอุดฟัน คุณควรดูแลสุขภาพช่องปากตามเคล็ดลับต่อไปนี้ เพื่อให้ฟันที่อุดมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอยู่ในสภาพดีได้นานที่สุด

  • ยาชาอาจออกฤทธิ์ไปอีกสักพักหลังอุดฟันเสร็จ คุณจึงควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารโดยใช้ฟันข้างที่ฉีดยาชา เพราะอาจเผลอกัดลิ้นหรือกัดปากจนเป็นแผลโดยไม่รู้ตัวได้ และควรงดดื่มเครื่องดื่มร้อน หรืองดกินอาหารร้อน ๆ ด้วย เพราะอาการชาที่เกิดขึ้นอาจทำให้คุณไม่รู้สึกว่าเครื่องดื่มร้อนเกินไปหรือไม่ จนทำให้ของร้อนลวกปากได้
  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ และบ้วนปาก รวมถึงใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
  • เมื่อเวลาผ่านไป ฟันที่อุดไว้อาจแตก หรือสึกกร่อน จนทำให้เศษอาหารเข้าไปติดในบริเวณนั้นได้ คุณจึงควรเข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อพบว่า ฟันที่อุดไปมีรอยสึกกร่อน หรือแตก

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Fillings. https://www.medicinenet.com/fillings/article.htm. Accessed October, 2020

Dental Health and Tooth Fillings. https://www.webmd.com/oral-health/guide/dental-health-fillings#. Accessed October, 2020

Dental Filling Procedure. https://www.news-medical.net/health/Dental-Filling-Procedure.aspx. Accessed October, 2020

When You Need a Dental Filling + What to Expect. https://askthedentist.com/dental-filling/. Accessed October, 2020

Dental fillings. https://www.healthdirect.gov.au/dental-fillings. Accessed October, 2020

รูปของผู้เขียน
เขียนโดย เนตรนภา ปะวะคัง เมื่อ 03/11/2020
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
x