ยาเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยหลักในการรักษาอาการเจ็บป่วยหรือปัญหาสุขภาพต่างๆ แต่การจะใช้ยาให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น เราก็ต้องใช้ยาอย่างระมัดระวัง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด ขั้นแรกเลยเมื่อได้ยามาแล้ว คุณควรอ่านฉลากยาให้ละเอียด จะได้รู้ว่าต้องใช้ยาวันละกี่ครั้ง ในขนาดยาเท่าไหร่ และอีกสิ่งหนึ่งที่คุณห้ามละเลยเด็ดขาดเลยก็คือ วันหมดอายุของยา เพราะหากคุณใช้ ยาหมดอายุ แทนที่อาการเจ็บป่วยจะหาย อาจกลายเป็นแย่กว่าเดิมได้
ทำไมยาถึงต้องมี วันหมดอายุ
วันหมดอายุ หรือวันสิ้นอายุ (expiration date) ที่ระบุไว้บนผลิตภัณฑ์ยานั้น คือ วันสุดท้ายที่ผู้ผลิตรับรองว่ายาจะยังคงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ยาแผนปัจจุบันทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์สั่ง หรือยาที่สามารถหาซื้อได้เองตามร้านขายยาต้องระบุวันสิ้นอายุ หรือ วันหมดอายุของยา ไว้ในฉลากยาอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยาสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็ต้องมีวันหมดอายุระบุไว้เช่นกัน
หากบนฉลากยาไม่ได้ระบุวันหมดอายุครบถ้วนทั้ง “วัน/เดือน/ปี” แต่ระบุเพียงแค่ “เดือน/ปี” นั่นหมายถึงว่า ยาจะหมดอายุในวันสุดท้ายของเดือนที่ระบุไว้ เช่น Exp. 07/2020 ก็หมายถึง ยาหมดอายุ วันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 2020 โดยคำว่า “วันหมดอายุ” หรือ “วันสิ้นอายุ” ที่ระบุบนฉลากยานั้น อาจไม่ใช่ภาษาไทยแต่เป็นภาษาอังกฤษ เช่น
- expiry
- expiry date
- expires
- exp
- exp date
- use by
- use before
สำหรับคำว่า “Use by” หรือ “Use before” แปลเป็นไทยได้ว่า “ควรใช้ก่อน” หากบนฉลากยาใช้คำนี้และระบุเพียงแค่ “เดือน/ปี” นั่นหมายความว่า คุณไม่ควรใช้ยานั้นหากถึงเดือนที่ระบุไว้แล้ว เช่น Use by 07/2020 ก็เท่ากับว่า คุณใช้ยาได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2020
อย่างไรก็ตาม หากคุณเก็บยาไม่เหมาะสม หรือไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากยา ก็อาจทำให้ ยาเสื่อมสภาพ หรือมีคุณภาพลดลงได้เร็วกว่าวันหมดอายุที่ระบุไว้บนฉลากยาได้ โดยเฉพาะยาที่ไวต่อสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสง
ยาหมดอายุ ใช้ไม่ได้ผลจริงไหม
เมื่อยาหมดอายุ อาจทำให้สารประกอบเคมี (chemical composition) เปลี่ยนแปลงไป จนกระทบกับประสิทธิภาพของยา คือทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง และอาจเพิ่มความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้ อีกทั้งยาหมดอายุบางชนิดอาจยังเสี่ยงเป็นแหล่งเจริญเติบโตของแบคทีเรีย หรือหากเป็นยาปฏิชีวนะที่หมดอายุก็อาจช่วยรักษาการติดเชื้อไม่ได้ จนนำไปสู่อาการเจ็บป่วยที่ร้ายแรงขึ้น หรือทำให้แบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะได้ด้วย ฉะนั้น หากยาหมดอายุ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าอย่านำมาใช้ เพราะนอกจากยาจะไม่ได้ประสิทธิภาพแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายด้วย
ยาหมดอายุ ยาเสื่อมสภาพ สังเกตได้ยังไงบ้าง
แคปซูลแข็ง หากหมดอายุจะบวมโป่ง อาจมีเชื้อราที่เปลือกแคปซูล ผงยาข้างในเปลี่ยนสี หรือเป็นก้อน แคปซูลนิ่ม เปลือกแคปซูลจะเยิ้มเหลว เหนียวกว่าปกติ หรือแคปซูลเปื่อยจนยาไหลออกมาด้านนอก ยาเม็ด เม็ดยาจะแตกร่วน สี่เปลี่ยนไป มีจุดเชื้อราขึ้น หากเป็นยาเม็ดเคลือบน้ำตาลอาจเหนียวเยิ้มหรือมีกลิ่นเปลี่ยนไป ยาผงแห้ง ผงยาจะจับตัวกันเป็นก้อนจนไม่สามารถละลายน้ำได้ และหากที่ผนังขวดบรรจุมีไอน้ำหรือหยดน้ำเกาะอยู่ ก็แสดงว่ายาไม่เหมาะจะนำไปใช้งานอีกต่อไป ยาน้ำเชื่อม เมื่อยาหมดอายุจะขุ่น มีตะกอน ผงตัวยาละลายไม่หมด สี่เปลี่ยนไป รสเปรี้ยวหรือมีกลิ่นบูดเปรี้ยว ยาน้ำแขวนตะกอน เช่น ยาคาลาไมน์ ยาลดกรด เมื่อเสื่อมสภาพตะกอนจะจับกันเป็นก้อน เขย่าแล้วไม่กระจายตัวดังเดิม กลิ่น สี หรือรสเปลี่ยนไป ยาหยอดตา จากน้ำใสๆ กลายเป็นน้ำขุ่นๆ หยอดตาแล้วแสบตามากกว่าปกติ ยาครีม เนื้อครีมแยกตัว หรือหดตัวเนื่องจากการระเหยของน้ำ หรือสี่เปลี่ยนไป ยาเจล เนื้อเจลจากใสเปลี่ยนเป็นขุ่น และไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ยาขี้ผึ้ง ของเหลวจะแยกตัวออกมาเคลือบเยิ้มอยู่ที่ผิวหน้าของยา ความข้นหนืดเปลี่ยนไป และมีกลิ่นหืน ยาเหล่านี้หมดอายุ ยิ่งต้องห้ามใช้เด็ดขาด
Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด