backup og meta

5 โรคที่มากับหน้าร้อน ที่ควรระวัง

เมื่อเข้าสู่ หน้าร้อน หลายคนอาจนึกถึงอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย กระหายน้ำ หรือผิวไหม้แดด แต่จริง ๆ แล้ว โรคที่มากับหน้าร้อน ไม่ได้มีแค่ปัญหาจากความร้อนเท่านั้น เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย น้ำและอาหารมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคมากขึ้น และร่างกายอาจเสี่ยงต่อภาวะเจ็บป่วยจาก อากาศร้อน จัดได้เช่นกัน

บทความนี้จะพาไปรู้จัก 5 โรคหน้าร้อน ที่ควรระวัง อาการเบื้องต้นที่ควรสังเกต และวิธีป้องกันง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน

1. โรคอุจจาระร่วง

โรคอุจจาระร่วงเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน สาเหตุหลักมักมาจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เมื่ออากาศร้อน อาหารที่เก็บไม่เหมาะสมหรือวางทิ้งไว้นานอาจบูดเสียได้ง่ายขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการกินและดื่ม

อาการที่ควรสังเกต

  • ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งใน 1 วัน
  • ปวดท้องหรือปวดบิดเป็นช่วง ๆ
  • อาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย ปากแห้ง กระหายน้ำมาก
  • ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ
  • เด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจมีอาการลุกลามได้เร็วกว่าคนทั่วไป

สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ

  • จิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ดื่มสารละลายเกลือแร่ หรือ ORS เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป
  • เลือกกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และสะอาด
  • หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด หรือเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นอาการถ่าย
  • หากถ่ายบ่อยมาก อ่อนเพลีย ซึม ปากแห้งมาก หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรรีบไปพบคุณหมอ

2. ไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย

ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ หรือสุขอนามัยที่ไม่ดี จุดที่ทำให้โรคนี้น่ากังวลคือ อาการเริ่มต้นอาจคล้ายไข้ทั่วไป ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการอ่อนเพลียจากอากาศร้อน หรือคิดว่าเป็นแค่การกินอาหารผิดสำแดง

อาการที่ควรสังเกต

  • มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน
  • ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือไม่มีแรง
  • ปวดท้อง ท้องอืด หรือรู้สึกแน่นท้อง
  • บางรายอาจมีท้องผูกหรือถ่ายเหลว
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือรู้สึกไม่สบายตัว
  • อาการไข้มักเป็นนานและเด่นชัดกว่าท้องเสียทั่วไป

สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ

  • หากมีไข้สูงหลายวันร่วมกับอาการทางท้อง ควรรีบไปพบคุณหมอ
  • ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพักผ่อนให้มาก
  • เลือกกินอาหารอ่อน สะอาด และปรุงสุกใหม่
  • สังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไข้ไม่ลด อ่อนเพลียมาก ปวดท้องมาก หรือถ่ายเหลวรุนแรง

3. โรคอาหารเป็นพิษ

โรคอาหารเป็นพิษเป็นอีกหนึ่ง โรคหน้าร้อน ที่หลายคนคุ้นเคย เพราะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวันโดยตรง โรคนี้เกิดจากการกินอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย สารพิษ หรือสารเคมี โดยเฉพาะอาหารที่วางทิ้งไว้นาน อาหารค้างคืน อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารทะเลที่เก็บไม่เหมาะสม

อาการที่ควรสังเกต

  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • ปวดท้องหรือปวดบิด
  • ท้องเสียหรือถ่ายเหลว
  • บางรายอาจมีไข้ ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามตัว
  • อาการมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหารที่มีปัญหา
  • หากอาเจียนหรือถ่ายมาก อาจเกิดภาวะขาดน้ำได้

สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ

  • จิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไป
  • ดื่มสารละลายเกลือแร่ หากมีอาเจียนหรือถ่ายหลายครั้ง
  • พักผ่อน และหลีกเลี่ยงอาหารย่อยยากในช่วงที่มีอาการ
  • เลือกกินอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรืออาหารปรุงสุกใหม่
  • หากอาเจียนมาก ถ่ายมาก มีไข้สูง อ่อนเพลียมาก หรือมีอาการขาดน้ำ ควรรีบพบคุณหมอ

4. โรคฮีทสโตรก

โรคฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด เป็นภาวะอันตรายจากความร้อนที่ควรระวังมากในช่วงหน้าร้อน โรคนี้เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับความร้อนสูงเกินไป และไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติ และอาจกระทบต่อระบบประสาทหรืออวัยวะสำคัญได้

อาการที่ควรสังเกต

  • ตัวร้อนจัด หรือมีไข้สูง
  • ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หรือหน้ามืด
  • อ่อนเพลียมาก ใจสั่น หรือหายใจเร็ว
  • ผิวแดง ร้อน หรือแห้งผิดปกติ
  • เหงื่อออกมาก หรือบางรายอาจไม่มีเหงื่อ
  • สับสน พูดจาผิดปกติ เดินเซ หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป
  • หากรุนแรงอาจมีอาการชักหรือหมดสติ

สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ

  • รีบพาผู้ป่วยออกจากบริเวณที่ร้อนจัด ไปอยู่ในที่ร่มหรือที่อากาศถ่ายเท
  • คลายเสื้อผ้าให้หลวม เพื่อช่วยระบายความร้อน
  • ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว หรือประคบเย็นบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ
  • ใช้พัดลมหรือพัดช่วยให้อากาศถ่ายเท
  • หากผู้ป่วยรู้สึกตัวดี สามารถจิบน้ำเย็นหรือน้ำสะอาดได้
  • หากมีอาการสับสน ชัก หมดสติ หรือไม่รู้สึกตัว ควรรีบโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินและนำส่งโรงพยาบาลทันที

5. โรคไวรัสตับอักเสบเอ

โรคไวรัสตับอักเสบเอเป็นอีกหนึ่ง โรคที่มากับหน้าร้อน ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ และสุขอนามัย โดยติดต่อได้จากการกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ หรืออาหารที่ไม่สะอาดและไม่ปรุงสุกอย่างเหมาะสม

อาการที่ควรสังเกต

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือไม่มีแรง
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียน
  • ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวาหรือท้องส่วนบน
  • อาจมีไข้ต่ำ ๆ หรือรู้สึกไม่สบายตัวคล้ายป่วยทั่วไป
  • ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ
  • ตาเหลืองหรือตัวเหลือง ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ

  • หากมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม ควรรีบไปพบคุณหมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาหรืออาหารเสริมเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และกินอาหารสะอาด ย่อยง่าย
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจเพิ่มภาระให้ตับ
  • รักษาสุขอนามัย ล้างมือให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่นในช่วงที่ป่วย

วิธีป้องกันโรคหน้าร้อน ทำได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน

การป้องกัน โรคหน้าร้อน ควรดูแลทั้งเรื่องอาหาร น้ำ สุขอนามัย และการป้องกันผลกระทบจากอากาศร้อน โดยสามารถทำได้ดังนี้

  • กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ และหลีกเลี่ยงอาหารที่วางทิ้งไว้นาน
  • หลีกเลี่ยงอาหารค้างคืน อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารที่มีกลิ่น สี หรือรสผิดปกติ
  • ดื่มน้ำสะอาด น้ำต้มสุก หรือน้ำบรรจุขวดที่ปิดสนิท
  • ล้างมือก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และก่อนเตรียมอาหารทุกครั้ง
  • ใช้ช้อนกลางส่วนตัวเมื่อต้องกินอาหารร่วมกับผู้อื่น
  • เก็บอาหารให้เหมาะสม โดยเฉพาะอาหารทะเล อาหารปรุงสำเร็จ และอาหารที่เสียง่าย
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่กลางแจ้ง
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัดเป็นเวลานาน
  • สวมเสื้อผ้าที่โปร่ง สบาย และระบายอากาศได้ดี
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือทำงานกลางแจ้งในช่วงที่อากาศร้อนจัด
  • หากมีอาการถ่ายมาก อาเจียนมาก ไข้สูง ซึม ขาดน้ำ ตัวร้อนจัด ตาเหลือง ตัวเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม ควรรีบพบคุณหมอ

แม้หน้าร้อนจะเป็นช่วงเวลาของการท่องเที่ยวและกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ก็ไม่ควรมองข้ามการดูแลสุขภาพ ควรกินอาหารสะอาด ดื่มน้ำให้เพียงพอ ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดนานเกินไป เพราะหน้าร้อนเที่ยวได้ แต่ต้องไม่ลืมดูแลเรื่องกิน ความสะอาด และความร้อนให้ดีอยู่เสมอ

เครื่องคำนวณหา ค่าดัชนีมวลกาย (BMI)

health-tool-icon

ปี

คุณสนใจรับการรักษา/ความช่วยเหลือด้านการลดน้ำหนักหรือไม่

คุณเคยได้ยินเกี่ยวกับการลดน้ำหนักด้วย GIP และ GLP-1 มาก่อนหรือไม่?

*กลุ่มยาชนิดใหม่ที่ช่วยในการรักษาภาวะน้ำหนักเกินและเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อัปเดตเทรนด์การลดน้ำหนักที่ควรรู้: รับข่าวสารและคำแนะนำด้านการลดน้ำหนักจากผู้เชี่ยวชาญ ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

หมายเหตุ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

https://ddc.moph.go.th/doe/news.php?news=23848&deptcode=doe

https://www.med.cmu.ac.th/web/news-event/news/pr-news/9067/

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/โรคติดเชื้อ-ภัยร้ายที่ม/

https://www.ipst.ac.th/knowledge/60557/20240404-symmer-diseases.html

เวอร์ชันปัจจุบัน

30/04/2026

เขียนโดย พลอย วงษ์วิไล

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย พลอย วงษ์วิไล

อัปเดตโดย: พลอย วงษ์วิไล


บทความที่เกี่ยวข้อง

เช็กด่วน! วัคซีนที่ควรฉีด เป็นประจำทุกปี มีอะไรบ้าง

ทำความรู้จัก "ปลูกฝี" สำคัญยังไง ยังจำเป็นอยู่ไหม


ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

พลอย วงษ์วิไล


เขียนโดย พลอย วงษ์วิไล · แก้ไขล่าสุด ตอนนี้

ad iconโฆษณา

คุณได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่?

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา