brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน
สัปดาห์ที่ 1
สัปดาห์ที่ 1
สัปดาห์ที่ 2
สัปดาห์ที่ 2
สัปดาห์ที่ 3
สัปดาห์ที่ 3
สัปดาห์ที่ 4
สัปดาห์ที่ 4
สัปดาห์ที่ 5
สัปดาห์ที่ 5
สัปดาห์ที่ 6
สัปดาห์ที่ 6
สัปดาห์ที่ 7
สัปดาห์ที่ 7
สัปดาห์ที่ 8
สัปดาห์ที่ 8
สัปดาห์ที่ 9
สัปดาห์ที่ 9
สัปดาห์ที่ 10
สัปดาห์ที่ 10
สัปดาห์ที่ 11
สัปดาห์ที่ 11
สัปดาห์ที่ 12
สัปดาห์ที่ 12
สัปดาห์ที่ 13
สัปดาห์ที่ 13
สัปดาห์ที่ 14
สัปดาห์ที่ 14
สัปดาห์ที่ 15
สัปดาห์ที่ 15
สัปดาห์ที่ 16
สัปดาห์ที่ 16
สัปดาห์ที่ 17
สัปดาห์ที่ 17
สัปดาห์ที่ 18
สัปดาห์ที่ 18
สัปดาห์ที่ 19
สัปดาห์ที่ 19
สัปดาห์ที่ 20
สัปดาห์ที่ 20
สัปดาห์ที่ 21
สัปดาห์ที่ 21
สัปดาห์ที่ 22
สัปดาห์ที่ 22
สัปดาห์ที่ 23
สัปดาห์ที่ 23
สัปดาห์ที่ 24
สัปดาห์ที่ 24
สัปดาห์ที่ 25
สัปดาห์ที่ 25
สัปดาห์ที่ 26
สัปดาห์ที่ 26
สัปดาห์ที่ 27
สัปดาห์ที่ 27
สัปดาห์ที่ 28
สัปดาห์ที่ 28
สัปดาห์ที่ 29
สัปดาห์ที่ 29
สัปดาห์ที่ 30
สัปดาห์ที่ 30
สัปดาห์ที่ 31
สัปดาห์ที่ 31
สัปดาห์ที่ 32
สัปดาห์ที่ 32
สัปดาห์ที่ 33
สัปดาห์ที่ 33
สัปดาห์ที่ 34
สัปดาห์ที่ 34
สัปดาห์ที่ 35
สัปดาห์ที่ 35
สัปดาห์ที่ 36
สัปดาห์ที่ 36
สัปดาห์ที่ 37
สัปดาห์ที่ 37
สัปดาห์ที่ 38
สัปดาห์ที่ 38
สัปดาห์ที่ 39
สัปดาห์ที่ 39
สัปดาห์ที่ 40
สัปดาห์ที่ 40

สัปดาห์ที่ 8

การตรวจครรภ์ครั้งที่ 2

แบ่งปัน

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 8 ของการตั้งครรภ์

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 8 ที่โดดเด่นคือ ตัวอ่อนเริ่มพัฒนาเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น นิ้วมือที่เป็นพังผืดแยกออกจากกัน และมีเปลือกตา ในช่วงนี้คุณแม่ควรดูแลตัวเอง ทั้งเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ผ่อนคลายความเครียด และรับประทานวิตามินบำรุงครรภ์ตามที่คุณหมอแนะนำ นอกจากนี้ อาจออกกำลังกายเบา ๆ เช่น เดินเล่น ว่ายน้ำ และควรหลีกเลี่ยงการออกแรงมากหรือทำกิจกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ด้วย

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 8 ของการตั้งครรภ์

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 8

ลูกจะเติบโตอย่างไร

สำหรับ พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 8 ในช่วงนี้ทารกจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 2.7 เซนติเมตร ทารกจะเริ่มเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง นิ้วมือและนิ้วเท้าจากที่เคยติดกันคล้ายพังผืด จะเริ่มแยกออกจากกันและเริ่มมองเห็นเป็นรูปเป็นร่าง

ตัวอ่อนจะเริ่มดูเหมือนทารกมากขึ้น มีริมฝีปากบน จมูกน้อย ๆ และเปลือกตาขนาดจิ๋ว เริ่มมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงน้ำคร่ำก็จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นประมาณสัปดาห์ละ 30 มิลลิลิตร

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ฮอร์โมนการตั้งครรภ์ ซึ่งรวมถึงฮอร์โมนที่เรียกว่าโปรเจสเตอโรน คือตัวการที่ทำให้รู้สึกเวียนศีรษะ เหนื่อยล้าอ่อนเพลีย วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือการพักผ่อน อย่าพยายามฝืนร่างกาย โดยอาจงีบหลับช่วงสั้น ๆ เพื่อช่วยเรียกคืนพลังงานที่สูญเสียไป ควรสังเกตอาการของร่างกายให้ดี อย่าให้ร่างกายทำงานหักโหมเกินไป

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

อาการแพ้ท้องอาจทำให้รู้เหนื่อยอ่อน นี่คือเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้จัดการกับอาการแพ้ท้องได้

  • เลือกอาหารให้เหมาะ

ควรเลือกอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตน้อย ไขมันต่ำ และย่อยง่าย รวมถึงเลือกกินของว่างอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อด้วย ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน ๆ รสจัด และมีไขมันเยอะ

  • แบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ และกินบ่อย ๆ

ในช่วง ตั้งครรภ์ การกินอาหารวันละ 3 มื้อ ด้วยปริมาณเท่าเดิมอาจทำได้ยาก ฉะนั้นจึงควรแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ และกินบ่อย ๆ แทน เช่น เปลี่ยนจากกินอาหารวันละ 3 มื้อเป็นวันละ 5 มื้อ เพื่อช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารได้ดีขึ้น และดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้น ทั้งยังอาจลดอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียน รวมถึงท้องอืดจุกเสียดได้ด้วย

  • ดื่มน้ำให้มากๆ

ดื่มน้ำมาก ๆ โดยอาจลองดื่มจิงเจอร์เอล (Ginger Ale) หรือชาขิง เพื่อช่วยเยียวยาอาการคลื่นไส้

  • หลีกเลี่ยงอาหารหรือกลิ่นที่ชวนให้คลื่นไส้ 

หลีกเลี่ยงอาหารหรือกลิ่นที่ชวนให้คลื่นเหียน และควรอยู่ในห้องที่ไร้กลิ่น และสามารถระบายอากาศได้เป็นอย่างดี อาการคลื่นไส้จะได้ไม่แย่ลง

  • สูดอากาศบริสุทธิ์

ถ้าสภาพอากาศเป็นใจ อาจเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศในบ้านถ่ายเท หรือออกไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ในสวนบ้าง ก็สามารถช่วยให้อาการแพ้ท้องบรรรเทาลงได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีมลพิษเยอะ เช่น ริมถนน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

  • กินวิตามินบำรุงครรภ์อย่างระวัง

วิตามินบำรุงครรภ์อาจทำให้คุณแม่ ตั้งครรภ์ รู้สึกคลื่นไส้ได้ จึงไม่ควรกินวิตามินในขณะท้องว่าง โดยคุณแม่ตั้งครรภ์อาจกินของขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพก่อน แล้วค่อยกินวิตามินตาม

การพบหมอ

ควรปรึกษาคุณหมออย่างไรบ้าง

ในช่วง ตั้งครรภ์ ปริมาณเลือดจะเพิ่มขึ้น 40 – 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์รู้สึกปวดศีรษะ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ แต่หากอาการปวดศีรษะที่เป็นทำให้รู้สึกไม่สบาย หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาหมอทันที หมอจะได้แนะนำวิธีการรักษาอาการปวดศีรษะที่ปลอดภัยกับทั้งคุณแม่และ ทารกในครรภ์ ซึ่งอาจต้องใช้วิธีแก้ปวดศีรษะทางธรรมชาติแทนการกินยา

การทดสอบที่ควรรู้

อาจต้องเข้ารับการตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear Test) ซึ่งเป็นการตรวจเพื่อหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแนะนำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ทุกคน ทำการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่ต้องรักษาด้วยยาปฎิชีวะนะ ยิ่งรักษาได้เร็วเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับลูกน้อยในครรภ์ก็จะยิ่งลดลง

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

คุณแม่ตั้งครรภ์อาจรู้สึกกังวลไปต่าง ๆ นานา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าสัญชาตญานความเป็นคุณแม่ของกำลังพัฒนาขึ้น สาเหตุที่ทำให้วิตกกังวลตอนตั้งครรภ์ ก็คือ ความต้องการปกป้องลูกจากอันตรายนั่นเอง

คุณแม่ส่วนใหญ่ไม่อยากให้ ทารกในครรภ์ ได้รับอันตราย จึงงดออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมใช้แรงทั้งหลาย ท้้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว การออกกำลังกายถือเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรทำเป็นประจำ เพราะมีประโยชน์มากมาย เพียงแต่อาจต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือการออกกำลังกายบางประเภท เช่น

  • การปั่นจักรยาน

หากคุณแม่เป็นมือใหม่ หรือไม่เคยปั่นจักรยานมาก่อน ก็ไม่ควรมาเริ่มหัดปั่นจักรยานตอนตั้งครรภ์ แต่สำหรับคุณแม่ที่ปั่นจักรยานเป็นอยู่แล้ว

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าสามารถปั่นจักรยานได้จนถึงอายุครรภ์ 6 เดือน แต่ไม่ควรปั่นจักรยานแบบเร็วหรือหักโหมเกินไป เพราะอาจเสียสมดุล หรือเกิดอุบัติเหตุ จนได้รับอันตรายได้

  • กีฬาที่มีการปะทะ

กีฬาที่มีโอกาสการปะทะ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล เพราะเสี่ยงหกล้ม เกิดอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บสูง

  • การออกกำลังกายแบบเข้มข้น

การออกกำลังกายแบบความเข้มข้นสูง หรือหักโหมเกินไป นอกจากจะทำให้เสี่ยงเกิดการบาดเจ็บบริเวณหน้าท้องแล้ว ยังอาจเกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย

  • การขี่ม้า

แม้คุณแม่บางคนอาจะมีความสามารถในการขี่ม้าหรือชื่นชอบกีฬาชนิดนี้ แต่การขี่ม้าก็ถือเป็นกิจกรรมที่เสี่ยงอันตราย ไม่ว่าจากการตกหลังม้า ม้าดีด หรือการกระแทกรุนแรง ฉะนั้นควรหยุดขี่ม้าทันทีที่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ ไม่ควรเอาชีวิตตัวเองและลูกในครรภ์ไปเสี่ยง

การนอนแช่น้ำร้อนหรือนั่งอยู่ในห้องซาวน่า อาจเป็นอันตรายต่อ ทารกในครรภ์ ได้ เพราะอุณหภูมิที่สูงเกินไปอาจทำเด็กพิการแต่กำเนิดได้

การวิ่งออกกำลังกาย คุณแม่นักวิ่งมือใหม่ไม่ควรมาหัดวิ่งในช่วงตั้งครรภ์ ส่วนคุณแม่ที่วิ่งเป็นประจำ ก็ไม่ควรออกกำลังกายด้วยการวิ่งหากมีอายุครรภ์เกิน 6 เดือน เพราะนอกจากจะเสี่ยงหกล้มสูงแล้ว ยังอาจต้องระมัดระวังเรื่องอุณหภูมิที่สูงเกินไปด้วย

หากคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ยังไม่ถึง 6 เดือนอยากวิ่ง ควรวิ่งแค่เหยาะ ๆ ระยะสั้น ๆ และดื่มน้ำเป็นระยะในช่วงวิ่ง เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ (Dehydration)

  • ดำน้ำ

การดำน้ำ ถือเป็นกิจกรรมที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเวลาตั้งครรภ์ เมื่อขึ้นมาบนผิวน้ำ เพราะนอกจากเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุใต้น้ำแล้ว เวลาที่ขึ้นจากน้ำ อาจเกิดฟองอากาศในเลือด ซึ่งเป็นอันตรายทั้งต่อและลูกในครรภ์

  • ตีเทนนิส

การเล่นเทนนิสในนระหว่างตั้งครรภ์ อาจทำให้คุณแม่มีปัญหาในการทรงตัว จนหกล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้

  • สไลเดอร์ในสวนน้ำ

เล่นสไลเดอร์ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เสี่ยงอันตรายสูง คุณแม่อาจหกล้มหรือได้รับบาดเจ็บที่ท้องได้ จึงไม่ควรเล่นเป็นอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะชอบเล่นกีฬาขนาดไหนในช่วงก่อนตั้งครรภ์ ก็ควรออกกำลังกายให้น้อยลงเมื่อมีอายุครรภ์เกิด 6 เดือนไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนด หรือภาวะทารกเจริญเติบโตช้า คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอ เพื่อให้คุณหมอช่วยแนะนำประเภทของกิจกรรม รวมไปถึงตารางการออกกำลังกายที่เหมาะสมและปลอดภัยกับทั้งและลูกในครรภ์

พลอย วงษ์วิไล
พลอย วงษ์วิไล
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดยทีม Hello คุณหมอ
เขียนโดย ออมสิน แสนล้อม · แก้ไขล่าสุด 12/10/2022