home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

การลดระดับไขมันในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ

การลดระดับไขมันในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพระดับต้นของโลกและเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักในการเสียชีวิต ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเนื่องจากอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคทั้งสองอยู่ในระดับที่สูง ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจสุขภาพ เป็นประจำเพื่อลดและป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนหลังจากนั้น แพทย์อาจแนะนำวิธีการรักษา โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจให้ทราบ ซึ่งสามารถจำแนกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. การปรับเปลี่ยนแนวทางชีวิต ประกอบด้วยการควบคุมอาหาร การไม่ใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  2. การรักษาเบาหวานด้วยยา
  3. การป้องกันและรักษาโรคร่วมและโรคแทรกซ้อน เช่นโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease) คืออะไร

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease หรือ Coronary artery disease) คือโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีการอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary arteries)

ในหลอดเลือดแดงทั่วไปนั้น เลือดจะไหลเข้าตอนที่หัวใจบีบตัวสร้างแรงดัน แต่ในหลอดเลือดหัวใจ การไหลของเลือดแตกต่างจากหลอดเลือดแดงอื่น ๆ เพราะเลือดจะไหลเข้าหลอดเลือดหัวใจได้ ตอนที่หัวใจคลายตัว เนื่องจากตอนที่หัวใจบีบตัว แรงดันที่หัวใจสูงมาก เลือดจึงไม่สามารถไหลเข้าไปได้โดยง่าย แต่ตอนหัวใจคลายตัว แรงดันที่หัวใจลดลงมาก จนเลือดแดงในหลอดเลือดแดงใหญ่ ที่เหลือแรงดันไม่มากนัก ยังจะสามารถไหลเข้าไปใน หลอดเลือดหัวใจ เพื่อนำอาหาร และออกซิเจนปริมาณสูงไปเลี้ยงหัวใจได้

โดยทั่วไปแล้วถ้าบริเวณผนังหลอดเลือดใดมีการอักเสบหรือเสียหายก็จะมีไขมันและแคลเซียมมาเกาะตัวที่บริเวณ ผนังหลอดเลือดนั้น ๆ ส่งผลให้หลอดเลือดบริเวณนั้นแคบตีบลง เลือดไหลผ่านไปหล่อเลี้ยงอวัยวะปลายทางได้น้อย ยิ่งกว่านั้นเลือดที่ไหลช้าลงยังทำให้เกิดเลือดแข็งตัวได้ง่ายขึ้น กลายเป็นลิ่มเลือดเกาะตัวในบริเวณนั้นได้ และถ้าหาก เกิดแรงดันเลือดสูงขึ้น ลิ่มเลือดที่เกาะนั้นถูกเซาะหลุดออกไป ก็อาจจะไปอุดตันที่บริเวณส่วนปลายถัดไปของหลอดเลือดได้

ในกรณีหลอดเลือดหัวใจแคบตีบลงเพราะเคยอักเสบหรือเสียหาย เป็นเหตุให้เกิดไขมันไปพอกหนา จนเลือดไหลไปเลี้ยงหัวใจไม่สะดวก ทำให้หัวใจขาดเลือด ขาดออกซิเจน คนไข้จะเกิดอาการแน่นหน้าอก เหมือนมีแรงมากดหรือบีบ บริเวณหน้าอกในบางคนอาจรู้สึกถึงแรงบีบนั้นที่หัวไหล่ แขน คอ กราม และหลังได้

ในกรณีที่อาการรุนแรง หลอดเลือดหัวใจเกิดตีบแคบมากจนเลือดไหลไปเลี้ยงหัวใจไม่ได้ หรือลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นหลุดไปอุด ก็จะทำให้ไม่มีเลือดไปเลี้ยงหัวใจ เกิดเป็นภาวะหัวใจวายเฉียบพลันหากไม่สามารถรักษาได้ทัน ก็อาจส่งผลถึงชีวิต ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

อาการของโรคหัวใจที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เกิดขึ้นเมื่อการไหลเวียนของเลือดที่มีออกซิเจนไปยังหัวใจถูกขัดขวาง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ เมื่อไขมันที่มาเกาะบริเวณหลอดเลือดแดงมีการแตกออก ส่วนของเซลล์เม็ดเลือดที่เรียกว่า เกล็ดเลือดเกาะอยู่ตรงปากบาดแผลและอาจจะรวมตัวกันจนเกิดเป็นลิ่มเลือด ถ้าลิ่มเลือดใหญ่มากพอ ลิ่มเลือดนั้นสามารถอุดตันกระแสเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจได้ และถ้าหากการอุดตันไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดเป็นเวลานาน จะเริ่มเสียหาย เป็นวงกว้างและบางส่วนจะเสียหายถาวรเนื้อเยื่อหัวใจ ที่เคยสุขภาพดีแข็งแรงจะถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อที่ไม่สมบูรณ์ ความเสียหายของหัวใจอาจไม่ชัดเจน แต่ถ้าตรวจวัดอย่างละเอียด จะพบว่าประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ และความทนทานต่อการขาดเลือดอีกครั้งหนึ่งจะลดลง สามารถก่อให้เกิด ปัญหารุนแรงในระยะยาวได้

  • ภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลว คือ ภาวะที่หัวใจไม่สามารถบีบตัวให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างเพียงพอ สัญญาณและอาการที่บ่งบอกถึงโรคนี้โดยทั่วไปคือ เหนื่อยง่าย หายใจหอบ หรือเริ่มหายใจติดขัด อ่อนล้าเร็ว น้ำหนักขึ้นอย่างกะทันหัน และมีอาการบวมที่ข้อเท้า เท้า ขา ท้องและหลอดเลือดดำที่คอ อาการทั้งหมดที่กล่าวมา เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถระบายเลือดออกไปได้ทัน ทำให้เกิดน้ำคั่งค้าง ท่วมท้นอวัยวะต่าง ๆ เมื่ออาการเริ่มแสดงออกจะรู้สึกได้ว่ามีการหายใจหอบจากการเคลื่อนไหวตามปกติในชีวิตประจำวัน เช่น การขึ้นบันได เป็นต้น

  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ในภาวะปกติ หัวใจจะเต้นประมาณ 70-100 ครั้งอย่างสม่ำเสมอ และอาจจะเต้นเร็วมากขึ้น เมื่อมีกิจกรรมหรือการออกกำลังกาย โดยไม่เกินตัวเลขค่าหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุ แต่ไม่ว่าจะเต้นเร็วหรือเต้นช้า การเต้นของหัวใจจะมีจังหวะสม่ำเสมอ

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คือ ภาวะที่หัวใจเต้นจังหวะไม่สม่ำเสมอ มีการหยุดเต้นเป็นบางครั้งบ่อยมาก ทำให้ผู้ป่วย รู้สึกถึงอาการใจสั่น หน้ามืด หรือหัวใจเต้นรัว จนหมดแรงก่อนหยุดเต้นไปในที่สุด ส่งผลให้เสียชีวิตในทันที ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อน

ผลการวิจัยพบว่าโรคหลอดเลือดหัวใจเกิดขึ้นเมื่อชั้นภายในของหลอดเลือดหัวใจถูกทำลายจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ระดับคอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน การมีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โรคเมตาบอลิก การไม่ออกกำลังกาย อายุมาก พันธุกรรม และโรคเบาหวานก็เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยง ของการเกิด โรคหลอดเลือดหัวใจเช่นกัน

วิธีการรักษาโรคเบาหวาน

การให้ความรู้ผู้ป่วยเบาหวานเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาในแต่ละกรณี ผู้ป่วยและครอบครัวควรมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายในการลดน้ำหนัก ลดความดันโลหิต และลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยร่วมมือกับทีมแพทย์อย่างใกล้ชิดในการวางแผนการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน และครอบครัวควรได้รับความรู้และมีทักษะพื้นฐานในเรื่องต่าง ๆ อย่างเพียงพอ เพื่อให้มั่นใจว่าการรักษาจะเป็นไปอย่างเหมาะสม ดังนี้

  • เป้าหมายของการรักษารายบุคคล
  • โภชนาการตามความต้องการของร่างกายรายบุคคลและการวางแผนเกี่ยวกับอาหารแต่ละมื้อ
  • ประเภทและขอบเขตของการออกกำลังกาย
  • สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการควบคุมด้วยอาหารและการออกกำลังกายร่วมกับยาลดระดับน้ำตาลและการฉีดอิซูลิน
  • การเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้น เช่น งดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์
  • การติดตามผลของการดูแลตนเอง
  • การรับมือกับเหตุฉุกเฉิน เช่น การเจ็บป่วย หรือ มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • วิธีหลีกเลี่ยงโรคแทรกซ้อนและสังเกตอาการในระยะเริ่มต้น เช่น วิธีการดูแลเท้า

วิธีการรักษาโรคเบาหวานประกอบด้วย 3 วิธีหลัก ได้แก่

1) การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่แล้วประกอบไปด้วยการควบคุมอาหาร ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

2) การรักษาโดยใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด และการฉีดอินซูลิน

3) การป้องกันโรคร่วมและโรคแทรกซ้อน

การรักษาโรคเบาหวานโดยการควบคุมอาหาร

โภชนาการนั้นเป็นเรื่องพื้นฐานของการรักษาเบาหวาน การรักษาใด ๆ จะไม่เป็นผล หรืออาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ หากผู้ป่วยและครอบครัวขาดความเข้าใจในเรื่องโภชนาการที่ถูกต้อง

ข้อแนะนำในการรับประทานอาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวานมีดังนี้

  • สัดส่วนของไขมันในอาหารควรมี 25-35% ของปริมาณแคลอรีทั้งหมด แต่ไขมันอิ่มตัวไม่ควรเกิน 10% ของปริมาณพลังงานทั้งหมด และไม่ควรรับประทานคอเลสเตอรอลเกิน 300 มก. ต่อวัน
  • สัดส่วนโปรตีนควรเป็น 10-15% ของพลังงานทั้งหมด (0.8-1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก.) แหล่งโปรตีนควรมีความหลากหลายทั้งจากพืชและสัตว์
  • คาร์โบไฮเดรตให้ปริมาณแคลอรี 50-60% ของปริมาณอาหารทั้งหมดแม้ว่าตามปกติแล้วจะแนะนำว่า แหล่งคาร์โบไฮเดรตควรมีความหลากหลายและมีไฟเบอร์สูงแต่ควรให้ความสำคัญกับปริมาณ คาร์โบไฮเดรตทั้งหมดที่บริโภคมากกว่าแหล่งที่มาของคาร์โบไฮเดรต
  • ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเกลือมากเกินไป โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่มีความดันโลหิตสูงและเป็นโรคไต
  • ควรใช้สารให้ความหวานเทียมในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรใช้สารให้ความหวานมีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ซอร์บิทอลและฟรุกโตส
  • ข้อควรระวังเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์สำหรับผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานก็ใช้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานเช่นกัน อย่างไรก็ตามแอลกอฮอล์มีแนวโน้มที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในผู้ที่รับประทานยาต้านเบาหวาน และผู้ที่มีความผิดปกติของไขมันและผู้ป่วยที่เป็นโรคระบบประสาท ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเด็ดขาด

การรักษาโรคเบาหวานด้วยยา

ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดจะถูกใช้ในการรักษาเมื่อใช้วิธีการควบคุมอาหารอาหารร่วมกับการออกกำลังกายแล้วไม่สำเร็จ ในปัจจุบันมียาลดระดับน้ำตาลในเลือดหลายกลุ่ม เช่น ยากลุ่มไบกัวไนด์ ยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย

นอกเหนือจากยาเหล่านี้แล้วผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจจะต้องป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยยาควบคุมระดับไขมันในเลือดเช่นเดียวกัน เช่น ยากลุ่มไฟเบรท และยากลุ่มสแตติน เป็นต้น โดยในบทความนี้ เราจะกล่าวถึงกลุ่มยาสแตตินเป็นหลัก

การป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในโรคเบาหวานโดยกลุ่มยาสแตติน

นอกจากระดับน้ำตาลในเลือดอันเป็นต้นเหตุปัญหาในโรคเบาหวานแล้ว ระดับไขมันในเลือด ก็เป็นอีกปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญ และควบคุมอย่างจริงจังเช่นกันเป้าหมายหลักในการรักษาระดับคอเลสเตอรอลคือ การทำให้ระดับไขมัน LDL ลดลง แพทย์จะจ่ายยาตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่มสแตตินที่มีหลากหลายชนิด เช่น Rosuvastatin Atorvastatin Simvastatin Fluvastatin Pravastatin Pitavastatin เพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว

ยากลุ่มสแตตินมีประสิทธิภาพสูงในการลดไขมัน LDL ลดไตรกลีเซอไรด์ และเพิ่มไขมัน HDL ผู้ป่วยมักทนต่อยากลุ่มนี้ได้ดี โดยยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ HMG-CoA reductase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้ในขั้นตอนการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับและในเนื้อเยื่ออื่น ๆ เมื่อเอนไซม์นี้ถูกยับยั้ง จะมีผลทำให้คอเลสเตอรอลภายในตับลดลง ตับจึงเพิ่มการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือดมาใช้ โดยการสร้าง LDL-receptor เพิ่มขึ้นบนผิวเซลล์ตับ จึงทำให้ระดับของไขมัน LDL ภายในกระแสเลือดลดลงได้ ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นจากการลด ไขมัน LDL ของกลุ่มยาสแตติน จึงมีผลลดความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหลอดเลือดหัวใจ

นอกจากนี้ กลุ่มยาสแตติน เป็นยาที่ทำให้การทำงานเซลล์เยื่อบุหลอดเลือดดีขึ้น ลดกระบวนการอักเสบของหลอดเลือด จากการศึกษาการใช้ยาลดไขมันในผู้ป่วย โดยกลุ่มความร่วมมือของแพทย์ผู้รักษาพบว่าในแต่ละปีกลุ่มคนที่ได้รับยาสแตติน ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดที่เป็นอันตรายได้ถึง 25%

ประสิทธิภาพของ กลุ่มยาสแตติน

ในปีพ.ศ. 2556 สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาได้ออกคำแนะนำว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอายุ 40 ถึง 75 ปีที่มี ค่าไขมัน LDL มากกว่า 70mg / dL และกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีสาเหตุมาจาก หลอดเลือดแดงแข็ง สมควรได้รับยาสแตตินร่วมในการรักษาด้วย เพราะมีหลักฐานที่สอดคล้องกัน จากงานวิจัยจำนวนมาก ที่แสดงว่า

  • ในผู้ใหญ่ที่เป็นเบาหวานที่ไม่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด การลดระดับไขมันในเลือดด้วยสแตตินในขนาดปานกลาง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 27 เปอร์เซ็นต์ต่อการลด LDL-C 38.7mg / dL
  • ในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ การลดระดับไขมันในเลือดด้วยสแตตินช่วยลดความเสี่ยงของ โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 21 เปอร์เซ็นต์ต่อการลด LDL-C 38.7mg / dL

ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หากจำเป็นต้องมีการใช้ยาในกลุ่มสแตตินเพื่อลดระดับไขมันในเลือดว่าควรใช้ยาในขนาดไหน หรือควรปรับวิธีการใช้ชีวิตได้อย่างไรเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีที่สุด

PP-LIP-THA-0216

health-tool-icon

เครื่องคำนวณอัตราการเผาผลาญพลังงาน (BMR)

ใช้เครื่องมือคำนวณปริมาณแคลอรี่ของเราเพื่อช่วยคำนวณปริมาณแคลอรี่ที่ที่ร่างกายของคุณต้องการในแต่ละวัน โดยพิจารณาจากส่วนสูง น้ำหนัก อายุ และระดับการทำกิจกรรม

เพศชาย

เพศหญิง

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

รูปของผู้เขียน
เขียนโดย ทีม Hello คุณหมอ เมื่อ 11/11/2020
x