ราลอกซิฟีน (Raloxifene)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020 . 6 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้ ราลอกซิฟีน

ราลอกซิฟีน ใช้สำหรับ

ราลอกซิฟีน (Raloxifene) ใช้ในผู้หญิงเพื่อป้องกันและรักษาการสูญเสียมวลกระดูก (โรคกระดูกพรุน) หลังหมดประจำเดือน ยานี้จะลดการสูญเสียของมวลกระดูก และช่วยให้กระดูกแข็งแรง ซึ่งส่งผลให้มีแนวโน้มที่กระดูกจะหักต่ำกว่า

ยาราลอกซิฟีนอาจลดความเสี่ยง ที่จะเป็นมะเร็งเต้านมบางชนิด (มะเร็งเต้านมระยะลุกลาม) หลังหมดประจำเดือน

ยาราลอกซิฟีนไม่ใช่ฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่ทำหน้าที่คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนในบางอวัยวะของร่างกาย เช่น กระดูก สำหรับอวัยวะอื่น (ท่อปัสสาวะและเต้านม) ยาราลอกซิฟีนทำหน้าที่เหมือนสารต้านฮอร์โมนเอสโตรเจน ยานี้ไม่ได้บรรเทาอาการหลังหมดประจำเดือน อย่างอาการร้อนวูบวาบ ยาราโลซิฟีนอยู่ในกลุ่มของยาที่เรียกว่ากลุ่มยาเซิร์ม (selective estrogen receptor modulators หรือ SERMs)

คำแนะนำ

  • ไม่ควรใช้ยานี้ก่อนวัยหมดประจำเดือน
  • ไม่ควรใช้ยานี้เพื่อป้องกันโรคหัวใจ

วิธีการใช้ยาราลอกซิฟีน

  • รับประทานยานี้พร้อมอาหารหรือรับประทานเดี่ยวๆ ตามที่แพทย์สั่ง ปกติแล้วจะเป็น 1 ครั้งต่อวัน ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด เพื่อช่วยจำ ควรรับประทานยานี้ในเวลาเดียวกันของแต่ละวัน
  • มั่นใจว่าคุณรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีเพียงพอ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อดูว่า คุณจำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมและวิตามินดีหรือไม่
  • เนื่องจากยานี้อาจซึมเข้าสู่ผิวหนังและปอด รวมถึงอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หรืออาจจะตั้งครรภ์ ไม่ควรใช้ยานี้หรือสูดลมหายใจที่มีผงของยา

การเก็บรักษายาราลอกซิฟีน

คุณควรเก็บยาราลอกซิฟีนไว้ในอุณหภูมิห้อง รวมถึงเก็บให้พ้นจากแสงและความชื้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับยา คุณไม่ควรเก็บยาราลอกซิฟีนไว้ให้ห้องน้ำหรือตู้เย็น ยาราโลซิฟีนแต่ละยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญคือการอ่านคำแนะนำการเก็บรักษายาบนหีบห่อของผลิตภัณฑ์ หรือถามเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย คุณควรเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คุณไม่ควรทิ้งยาราลอกซิฟีนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำอย่างนั้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือทิ้งยาเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่จำเป็นต้องใช้ยาอีกต่อไป ปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีทิ้งยาอย่างปลอดภัย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาราลอกซิฟีน

  • ก่อนใช้ยาราลอกซิฟีน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยาชนิดนี้ รวมถึงหากคุณมีอาการแพ้อื่นๆ ยาตัวนี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ได้ออกฤทธิ์ในการรักษา ที่อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้หรือปัญหาอื่นๆ ปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
  • ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติการเจ็บป่วย โดยเฉพาะการเกิดลิ่มเลือด (ในขา ปอด หรือตา) เส้นเลือดในสมองแตก สมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) โรคหัวใจ (เส้นเลือดในหัวใจอุดตัน) หัวใจวาย คอเลสเตอรอลสูง ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation) ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ โรคไต โรคตับ โรคหัวใจล้มเหลว โรคมะเร็ง ระดับไขมันในเลือดสูง (ไตรกลีเซอไรด์) ที่เกิดจากการรักษาโดยการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen treatment)
  • แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณเพิ่งจะหรือจะผ่าตัดหรือหากคุณต้องนอนติดเตียงหรือนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน (เช่น นั่งเครื่องบินเป็นระยะเวลานาน) ลักษณะเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดลิ่มเลือด โดยเฉพาะหากคุณกำลังใช้ยาราลอกซิฟีน คุณอาจจำเป็นต้องหยุดยาช่วงหนึ่งหรือระมัดระวังเป็นพิเศษ
  • ห้ามใช้ยานี้ระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากยาอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ หากคุณกำลังตั้งครรภ์ หรือคิดว่าคุณอาจจะตั้งครรภ์ แจ้งให้แพทย์ทราบทันที
  • ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ายานี้จะซึมเข้าสู่น้ำนมหรือไม่ ไม่แนะนำให้ใช้ยาระหว่างให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไม่มีการศึกษาในผู้หญิงเพียงพอที่จะระบุความเสี่ยง ขณะใช้ยาราโลซิฟีนระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เป็นประจำ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ก่อนรับประทานยาราโลซิฟีน อ้างอิงจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ยาราโลซิฟีนจัดเป็นยากลุ่มเสี่ยงสำหรับสตรีมีครรภ์ประเภท X

ต่อไปนี้คือประเภทความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา

· A – ไม่เสี่ยง

· B – ไม่พบความเสี่ยงในงานวิจัยบางชิ้น

· C – อาจจะมีความเสี่ยง

· D – มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง

· X – ห้ามใช้

· N – ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาราลอกซิฟีน

  • คุณอาจร้อนวูบวาบ หรือเป็นตะคริวที่ขา หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือแย่ลง แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทันที
  • โปรดจำไว้ว่า แพทย์ได้จ่ายยานี้ เนื่องจากได้ตัดสินใจแล้วว่า ยานี้มีประโยชน์ต่อคุณ มากกว่าความเสี่ยงที่เกิดจากผลข้างเคียง หลายคนใช้ยานี้แล้ว ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงใดๆ
  • เข้ารับการรักษาทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงเหล่านี้ ได้แก่ สัญญาณการเกิดลิ่มเลือด เช่น เกิดอาการเจ็บ บวม มีรอยแดง หรือร้อนที่ขาหรือแขนแบบกะทันหัน เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ไอเป็นเลือด มองเห็นผิดปกติ เช่น เห็นภาพไม่ชัด หรือมองไม่เห็น สัญญาณของเส้นเลือดในสมองแตก เช่น ร่างกายอ่อนแรงเพียงข้างเดียว มีปัญหาในการพูด มองเห็นเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน หรือรู้สึกมึนงง
  • ไม่ค่อยมีอาการแพ้ยาที่รุนแรงเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม เข้ารับการรักษาทันที หากคุณสังเกตเห็นอาการแพ้ ได้แก่ ผื่น คันผิวหรือผิวบวม (โดยเฉพาะที่ใบหน้า ลิ้นหรือลำคอ) วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง มีปัญหาเรื่องการหายใจ
  • ไม่ใช่ทุกคนที่จะแสดงอาการอันเนื่องมาจากผลข้างเคียงเหล่านี้ อาจมีผลข้างเคียงอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีความกังวลเรื่องผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

  • ยาอื่นที่อาจทำปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ ยาไบล์แอซิดซีเควสแตรนต์ชนิดเรซิน เช่น ยาคอเลสไทรามีน (cholestyramine) ยาคอเลสทิพอล (colestipol) และสารเอสโตรเจน
  • ยานี้อาจส่งผลต่อผลตรวจทางห้องปฏิบัติการบางชนิด และอาจจะทำให้ผลผิดพลาดได้ แจ้งให้บุคลากรในห้องปฏิบัติการและแพทย์ทราบว่า คุณกำลังรับประทานยานี้อยู่

ยาราลอกซิฟีนอาจมีปฏิกิริยาต่อยาตัวอื่นที่คุณกำลังรับประทานอยู่ และอาจส่งผลให้ยาที่คุณรับประทานออกฤทธิ์ต่างไปจากเดิม หรือเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่รุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาที่อาจเป็นไปได้ คุณควรเก็บรายชื่อยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาที่ต้องใช้ใบสั่งจากแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และผลิตภัณฑ์สมุนไพร) และแจ้งให้แพทย์รวมถึงเภสัชกรทราบ เพื่อความปลอดภัย อย่าเริ่ม หรือหยุดรับประทานยา รวมถึงเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาราลอกซิฟีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์ โดยเปลี่ยนฤทธิ์ยาหรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ถึงอาหารหรือแอลกอฮอล์ที่อาจทำปฏิกิริยากับยานี้ ก่อนรับประทานยา

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาราลอกซิฟีนอาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ปฏิกิริยาของยาที่มีต่อร่างกายอาจทำให้สุขภาพของคุณย่ำแย่ลง หรือเปลี่ยนฤทธิ์ของยา สิ่งสำคัญ คือโปรดแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับสุขภาพและโรคประจำตัวของคุณ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ก่อนใช้ยาราลอกซิฟีน

ขนาดยาราลอกซิฟีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาโรคกระดูกพรุน

รับประทานยา 60 มิลลิกรัมต่อวัน

คำแนะนำ

  • ใช้รักษาหรือป้องกันโรคกระดูกพรุน แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารเสริมประเภทแคลเซียมและ/หรือวิตามินดี หากการรับประทานยาในแต่ละวันไม่เพียงพอ
  • เมื่อใช้ยานี้เพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมที่ลุกลาม ระยะเวลาที่ใช้ยาไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

การใช้

  • ใช้รักษาและป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
  • ลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่เป็นโรคกระดูกพรุน และ/หรือมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่ในการป้องกันโรคกระดูกพรุน

รับประทานยา 60 มิลลิกรัมต่อวัน

คำแนะนำ

  • ใช้รักษาหรือป้องกันโรคกระดูกพรุน แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารเสริมประเภทแคลเซียมและ/หรือวิตามินดี หากการรับประทานยาในแต่ละวันไม่เพียงพอ
  • เมื่อใช้ยานี้เพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมที่ลุกลาม ระยะเวลาที่ใช้ยาได้สูงสุดไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

การใช้

  • ใช้รักษาและป้องกันโรคกระดูกพรุน ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
  • ลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่เป็นโรคกระดูกพรุน และ/หรือมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่ในการป้องกันมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม

รับประทานยา 60 มิลลิกรัมต่อวัน

คำแนะนำ

  • ใช้รักษาหรือป้องกันโรคกระดูกพรุน แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารเสริมประเภทแคลเซียมและ/หรือวิตามินดี หากการรับประทานยาในแต่ละวันไม่เพียงพอ
  • เมื่อใช้ยานี้เพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมที่ลุกลาม ระยะเวลาที่ใช้ยาได้สูงสุดไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

การใช้

  • ใช้รักษาและป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
  • ลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่เป็นโรคกระดูกพรุน และ/หรือมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคไต

การทำงานผิดปกติของไตขั้นไม่รุนแรงหรือความสามารถของไตในการกำจัดสารครีอะตินิน 51 ถึง 80 มิลลิลิตรต่อวินาที: ไม่มีข้อมูล

การทำงานผิดปกติของไตขั้นปานกลางหรือรุนแรงหรือความสามารถของไตในการกำจัดสารครีอะตินินต่ำกว่า 50 มิลลิลิตรต่อวินาที: ใช้อย่างระมัดระวัง

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคตับ

การทำงานผิดปกติของตับ: ใช้อย่างระมัดระวัง

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำในการใช้

  • รับประทานยานี้ในเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องตรงกับมื้ออาหาร

โดยทั่วไป

  • ความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมระบุได้จาก การตรวจชิ้นเนื้อเต้านมอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ที่แสดงถึงมะเร็งเต้านมเฉพาะที่ (lobular carcinoma in situ หรือ LCIS) หรือการแบ่งตัวของเซลล์ที่ท่อน้ำนมผิดปกติ (atypical hyperplasia) มีญาติสายตรง (บิดามารดาหรือพี่น้อง) ที่เป็นมะเร็งเต้านม หรือมีความเสี่ยงว่าในระยะ 5 ปีที่จะเป็นมะเร็งเต้านม 1.66 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า (พิจารณาจากการตรวจคัดกรองมะเร็งแบบ Gail model)
  • การทดลองทางคลินิกชี้ว่า ยานี้ไม่มีผลคล้ายกับเอสโตรเจนต่อท่อปัสสาวะหรือเนื้อเยื่อเต้านม
  • การใช้ยาเกินขนาด: ไม่มียาแก้พิษที่เฉพาะเจาะจง

การเฝ้าสังเกต

  • การตรวจเต้านมและแมมโมแกรม (mammogram) ก่อนหรือระหว่างการใช้ยา

ขนาดยาราลอกซิฟีนสำหรับเด็ก

ไม่ได้มีการกำหนดขนาดยาสำหรับผู้ป่วยที่เป็นเด็ก ยานี้อาจไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก สิ่งที่สำคัญคือต้องศึกษาการใช้ยาอย่างปลอดภัยก่อนรับประทาน โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

รูปแบบของยา

ยาราโลซิฟีนมีรูปแบบดังต่อไปนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

7 ประโยชน์ จาก ถั่วลูกไก่ ที่รู้แล้วต้องรีบรับประทานทันที

การรับประทาน ถั่วลูกไก่ สามารถช่วยให้ร่างกายภายในของคุณแข็งแรงขึ้น เนื่องจากมีประโยชน์หลากหลาย ที่วันนี้ Hello คุณได้นำมาฝากทุกคนให้ได้ลองอ่านกันในบทความนี้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin

คนข้ามเพศ กับ โรคกระดูกพรุน เกี่ยวข้องกันอย่างไร

คนข้ามเพศ กับ โรคกระดูกพรุน มีความเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากยาบางตัวที่ได้รับจากการแปลงเพศจะไปลดฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูก ทำให้กระดูกอ่อนแอ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์

สารฟลูออไรด์ (Fluoride)

สารฟลูออไรด์ (Fluoride) เป็นสารที่เพิ่มความแข็งแรงของสารเคลือบฟันและช่วยป้องกันฟันผุ โดยเราสามารถได้รับฟลูออไรด์จากอาหารและน้ำ รวมไปถึงยาสีฟันบางประเภท

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
สมุนไพร ก-ฮ, ยา-สมุนไพร ก-ฮ มิถุนายน 20, 2019 . 4 mins read

เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ออกกำลังกายแบบไหนดีสุด?

คุณยังมีโอกาสในการ เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก และป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ วิธีการก็คือการออกกำลังกายด้วยการใช้น้ำหนักร่างกายหรือเวทเทรนนิ่ง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย pimruethai
ฟิตเนส, สุขภาพชีวิตที่ดี ตุลาคม 15, 2018 . 2 mins read

บทความแนะนำ

สุดยอดอาหารสำหรับคุณผู้ชาย-สุขภาพ

สุดยอดอาหารสำหรับคุณผู้ชาย หากินก็ง่าย แถมได้สุขภาพด้วย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ กรกฎาคม 2, 2020 . 4 mins read
การออกกำลังกาย-สำหรับผู้ป่วยกระดูกพรุน

การออกกำลังกาย สำหรับผู้ป่วยกระดูกพรุน ออกอย่างไรให้แข็งแรงและปลอดภัย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 25, 2020 . 3 mins read
เพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก-เคล็ดลับ

เพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ เหล่านี้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 5, 2020 . 3 mins read
ความหนาแน่นของกระดูก

ความหนาแน่นของกระดูก (Bone density )

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ฤทธิศักดิ์ วงศ์วุฒิพงษ์
เผยแพร่วันที่ เมษายน 20, 2020 . 2 mins read