home

คุณมีข้อกังวลอะไร

close
ไม่ถูกต้อง
เข้าใจยาก
อื่น ๆ

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ท้องนอกมดลูก อาการ สาเหตุ การรักษา

คำจำกัดความ |อาการ|สาเหตุ|ปัจจัยเสี่ยง|การวินิจฉัยและการรักษาโรค|การปรับไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเอง
ท้องนอกมดลูก อาการ สาเหตุ การรักษา

ท้องนอกมดลูก คือ ภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ โดยตัวอ่อนฝังตัวในเนื้อเยื่อนอกมดลูกบริเวณท่อนำไข่ หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น รังไข่ ช่องท้อง หรือปากมดลูกซึ่งเชื่อมต่อกับช่องคลอด ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถพัฒนาเป็นทารกได้ ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มีภาวะท้องนอกมดลูกมักจะแสดงอาการปวดท้อง ปวดกระดูกเชิงกราน หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด ในระหว่างสัปดาห์ที่ 4 ถึงสัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์

คำจำกัดความ

ท้องนอกมดลูก คืออะไร

ท้องนอกมดลูก หรือ การรตั้งครรภ์นอกมดลูก โดยตัวอ่อนฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อนอกมดลูก รวมถึงเจริญเติบโตนอกมดลูก ส่วนใหญ่อาจพบได้ในท่อนำไข่ ซึ่งเรียกว่า การตั้งครรภ์ที่ท่อนำไข่ ในบางครั้งภาวะท้องนอกมดลูกอาจเกิดขึ้นที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น รังไข่ ช่องท้อง หรือปากมดลูกซึ่งเชื่อมต่อกับช่องคลอด ส่งผลให้ตัวอ่อนไม่สามารถพัฒนาเป็นทารกได้ เนื่องจากท่อนำไข่มีขนาดที่ไม่ใหญ่พอที่จะรองรับตัวอ่อนที่จะมีการเจริญเติบโตได้

ภาวะท้องนอกมดลูกอาจไม่แสดงอาการใด ๆ ที่สังเกตได้ในระยะเริ่มต้น แต่ผู้หญิงบางคนก็อาจมีอาการปวดท้อง เลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในระหว่างสัปดาห์ที่ 4 ถึงสัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์ โดยปกติแล้วหากตรวจพบว่าท้องนอกมดลูก อาจต้องนำตัวอ่อนออกทันทีด้วยการใช้ยาหรือการผ่าตัด เพราะหากปล่อยไว้อาจส่งผลให้มีเลือดออกมากจนถึงขั้นเสียชีวิต

หลังการรักษา อาจมีโอกาสในการตั้งครรภ์ลดลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดภาวะท้องนอกมดลูกและประวัติทางการแพทย์ด้วย หากท่อนำไข่ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่ได้มีการผ่าตัดออกทั้งหมด อาจมีโอกาสในการตั้งครรภ์ประมาณ 60%

อาการ

อาการท้องนอกมดลูก

อาการของภาวะท้องนอกมดลูก อาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้ในช่วงแรก แต่สำหรับผู้หญิงบางคนที่ท้องนอกมดลูก อาจมีอาการของการตั้งครรภ์ในระยะเริ่มต้นตามปกติ เช่น ประจำเดือนขาด เจ็บเต้านม คลื่นไส้ ดังนั้น อาจเข้ารับการทดสอบการตั้งครรภ์ได้ที่โรงพยาบาล หากผลออกมาว่ามีภาวะท้องนอกมดลูก การตั้งครรภ์อาจต้องยุติลง ภาวะท้องนอกมดลูกอาจแสดงอาการ ดังนี้

การเตือนล่วงหน้าของการท้องนอกมดลูก

สัญญาณเตือนแรกที่อาจพบได้บ่อยของภาวะท้องนอกมดลูก คือ

  • มีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อย มีสีแดงสดหรือแดงเข้ม คล้ายประจำเดือน
  • ปวดกระดูกเชิงกราน
  • มีเลือดไหลบริเวณท่อนำไข่
  • ปวดหัวไหล่ มักเกิดขึ้นเมื่อนอนราบ
  • ปวดท้องข้างเดียว ซึ่งอาการอาจเกิดขึ้นตลอดและรุนแรงขึ้น
  • มีอาการปวดท้องเมื่อปัสสาวะหรืออุจจาระ
  • ท้องเสียและอาเจียน

อาการที่เกิดขึ้นอาจขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่มีเลือดสะสม จึงทำให้อาการของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป

อาการฉุกเฉิน

หากไข่ยังเจริญเติบโตอยู่ในท่อนำไข่ อาจส่งผลทำให้ท่อนำไข่แตก และอาจทำให้มีเลือดออกมากในช่องท้อง ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นอาจได้แก่ หน้ามืด เป็นลม ช็อก จนถึงขั้นเสียชีวิต

ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด

ผู้หญิงที่รู้สึกว่าตนเองอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะท้องนอกมดลูก ควรไปพบคุณหมอทันทีเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับทางเลือกก่อนตั้งครรภ์ แต่หากกำลังอยู่ในระหว่างตั้งครรภ์และมีข้องกังวลต่าง ๆ เกี่ยวกับภาวะท้องนอกมดลูก ควรปรึกษาคุณหมอ สิ่งสำคัญ คือ ควรตรวจภาวะท้องนอกมดลูกให้พบตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งคุณหมออาจทำการตรวจระดับฮอร์โมน หรือนัดอัลตราซาวด์ก่อนถึงเวลานัดหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าการตั้งครรภ์พัฒนาไปอย่างปกติ

หากในระหว่างตั้งครรภ์มีเลือดออก ปวดท้อง หรือมีอาการอื่น ๆ ที่อาจสงสัยว่าเป็นอาการของภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก ควรเข้าพบคุณหมอทันที

สาเหตุ

สาเหตุของท้องนอกมดลูก

สาเหตุของภาวะท้องนอกมดลูกที่อาจพบได้บ่อย คือ การตั้งครรภ์ที่ท่อนำไข่ นอกจากนั้น ยังอาจเกิดจากการที่ท่อนำไข่มีปัญหา เช่น ท่อนำไข่แคบ อุดตัน ผิดรูป เสียหายจากการอักเสบ รวมถึงความไม่สมดุลของฮอร์โมน หรือการเจริบเติบโตที่ผิดปกติของตัวอ่อน

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงท้องนอกมดลูก

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดภาวะท้องนอกมดลูก อาจมีดังนี้

  • สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ก่อนตั้งครรภ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะท้องนอกมดลูก
  • อายุที่เพิ่มขึ้น ภาวะท้องนอกมดลูกอาจเกิดขึ้นในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ในช่วงอายุ 35-40 ปี
  • เคยผ่าตัดท่อนำไข่ เช่น การผ่าตัดทำหมันหญิงไม่สำเร็จ
  • เคยตั้งครรภ์ท้องนอกมดลูกมาก่อน ซึ่งอาจทำให้การตั้งครรภ์ครั้งนี้เกิดความเสี่ยงในการเกิดภาวะท้องมดลูกประมาณ 10%
  • ตั้งครรภ์ในขณะที่ใช้ห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine Device หรือ IUD) หรือห่วงอนามัย (Intrauterine System หรือ IUS) เพื่อการคุมกำเนิด อาจมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะท้องนอกมดลูกในบริเวณที่ใช้ห่วงคุมกำเนิดหรือห่วงอนามัย นอกจากนั้น การทำหมันที่ท่อนำไข่ ซึ่งเป็นวิธีคุมกำเนิดแบบถาวรที่รู้จักกันทั่วไปว่า การผูกท่อ ก็เพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน หากตั้งครรภ์หลังจากการผูกท่อ
  • ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease หรือ PID) ซึ่งภาวะนี้อาจเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (STI) หรือเกิดจากการอักเสบของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
  • การรักษาภาวะมีบุตรยาก (Fertility Treatment) เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) การใช้ยากระตุ้นการตกไข่ อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะท้องนอกมลูกได้

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยท้องนอกมดลูก

คุณหมออาจการวินิจฉัยภาวะท้องนอกมดลูกด้วยวิธีต่าง ๆ เหล่านี้

  • ตรวจอุ้งเชิงกราน เพื่อหาความเจ็บปวด จุดกดเจ็บ หรือก้อนเนื้อในช่องท้อง
  • การวัดระดับฮอร์โมน HCG (Human Chorionic Gonadotropin) หรือที่เรียกว่า ฮอร์โมนตั้งครรภ์ ด้วยการเจาะเลือด หากระดับฮอร์โมน HCG ต่ำกว่า 66% อาจเกิดภาวะตั้งครรภ์ผิดปกติ หรืออาจเกิดภาวะท้องนอกมดลูกได้
  • อัลตราซาวด์ เพื่อตรวจว่าบริเวณมดลูกมีทารกในครรภ์ที่กำลังเจริญเติบโตหรือไม่
  • ทดสอบระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน หากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนต่ำอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะท้องนอกมดลูก
  • การทำ Culdocentesis เป็นการเจาะตรวจเลือดที่ออกจากช่องท้องทางช่องคลอด ซึ่งการมีเลือดออกจากช่องคลอดอาจบ่งชี้ได้ว่ามีเลือดออกจากท่อนำไข่ที่แตก

การรักษาท้องนอกมดลูก

เนื่องจากตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตนอกมดลูกได้ คุณหมอจึงต้องเอาตัวอ่อนออกเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งคุณหมออาจเลือกใช้วิธีรักษาดังนี้

การใช้ยา

ภาวะท้องนอกมดลูกในระยะแรกโดยที่ยังไม่มีเลือดออก คุณหมออาจรักษาด้วยการฉีดยาเมโธเทรกเซท (Methotrexate) เพื่อหยุดการเจริญเติบโตของตัวอ่อนและทำลายตัวอ่อนที่มีอยู่ ซึ่งการรักษาโดยการใช้ยานี้จะต้องได้รับการวินิจฉัยที่ชัดเจนแล้วว่ามีภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก หลังจากการฉีดยาเมโธเทรกเซท คุณหมอจะให้ทำการวัดระดับฮอร์โมน HCG อีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าการรักษาด้วยวิธีนี้ได้ผลดีหรือไม่ บางครั้งคุณหมออาจให้ยา 2 ครั้ง และอาจจำเป็นต้องผ่าตัดหากวิธีการรักษานี้ไม่ได้ผล

การรักษาด้วยการฉีดยาเมโธเทรกเซท อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ท่อนำไข่แตกหลังการรักษา ดังนั้น คุณหมออาจแนะนำให้คุมกำเนิดอย่างน้อยเป็นเวลา 3 เดือน ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยถุงยาอนามัย รวมถึงหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจาก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทันทีหลังจากฉีดยาเมโธเทรกเซทอาจทำลายตับ นอกจากนั้น ยาเมโธเทรกเซทอาจมีผลข้างเคียงอื่น ๆ ดังนี้

  • รู้สึกไม่สบาย
  • วิงเวียนศีรษะ
  • ท้องเสีย
  • ปวดท้อง ซึ่งอาการมักไม่รุนแรงและอาจหายเป็นปกติภายใน 1-2 วัน

การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery)

หากภาวะท้องนอกมดลูกเกิดขึ้นที่ท่อนำไข่ คุณหมออาจรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดที่อาจพบได้มากที่สุด คือ การผ่าตัดผ่านกล้อง เพื่อดูบริเวณท่อน้ำไข่ แล้วผ่าตัดเอาตัวอ่อนที่อยู่นอกมดลูกออกก่อนที่จะมีขนาดใหญ่เกินไป โดยการรักษาด้วยวิธีนี้อาจมีขั้นตอนดังนี้

  • คุณหมออาจให้ยาสลบ เพื่อทำให้ผู้ป่วยหลับขณะทำการผ่าตัด
  • กรีดหน้าท้องบริเวณช่วงล่าง เพื่อให้เกิดแผลเล็ก ๆ
  • สอดท่อส่องกล้อง (Laparoscope) และเครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็กเข้าไปในแผล
  • หากท่อนำไข่บริเวณอื่นยังแข็งแรง คุณหมออาจทำการผ่าตัดเอาท่อนำไข่ส่วนที่มีตัวอ่อนฝังอยู่ออก โดยไม่ต้องผ่าตัดเอาท่อนำไข่ทั้งหมดออก

การผ่าตัดเอาท่อนำไข่บริเวณที่มีตัวอ่อนฝังอยู่อาจเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และอาจไม่ส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ในอนาคต ก่อนที่จะทำการผ่าตัดเอาท่อนำไข่ออกทั้งหมด คุณหมออาจปรึกษากับผู้ป่วยเพื่อถามความยินยอมเสียก่อน ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่รักษาด้วยวิธีนี้ อาจออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 2-3 วัน แต่อาจต้องใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ในการฟื้นตัวเต็มที่ การรักษาด้วยวิธีนี้จะขึ้นอยู่กับปริมาณเลือดที่ออกและความเสียหายของท่อนำไข่

การผ่าตัดฉุกเฉิน

หากภาวะท้องนอกมดลูกทำให้เลือดออกมาก หรือเกิดภาวะท่อนำไข่แตก คุณหมออาจต้องทำการผ่าตัดฉุกเฉิน โดยคุณหมอจะทำการกรีดหน้าท้องให้ใหญ่ขึ้น (Laparotomy) เพื่อพยายามหยุดเลือดที่ไหล และพยายามซ่อมแซมท่อนำไข่ ในบางกรณีอาจรักษาท่อนำไข่ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วอาจต้องตัดเอาท่อนำไข่ที่แตกออก

การปรับไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเอง

การปรับไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเองที่ช่วยรับมือท้องนอกมดลูก

ยังไม่มีวิธีป้องกันภาวะท้องนอกมดลูก แต่อาจลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีเหล่านี้

  • จำกัดจำนวนคู่นอน
  • สวมถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และอาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกเชิงกรานอักเสบ
  • งดสูบบุหรี่ก่อนมีการตั้งครรภ์

เครื่องมือคำนวณการตกไข่

เครื่องมือคำนวณการตกไข่

ติดตามรอบการมีประจำเดือนของคุณ เพื่อดูวันที่เหมาะสมที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์หรือคุมกำเนิด

เครื่องมือคำนวณการตกไข่

ติดตามรอบการมีประจำเดือนของคุณ เพื่อดูวันที่เหมาะสมที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์หรือคุมกำเนิด

เครื่องมือคำนวณการตกไข่

ระยะเวลารอบเดือน

(วัน)

28

ช่วงมีประจำเดือน

(วัน)

7

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Ectopic (Extrauterine) Pregnancy. https://www.webmd.com/baby/pregnancy-ectopic-pregnancy#1. Accessed October 15, 2021

Ectopic pregnancy. https://www.pregnancybirthbaby.org.au/ectopic-pregnancy.  Accessed October 15, 2021

Ectopic Pregnancy. https://www.acog.org/womens-health/faqs/ectopic-pregnancy. Accessed October 15, 2021

Ectopic Pregnancy. https://kidshealth.org/en/parents/ectopic.html. Accessed October 15, 2021

Ectopic Pregnancy. https://americanpregnancy.org/healthy-pregnancy/pregnancy-complications/ectopic-pregnancy/. Accessed October 15, 2021

Ectopic pregnancy. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/ectopic-pregnancy/symptoms-causes/syc-20372088. Accessed October 15, 2021

Ectopic pregnancy. https://medlineplus.gov/ency/article/000895.htm. Accessed October 15, 2021

Ectopic pregnancy. https://www.nhs.uk/conditions/ectopic-pregnancy/. Accessed October 15, 2021

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย แก้ไขล่าสุด 31/10/2021
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย พลอย วงษ์วิไล