backup og meta

PMS หรือ Premenstrual Syndrome อาการและวิธีรับมือ

ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงนันทิวดี มาเมือง · สูตินรีเวชวิทยา · โรงพยาบาลสุขุมวิท


เขียนโดย ศุภานิช สุริโย · แก้ไขล่าสุด 09/06/2023

    PMS หรือ Premenstrual Syndrome อาการและวิธีรับมือ

    PMS หรือ Premenstrual Syndrome คือ กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีอาการของ PMS เช่น ปวดท้อง หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล นอนไม่ค่อยหลับ มีอารมณ์ทางเพศน้อยลง อย่างน้อย 1 อาการในทุก ๆ เดือน รับประทานยา เช่น ไอบูโพรเฟน แอสไพริน กรดมีเฟนามิก ร่วมกับการด้วยการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การนอนหลับให้เพียงพอ การงดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ อาจช่วยบรรเทาอาการนี้ได้

    PMS คืออะไร และเกิดจากอะไร

    PMS หรือ Premenstrual Syndrome คือ กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มอาการทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุของ PMS ได้อย่างแน่ชัด แต่ภาวะนี้อาจเกิดจากระดับฮอร์โมนแปรปรวนในช่วงก่อนเป็นประจำเดือน โดยอาจเริ่มมีอาการหลังวันตกไข่ 1 วัน เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) จะลดลงอย่างมาก ตามปกติแล้วกลุ่มอาการที่กล่าวมาจะหายไปหลังจากเริ่มเป็นประจำเดือนในรอบนั้น ๆ เนื่องจากระดับฮอร์โมนจะเริ่มสูงขึ้นอีกครั้ง และจะกลับมาเป็นอีกเมื่อประจำเดือนรอบใหม่ใกล้เข้ามา

    อาการของ PMS

    อาการ PMS ที่พบได้บ่อยอาจมีดังนี้

    อาการทางร่างกาย

  • หน้าอกคัดตึง ปวด หรือขยายใหญ่
  • เป็นสิว
  • ท้องอืด น้ำหนักเพิ่มขึ้น
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดหลัง
  • ท้องผูกหรือท้องเสีย
  • อยากอาหารมากกว่าปกติ
  • อาการทางอารมณ์

    • หงุดหงิดง่าย
    • อารมณ์แปรปรวน
    • ซึมเศร้า
    • ร้องไห้ง่ายและบ่อย
    • วิตกกังวล
    • นอนหลับมากหรือน้อยกว่าปกติ
    • มีปัญหาในการจดจ่อและจดจำอะไรไม่ค่อยได้
    • มีอารมณ์ทางเพศน้อยลง
    • มีความสนใจในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ลดลง

    ภาวะ PMS ที่เกิดขึ้นอาจมีอาการเพียงเล็กน้อยไปจนถึงมีอาการรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือที่เรียกว่ากลุ่มอาการอารมณ์ผิดปกติก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual dysphoric disorder หรือ PMDD) ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ เช่น หงุดหงิดมากจนกระทบคนอื่น เครียดรุนแรง ซึมเศร้าจนอยากฆ่าตัวตาย มีอาการแพนิค อารมณ์แปรปรวน ร้องไห้บ่อย นอนไม่หลับ ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ซึ่งถือเป็นอาการรุนแรงที่ควรไปพบคุณหมอเพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสมโดยเร็ว

    ผู้ที่มีปัจจัยต่อไปนี้ อาจยิ่งทำให้อาการของ PMS รุนแรงขึ้น

  • เครียดจัด
  • มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum depression) หรือเป็นโรคซึมเศร้า
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้า
  • เมื่ออายุมากขึ้น อาการ PMS จะดีขึ้นหรือไม่

    ภาวะ PMS อาจรุนแรงมากขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะเมื่ออายุ 30 ปลาย ๆ เข้าวัย 40 ปี หรือเข้าสู่ระยะก่อนหมดประจำเดือน (Perimenopause) ยิ่งหากมีภาวะ PMS แล้วมีอารมณ์แปรปรวนมาตลอด เมื่อร่างกายปรับตัวเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน (Menopause) อาจทำให้อารมณ์ยิ่งแปรปรวนง่ายและรุนแรงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนเริ่มขาดสมดุลและจะขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างคาดเดาไม่ได้

    ภาวะ PMS จะหายไปอย่างสมบูรณ์หลัเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เนื่องจากร่างกายจะหยุดผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน รังไข่หยุดการผลิตไข่ และประจำเดือนไม่มาอีกเลย

    การวินิจฉัย PMS

    หากเกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจในช่วงก่อนมีประจำเดือนเป็นประจำจนภาวะ PMS กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ควรรีบไปพบคุณหมอ โดยทั่วไป คุณหมอจะสอบถามเกี่ยวกับช่วงเวลาที่มีอาการหรือความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น และอาจวินิจฉัยว่าเป็น PMS เมื่ออาการเข้าข่ายดังต่อไปนี้

    • มีอาการก่อนมีประจำเดือนประมาณ 5 วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน
    • อาการหายไปภายใน 4 วันหลังมีประจำเดือน
    • อาการที่เกิดขึ้นกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ไม่สามารถไปเรียน ไปทำงาน ได้ตามปกติ

    นอกจากนี้ คุณหมออาจสอบถามเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์และยาที่ใช้อยู่ และอาจสั่งทดสอบเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการในลักษณะเดียวกัน เช่น โรควิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ระยะก่อนหมดประจำเดือน โรคไทรอยด์ ยารักษาโรคที่ใช้อยู่ ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome)

    การรักษา PMS

    โดยทั่วไป คุณหมอจะแนะนำให้ผู้ป่วยจัดการกับอาการไม่พึงประสงค์จากภาวะ PMS ด้วยการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้นและรับประทานยาตามอาการที่พบ สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง คุณหมออาจแนะนำให้ใช้ยาตามใบสั่งแพทย์เพิ่มเติม

    การรักษาด้วยการใช้ยา

    • ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตอรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แอสไพริน (Aspirin) กรดมีเฟนามิก (Mefenamic Acid) อาจช่วยบรรเทาอาการปวดเต้านมและปวดประจำเดือนได้
    • ยาคุมกำเนิด (Hormonal birth control) เช่น ยาคุมแบบเม็ด ห่วงอนามัย ยาคุมแบบแปะ อาจช่วยยับยั้งการตกไข่และลดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ปวดเต้านม ปวดท้อง
    • ยาต้านเศร้าและยาคลายกังวล (Antidepressants and anti-anxiety medication) เป็นยาที่ควรรับประทานภายใต้การดูแลของคุณหมอเท่านั้น
    • ยาขับปัสสาวะ (Diuretic) อาจช่วยบรรเทาอาการปวดเต้านม ท้องอืดได้

    การรักษาด้วยการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์

    • ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น ออกกำลังกายในระดับความเข้มข้นปานกลางอย่างการวิ่ง การเดินเร็ว การปั่นจักรยาน การว่ายน้ำ อย่างน้อย 30 นาที/วัน จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นและคลายความเครียดหรือความกังวลได้
    • รับประทานอาหารให้หลากหลายและมีสารอาหารครบถ้วนเช่น ธัญพืชเต็มเมล็ด ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ไม่ติดหนังและไขมัน เนื้อปลา พืชตระกูลถั่ว และหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดที่อาจทำให้อาการก่อนประจำเดือนแย่ลง เช่น อาหารรสเค็ม อาหารไขมันสูง อาหารน้ำตาลสูง และควรจำกัดการบริโภคแอลกอฮอล์และอาหารที่มีคาเฟอีนสูง
    • นอนหลับอย่างน้อย 8 ชั่วโมง/วัน อาจช่วยให้อารมณ์แจ่มใสและคลายความวิตกกังวลลงได้
    • ทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น โยคะ นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ ทำงานบ้านเบา ๆ เพื่อคลายเครียด ลดความหงุดหงิดและความเศร้าที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่มีอาการก่อนประจำเดือน

    หมายเหตุ

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย

    แพทย์หญิงนันทิวดี มาเมือง

    สูตินรีเวชวิทยา · โรงพยาบาลสุขุมวิท


    เขียนโดย ศุภานิช สุริโย · แก้ไขล่าสุด 09/06/2023

    advertisement iconโฆษณา

    คุณได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่?

    advertisement iconโฆษณา
    advertisement iconโฆษณา