brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน

แบ่งปัน

ยาม่วงทาปาก คือยาอะไร มีข้อควรระวังในการใช้อย่างไร

ยาม่วงทาปาก หรือเจนเชียน ไวโอเลต (Gentian Violet) เป็นยาต้านเชื้อราชนิดหนึ่ง เดิมใช้ทาในปากเพื่อรักษาอาการติดเชื้อราในช่องปาก รวมถึงใช้ทาผิวหนังเพื่อรักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ เนื่องจากเชื้อรา ปัจจุบันนี้ ยาม่วงทาปากถูกสั่งห้ามใช้ในบางประเทศเนื่องจากมีงานวิจัยที่รายงานว่าอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพบางประการ เช่น มะเร็ง เป็นพิษต่อเยื่อสมอง ทำให้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันถึงความปลอดภัยในการใช้ยาม่วงทาปากภายในช่องปากและภายในอวัยวะอื่น ๆ เช่น หู จมูก ดังนั้น ควรใช้ยาม่วงทาปากด้วยความระมัดระวัง หรือปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรก่อนใช้ เพราะอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงเช่น เป็นแผลในปาก หลอดอาหารอักเสบ หรือแผลพุพองตามข้อพับหรือใต้ราวนม นอกจากนี้ ยาม่วงยังก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ เช่น เป็นผื่นแดง คันตามผิวหนัง วิงเวียนศีรษะ หายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็ว ใบหน้าบวม

ยาม่วงทาปาก คือยาอะไร มีข้อควรระวังในการใช้อย่างไร

ยาม่วงทาปาก คืออะไร

ยาม่วงหรือยาม่วงทาปาก มีชื่อทางการว่า เจนเชียน ไวโอเลต เป็นยาต้านเชื้อรา เพื่อรักษาการติดเชื้อราในช่องปาก และใช้ทาผิวหนังเพื่อรักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ เนื่องจากเชื้อรา อาทิ โรคกลาก โรคน้ำกัดเท้า นอกจากนี้ ยาม่วงทาปากยังมีสรรพคุณต้านแบคทีเรียที่ออกฤทธิ์ไม่รุนแรง

ยาม่วงทาปากใช้อย่างไร

การใช้ยาม่วงทาปาก ควรแต้มเฉพาะบริเวณที่พบการติดเชื้อในช่องปากเท่านั้น เนื่องจากการใช้ยาม่วงในปริมาณมาก อาจเป็นสาเหตุให้แพ้หรือระคายเคืองได้

สำหรับการทายาม่วงบนผิวหนังที่ติดเชื้อ ควรปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ต้องการให้เรียบร้อยและเช็ดให้แห้ง ก่อนใช้ยาม่วง
  • ใช้สำลีพันก้านจุ่มยาม่วงในปริมาณเหมาะสม แล้วแต้มบนผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อ ควรใช้ยาม่วงวันละ 2-3 ครั้ง หรือตามคำแนะนำของคุณหมอ
  • ล้างมือทุกครั้งหลังใช้ยาม่วง
  • ไม่ควรปิดผิวหนังหลังใช้ยาม่วง เพราะอาจเพิ่มโอกาสให้ผิวหนังระคายเคืองได้

ยาม่วงทาปากมีผลข้างเคียงอย่างไร

การใช้ยาม่วงทาปาก อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพดังนี้

  • การใช้ยาม่วงทาปาก อาจเป็นสาเหตุของการระคายเคือง และแผลในช่องปาก นอกจากนี้ การกลืนหรือบริโภคยาม่วง อาจทำให้หลอดอาหารอักเสบได้
  • การใช้ยาม่วงทาผิวหนัง อาจทำให้ผิวหนังระคายเคือง แสบร้อน เป็นรอยแดง หรือบวมได้ ทั้งนี้ หากเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาม่วงควรหยุดใช้ยา และเข้าพบคุณหมอเพื่อตรวจดูอาการ
  • การใช้ยาม่วงบริเวณที่เป็นรอยพับ เช่น ระหว่างนิ้ว ใต้ราวนม ข้อพับ อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นแผลพุพองเนื่องจากความอับชื้นได้ ดังนั้น จึงควรแต้มยาม่วงบนผิวหนังบริเวณรอยพับในปริมาณน้อย และรอให้ยาแห้งสนิทก่อนสวมเสื้อผ้าหรือรองเท้า

นอกจากนั้น ปัจจุบันนี้ มีรายงานการวิจัยที่ระบุว่า ยาม่วงทาปากอาจก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพได้ เช่น มะเร็ง พิษต่อเยื่อสมอง การเปลี่ยนแปลงของยีน อาการแพ้ ทำให้ยังเป็นที่ถกเถียงกันถึงความปลอดภัยในการใช้ยาม่วงทาปาก บางเมืองหรือบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา (รัฐแคลิฟอร์เนีย) แคนาดา สั่งห้ามใช้ยาม่วงทาปากเนื่องจากอาจมีสารที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

ในตัวกฎหมาย Proposition 65 หรือ กฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียที่ระบุรายชื่อสารเคมีอันตรายที่เชื่อว่าจะก่อให้เกิดมะเร็ง ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2562 ได้เพิ่มยาม่วงทาปากเข้าไปอยู่ในรายชื่อสารก่อมะเร็ง โดยระบุว่า มีหลักฐานชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ที่ได้ทำการทดลองและแสดงให้เห็นว่า ยาม่วงทาปากอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้

ข้อควรระวังในการใช้ ยาม่วงทาปาก

การใช้ยาม่วง มีข้อควระวังดังต่อไปนี้

  • ก่อนใช้ยาม่วงควรแจ้งให้คุณหมอทราบถึงการแพ้ยา เนื่องจากยาม่วงอาจมีส่วนผสมบางอย่างที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ ผู้ที่แพ้ยาม่วงมักมีผื่นแดงขึ้น คันตามร่างกาย วิงเวียนศีรษะ หายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็ว บวมบริเวณใบหน้า ลิ้น หรือคอ
  • การใช้ยาม่วงที่มีสูตรเข้มข้นอาจทำให้ผิวหนังดำคล้ำ เป็นแผลบริเวณรอยพับ และเนื้อเยื่อตายได้
  • ปริมาณการใช้ยา ความถี่ในการใช้ยา และระยะเวลาการใช้ยา จะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับสาเหตุและภาวะสุขภาพ จึงควรใช้ยาตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด
  • หากยาม่วงเข้าตา ควรรีบล้างตาในน้ำสะอาด เป็นเวลา 15 นาที
  • ยาม่วงอาจเปื้อนผิวหนังและเสื้อผ้าได้ จึงควรทายาด้วยความระมัดระวัง
  • เมื่อลืมใช้ยาตามช่วงเวลาที่คุณหมอสั่ง ให้ใช้ยาม่วงทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้ถึงช่วงเวลาถัดไปที่ต้องใช้ยา ให้ข้ามขนาดยาที่ลืมไปก่อนหน้าและปฏิบัติตามตารางการใช้ตามปกติ

การเก็บรักษา ยาม่วงทาปาก

medical
แพทย์หญิงภัทรีวัลย์ โรจนพันธุ์
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย
โรคผิวหนัง · โรงพยาบาลวิภาวดี

เขียนโดย ธนชาติ จึงแย้มปิ่น · แก้ไขล่าสุด 31/08/2024