brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน

แบ่งปัน

แผลในปาก เกิดจากอะไร และวิธีดูแลเมื่อ ลูกเป็นแผลในปาก

แผลในปาก เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป อาจเกิดจากการกัดริมฝีปาก การแปรงฟันและเหงือกแรงเกินไปจนทำให้เนื้อเยื่อในปากเสียหาย หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพ เช่น โรคมือเท้าปาก การติดเชื้อราในปาก แผลในปากอาจมีลักษณะเป็นแผลเปื่อย บวมนูนแดง และมีอาการเจ็บ จนอาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายตัว เจ็บปวด จนร้องไห้ออกมา หากพบว่าเด็กมีแผลในปาก ควรรีบดูแลรักษาให้หายโดยเร็ว เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพร้ายแรง

แผลในปาก เกิดจากอะไร และวิธีดูแลเมื่อ ลูกเป็นแผลในปาก

แผลในปาก คืออะไร

แผลในปาก คือ อาการที่เนื้อเยื่อเสียหายจนมักมีสีผิดปกติ อาจมีลักษณะเป็นแผลเปื่อย บวมนูนแดง มีอาการเจ็บแสบ จนอาจทำให้เด็กมีอาการไม่สบายตัว เจ็บปวด จนร้องไห้ออกมา หรืออาจทำให้กินอาหารลำบาก หากปล่อยไว้นาน อาจทำให้เด็กกินอาหารได้น้อยลงจนเสี่ยงขาดสารอาหารได้

แผลในปาก เกิดจากอะไร

แผลในปากเด็กอาจมีสาเหตุมาจากการกัดริมฝีปาก หรือการแปรงฟันและเหงือกแรงเกินไป จนทำให้เนื้อเยื่อในปากเสียหาย การติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราก็สามารถทำให้เกิดแผลในปากได้ นอกจากนี้ แผลในปากอาจเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาเพนิซิลลามิน (Penicillamine) ยาเฟนิโทอิน (Phenytoin) รวมถึงเกิดจากการวิตามินและแร่ธาตุ เช่น วิตามินบี 12 วิตามินบี 9 หรือโฟเลต

สำหรับเด็กที่ฟันเพิ่งขึ้น เวลาเด็กดูดนมหรือรับประทานอาหาร อาจทำให้ฟันที่เพิ่งขึ้นใหม่ไปขบกับริมฝีปากจนทำให้มีแผลในปากได้เช่นกัน

อาการของแผลในปากชนิดต่าง ๆ ที่ควรรู้

ปัญหาสุขภาพในเด็กที่อาจทำให้เด็กมีแผลในปาก เช่น

  • ภาวะลิ้นลายแผนที่ (Geographic tongue) ภาวะที่ลิ้นอักเสบจนมีลักษณะเป็นฝ้าหรือปื้นขาว ๆ คล้ายแผนที่ ปุ่มลิ้นหรือปุ่มรับรสเล็ก ๆ บนลิ้น (Papillae) หายไป มักส่งผลให้เด็กเจ็บ แสบ ไม่สบายลิ้น โดยเฉพาะเวลารับประทานอาหารและแปรงฟัน
  • โรคมือเท้าปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่พบบ่อย ได้แก่ ไวรัสคอกซากีเอ 16 (Coxsackievirus A16) ทำให้เด็กมีไข้ เจ็บคอ มีตุ่มใสหรือแผลในปาก มือ และเท้า และอาจพบที่ก้นด้วย
  • แผลร้อนใน เกิดจากการมีแผลในช่องปาก อาจมีแผลเดียวหรือหลายแผล โดยแผลจะมีลักษณะเป็นจุดวงกลมสีขาวขุ่น แตกต่างกันไปตามขนาดของแผล อาการนี้มักเป็น ๆ หาย ๆ ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง แต่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวหรือรำคาญ
  • การติดเชื้อราในปาก เกิดจากการติดเชื้อราแคนดิดา (Candida albicans) ในช่องปาก ซึ่งเป็นเชื้อยีสต์ที่พบตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อาจมีลักษณะเป็นฝ้าขาวข้นที่ลิ้น เพดานปาก และกระพุ้งแก้ม บางครั้งอาจพบบริเวณต่อมทอนซิล หรือบริเวณเหงือก
  • โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสคอกซากี เอ (Coxsackievirus A) ทำให้มีตุ่มพอง หรือแผลในปาก มักพบบริเวณหลังลำคอด้านหลัง หรือเพดานปาก ร่วมกับมีอาการปวดศีรษะ มีไข้เฉียบพลัน เจ็บในปากและลำคอ เป็นต้น

วิธีดูแลลูกด้วยตนเองเมื่อลูกเป็นแผลในปาก

แผลในปากมักหายไปภายใน 7-14 วันโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา โดยคุณพ่อคุณแม่อาจดูแลลูกได้ด้วยวิธีเหล่านี้

  • รับประทานยาไอบูโพรเฟน หรือยาอะเซตามิโนเฟน เพื่อรักษาอาการปวดและลดไข้ ข้อควรระวัง คือ ไม่ควรให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน เด็กที่มีภาวะขาดน้ำ หรือเด็กที่อาเจียนเรื้อรัง รับประทานยาไอบูโพรเฟน รวมถึงไม่ควรให้เด็กรับประทานยาแอสไพริน เพราะอาจทำให้เด็กเสี่ยงเป็นอันตรายร้ายแรงได้
  • บรรเทาอาการปวดบริเวณปากด้วยการรับประทานน้ำแข็งหรือไอศกรีมผลไม้แช่แข็ง
  • ไม่ควรให้เด็กรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดหรืออาหารที่มีความเป็นกรดสูง
  • รับประทานยาลดกรด อาจช่วยบรรเทาอาการปวดแผลในปากได้
  • กลั้วปากด้วยน้ำเกลือ อาจช่วยฆ่าแบคทีเรียในช่องปาก และบรรเทาอาการอักเสบได้
  • ระวังไม่ให้เด็กสัมผัสแผลในปากบ่อย ๆ

เมื่อไหร่ควรไปพบคุณหมอ

หากเด็กมีแผลในปากในลักษณะนี้ หรือดูแลด้วยวิธีข้างต้นแล้วแผลในปากไม่หายหรือมีอาการแย่ลง ควรรีบพาไปพบคุณหมอโดยเร็วที่สุด

  • เลือดไหลจากแผลไม่หยุด
  • มีแผลในปากลึกมาก
  • แผลในปากเกิดจากวัตถุที่สกปรก
  • มีอาการคล้ายติดเชื้อ เช่น แผลแดงบวม อักเสบ เป็นไข้
fact-check
ทีม Hello คุณหมอ
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย
เขียนโดย กัญญ์วรา ยุทธ์ธนพิริยะ · แก้ไขล่าสุด 16/11/2022