backup og meta

พริกขี้หนู ประโยชน์ต่อสุขภาพ และข้อควรระวังในการบริโภค

พริกขี้หนู เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ตัวเม็ดมีลักษณะเป็นทรงกลมยาวขนาดเล็ก ปลายแหลมเรียว มีทั้งสีแดง เขียว เหลือง ส้ม ให้รสชาติเผ็ดร้อน คนไทยนิยมนำมาปรุงอาหารเพิ่มรสชาติให้จัดจ้านและมีสีสันให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น ทั้งในรูปแบบพริกขี้หนูสด หรือพริกขี้หนูป่น นอกจากนั้น พริกขี้หนูยังประกอบไปด้วยสารอาหาร แร่ธาตุ วิตามินที่หลากหลายมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค ทองแดง รวมทั้งสารแคปไซซิน (Capsaicin) ที่อาจช่วยควบคุมน้ำหนัก บรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหาร และลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้

พริกขี้หนู ประโยชน์ต่อสุขภาพ และข้อควรระวังในการบริโภค

เครื่องคำนวณอัตราการเผาผลาญพลังงาน (BMR)

health-tool-icon

ปี

คุณค่าทางโภชนาการของพริกขี้หนู

พริกขี้หนู 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 40 กิโลแคลอรี่ และประกอบไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ดังนี้

  • คาร์โบไฮเดรต 9 กรัม
  • ไขมัน 400 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 322 มิลลิกรัม
  • โซเดียม 9 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ พริกขี้หนู ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ อาทิ แมกนีเซียม เหล็ก แคลเซียม รวมถึงวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี วิตามินดี และวิตามินบี 12 หรือโคบาลามิน (Cobalamin)

ประโยชน์ของพริกขี้หนูต่อสุขภาพ

พริกขี้หนู เต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยมีงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนคุณสมบัติในการส่งเสริมสุขภาพของพริกขี้หนู ดังนี้

อาจบรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหาร

พริกขี้หนู มีสารแคปไซซิน ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ชีวภาพที่พบได้บริเวณเยื่อแกนกลางของผลพริก ให้รสจัดจ้าน มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ บรรเทาอาการเจ็บปวดและยังอาจมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ ของโรคกระเพาะอาหาร เช่น ปวดบริเวณลิ้นปี่ ท้องอืด คลื่นไส้

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการรักษาโรคกระเพาะอาหารแปรปรวนด้วยพริกขี้หนู เผยแพร่ในวารสาร Alimentary Pharmacology & Therapeutics ปี พ.ศ. 2545 โดยได้ทดลองให้ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารแปรปรวน (Functional Dyspepsia) จำนวน 30 คน กลุ่มแรก รับประทานพริกขี้หนูป่นจำนวน 2.5 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 5 สัปดาห์ กลุ่มสองรับประทานยาหลอก โดยทั้งสองกลุ่มต่างจดบันทึกเพื่อให้คะแนนระดับความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น พบว่า กลุ่มที่รับประทานพริกขี้หนูป่นให้คะแนนระดับความรุนแรงของอาการต่ำกว่ากลุ่มที่รับประทานยาหลอก จึงสรุปได้ว่า พริกขี้หนูอาจมีประสิทธิภาพในการลดระดับความรุนแรงของอาการโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเกิดจากคุณสมบัติของสารแคปไซซิน

อาจลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้

แคปไซซินในพริกขี้หนู นับเป็นสารแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) หลักที่ทำให้พริกขี้หนูมีสีแดง โดยมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง

การศึกษาหนึ่งเกี่ยวกับสรรพคุณของสารแคปไซซินในการต่อสู้กับมะเร็งเผยแพร่ในวารสาร Anticancer Research ปี พ.ศ. 2559 โดยผู้วิจัยอธิบายว่า แคปไซซินอาจช่วยต้านมะเร็งได้ โดยการหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้อร้าย รวมทั้งยับยั้งการสร้างหลอดเลือดและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง

อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติต้านมะเร็งในพริกขี้หนู ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนเพราะงานวิชาการบางชิ้น เช่น งานวิจัยว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพริกขี้หนูและมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Epidemiology ปี พ.ศ. 2537 ระบุว่า การบริโภคพริกขี้หนู อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อสมมติฐานดังกล่าว

ช่วยควบคุมน้ำหนัก

การบริโภคพริกขี้หนู อาจช่วยควบคุมน้ำหนักได้ เนื่องจากในพริกขี้หนูมีสารกลุ่มแคปไซซินอยด์ (Capsaicinoids) หรือสารที่อยู่ในกลุ่มให้กลิ่นและความเผ็ดร้อน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดความอยากอาหาร ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน

ผลการศึกษาว่าด้วยคุณสมบัติของแคปไซซินอยด์ในการคุมน้ำหนัก ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Appetite ปี พ.ศ. 2557 โดยผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากวารสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อต่าง ๆ ทั้ง สารแคปไซซินอยด์ใน พริกขี้หนู การบริโภคพริกขี้หนู ได้ข้อสรุปที่สนับสนุนว่าพริกอาจมีคุณสมบัติในการควบคุมน้ำหนักจริง โดยระบุว่า การรับประทานแคปไซซินอยด์ทุกวัน อาจช่วยควบคุมน้ำหนักได้ เนื่องจากแคปไซซินอยด์ช่วยลดจำนวนพลังงานของสารอาหารที่บริโภคเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ ผลการศึกษายังบอกอีกว่า แคปไซซินอยด์อาจมีประสิทธิภาพในการช่วยลดน้ำหนักในระยะยาว

ขณะเดียวกัน งานวิจัยอีกชิ้น ว่าด้วยคุณสมบัติของแคปไซซินที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกอิ่มในมื้ออาหารและลดความอยากอาหาร ซึ่งเผยแพร่ใน Appetite ปีเดียวกัน มีผลการวิจัยที่สนับสนุนแนวคิดเรื่องการบริโภคพริกขี้หนูเพื่อควบคุมน้ำหนัก โดยระบุว่า การเพิ่มแคปไซซินเข้าไปในมื้ออาหาร ช่วยเพิ่มความรู้สึกอิ่ม ลดความอยากอาหาร รวมถึงป้องกันการรับประทานอาหารที่มากเกินพอดีได้

อาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

การบริโภคพริกขี้หนู อาจช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ เนื่องจากพริกขี้หนูมีสารแคปไซซินและ ไดไฮโดรแคปไซซิน (Dihydrocapsaicin) ซึ่งเป็นสารต้านอนมุูลอิสระมีคุณสมบัติหลายประการ เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เช่น บรรเทาภาวะดื้อฮอร์โมนอินซูลิน กระตุ้นให้เนื้อเยื่อตอบสนองต่ออินซูลินมากขึ้น ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร

จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งทำการทดลองในสัตว์ เกี่ยวกับคุณสมบัติของสารแคปไซซินและแคปซิเอต ต่อระดับน้ำตาลเลือด ช่วยเพิ่มระดับอินซูลิน เผยแพร่ในวารสาร Nutrients ปี พ.ศ. 2560นักวิจัยพบว่า สารแคปไซซิน อาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้ ด้วยการเพิ่มระดับอินซูลินและไกลโคเจนในร่างกายของสัตว์ทดลอง

อย่างไรก็ตาม เปรียบเทียบกับสารแคปไซซิน ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกัน พบว่า สารแคปไซซินมีประสิทธิภาพมากกว่า

ทั้งนี้ ยังคงเป็นการทดลองในสัตว์ ควรมีการวิจัยเพิ่มเติมในมนุษย์เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของพริกขี้หนู ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด

ข้อควรระวังในการบริโภคพริกขี้หนู

โดยทั่วไป เมื่อบริโภค พริกขี้หนู อาจทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน เหงื่อออกมาก และน้ำมูกไหล

ในกรณีของผู้เป็นโรคลำไส้แปรปรวน การบริโภคพริกขี้หนู อาจทำให้ปวดท้องหรือท้องร่วงได้ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงหรือรับประทานในปริมาณน้อย

นอกจากนี้ ผู้หญิงที่กำลังเป็นประจำเดือน ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคพริกขี้หนูในปริมาณมาก เพราะสารแคปไซซินในพริกขี้หนูอาจทำให้อาการปวดประจำเดือนรุนแรงกว่าเดิมได้

หมายเหตุ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

The treatment of functional dyspepsia with red pepper. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/12030948/#:~:text=Conclusions%3A%20%3A%20Red%20pepper%20was%20more,potential%20therapy%20for%20functional%20dyspepsia. Accessed May 10, 2022

Anticancer Properties of Capsaicin Against Human Cancer. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/26976969/. Accessed May 10, 2022

Chili pepper consumption and gastric cancer in Mexico: a case-control study. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/8116601/. Accessed May 10, 2022

Could capsaicinoids help to support weight management? A systematic review and meta-analysis of energy intake data. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/24246368/. Accessed May 10, 2022

Capsaicin increases sensation of fullness in energy balance, and decreases desire to eat after dinner in negative energy balance. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/24630935/#:~:text=negative%20energy%20balance-,Capsaicin%20increases%20sensation%20of%20fullness%20in%20energy%20balance%2C%20and%20decreases,Appetite. Accessed May 10, 2022

Dietary Capsaicin Protects Cardiometabolic Organs from Dysfunction. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4882656/. Accessed May 10, 2022

เวอร์ชันปัจจุบัน

23/05/2022

เขียนโดย ธนชาติ จึงแย้มปิ่น

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย Duangkamon Junnet

อัปเดตโดย: Duangkamon Junnet


บทความที่เกี่ยวข้อง

โปรตีนบาร์ คุณค่าทางโภชนาการ และข้อควรรู้ในการบริโภค

นมวัว ประโยชน์ต่อสุขภาพและข้อควรระวังในการบริโภค


ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

Duangkamon Junnet


เขียนโดย ธนชาติ จึงแย้มปิ่น · แก้ไขล่าสุด 23/05/2022

ad iconโฆษณา

คุณได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่?

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา