brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน
สัปดาห์ที่ 1
สัปดาห์ที่ 1
สัปดาห์ที่ 2
สัปดาห์ที่ 2
สัปดาห์ที่ 3
สัปดาห์ที่ 3
สัปดาห์ที่ 4
สัปดาห์ที่ 4
สัปดาห์ที่ 5
สัปดาห์ที่ 5
สัปดาห์ที่ 6
สัปดาห์ที่ 6
สัปดาห์ที่ 7
สัปดาห์ที่ 7
สัปดาห์ที่ 8
สัปดาห์ที่ 8
สัปดาห์ที่ 9
สัปดาห์ที่ 9
สัปดาห์ที่ 10
สัปดาห์ที่ 10
สัปดาห์ที่ 11
สัปดาห์ที่ 11
สัปดาห์ที่ 12
สัปดาห์ที่ 12
สัปดาห์ที่ 13
สัปดาห์ที่ 13
สัปดาห์ที่ 14
สัปดาห์ที่ 14
สัปดาห์ที่ 15
สัปดาห์ที่ 15
สัปดาห์ที่ 16
สัปดาห์ที่ 16
สัปดาห์ที่ 17
สัปดาห์ที่ 17
สัปดาห์ที่ 18
สัปดาห์ที่ 18
สัปดาห์ที่ 19
สัปดาห์ที่ 19
สัปดาห์ที่ 20
สัปดาห์ที่ 20
สัปดาห์ที่ 21
สัปดาห์ที่ 21
สัปดาห์ที่ 22
สัปดาห์ที่ 22
สัปดาห์ที่ 23
สัปดาห์ที่ 23
สัปดาห์ที่ 24
สัปดาห์ที่ 24
สัปดาห์ที่ 25
สัปดาห์ที่ 25
สัปดาห์ที่ 26
สัปดาห์ที่ 26
สัปดาห์ที่ 27
สัปดาห์ที่ 27
สัปดาห์ที่ 28
สัปดาห์ที่ 28
สัปดาห์ที่ 29
สัปดาห์ที่ 29
สัปดาห์ที่ 30
สัปดาห์ที่ 30
สัปดาห์ที่ 31
สัปดาห์ที่ 31
สัปดาห์ที่ 32
สัปดาห์ที่ 32
สัปดาห์ที่ 33
สัปดาห์ที่ 33
สัปดาห์ที่ 34
สัปดาห์ที่ 34
สัปดาห์ที่ 35
สัปดาห์ที่ 35
สัปดาห์ที่ 36
สัปดาห์ที่ 36
สัปดาห์ที่ 37
สัปดาห์ที่ 37
สัปดาห์ที่ 38
สัปดาห์ที่ 38
สัปดาห์ที่ 39
สัปดาห์ที่ 39
สัปดาห์ที่ 40
สัปดาห์ที่ 40

สัปดาห์ที่ 6

ไปตรวจครรภ์ครั้งแรก

แบ่งปัน

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 6 อยู่ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ในช่วงนี้ลูกน้อยอาจมีขนาดเล็กเท่ากับเม็ดถั่วเล็ก ๆ สมอง ระบบประสาท และหัวใจเริ่มพัฒนา ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ผ่านการอัลตร้าซาวด์ ช่วงนี้คุณแม่อาจเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยล้าง่ายกว่าเดิม ดังนั้น จึงควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลตัวเอง รวมถึงสังเกตสัญญาณผิดปกติด้วยเสมอ

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 6

ลูกจะเติบโตอย่างไร

สำหรับพัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 6 ทารกในครรภ์จะมีขนาดตัวเท่ากับถั่วลันเตาเล็ก ๆ ยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร

ในสัปดาห์ที่ 6 นี้ สมองและระบบประสาทของทารกกำลังพัฒนาไปอย่างช้า ๆ รายละเอียดบนใบหน้า เช่น หูชั้นใน ถุงใต้ตา ลูกตา เริ่มปรากฏให้เห็น

หัวใจของทารกจะเริ่มเต้น และสามารถตรวจสอบการเต้นของหัวใจผ่านการอัลตราซาวด์ ระบบย่อยอาหารและระบบทางเดินหายใจเริ่มก่อตัว ตัวของทารกเริ่มโค้งงอเป็นรูปตัว C และเห็นว่ามีแขนขา

เนื่องจากตอนอยู่ในครรภ์ ขาของทารกจะอยู่ในลักษณะโค้งงอ ทำให้วัดส่วนสูงของทารกได้ยาก การวัดส่วนสูงของทารกในครรภ์จึงนิยมวัดจากกระหม่อมถึงก้น มากกว่าวัดจากศีรษะถึงปลายเท้า โดยในสัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์นี้ ทารกในครรภ์จะมีขนาด 2-5 มม. โดยวัดจากกระหม่อมถึงก้น

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

สัปดาห์ที่ 6 นี้คุณแม่ตั้งครรภ์อาจแพ้ท้องรุนแรงกว่าสัปดาห์ที่ 5 ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อดูแลลูกน้อยในครรภ์ อาจรู้สึกว่าแค่ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันปกติเหมือนที่เคยทำก่อน ตั้งครรภ์ ก็อาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งหากโหมทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ทำงานล่วงเวลา ก็ยิ่งทำให้อ่อนเพลียรุนแรง คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรรับมือกับความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียในช่วงตั้งครรภ์ด้วยวิธีเหล่านี้

  • สังเกตอาการทางร่างกาย

หากรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย นั่นเป็นสัญญาณว่าควรพักผ่อน อย่าพยายามทำอะไรเกินกำลัง หรือโหมทำงานหนัก เพราะจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของทั้งและทารกในครรภ์

  • ขอความช่วยเหลือ

คุณแม่ท้องต้องรู้จักขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างบ้าง เช่น ให้สามีหรือสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวช่วยหิ้วของตอนไปจ่ายตลาด ช่วยทำงานบ้าน อย่าฝืนทำทุกอย่างด้วยตัวเองคนเดียว

  • นอนหลับให้มากขึ้น

การตั้งครรภ์อาจทำให้อ่อนเพลียและง่วงนอนบ่อย คุณแม่ตั้งครรภ์ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก็ควรจะนอนให้มากขึ้น เพราะการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่เพียงแต่จะทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าไม่หาย แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ มากมาย เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน

  • รับประทานอาหารให้เหมาะสม

ร่างกายจะมีพลังได้ก็ต่อเมื่อป้อนอาหารให้ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ โดยคำนึงถึงข้อมูลโภชนาการที่เหมาะสมกับคนท้อง โดยเน้นไปที่อาหารเพิ่มพลังงานต่าง ๆ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลอรีเพียงพอในแต่ละวัน รวมถึงต้องได้รับสารอาหารที่จำเป็นสำหรับคนท้อง เช่น แคลเซียม ไฟเบอร์ ธาตุเหล็ก โคลีน กรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อาจทำให้รู้สึกไม่อยากอาหาร แต่ก็ควรรรับประทานอาหารง่าย ๆ เช่น ข้าวต้ม ซุปฟักทอง เพื่อให้ร่างกายมีพลังงาน โดยอาจเพิ่มขิงเข้าไปเล็กน้อยอาจจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ของได้

  • รับประทานให้บ่อยขึ้น

อาการเหนื่อยอ่อนอาจจัดการได้ด้วยการรับประทาน 6 มื้อ/วัน การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จะช่วยให้ระดับพลังงานในร่างกายคงที่ ฉะนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรหาอาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพ และช่วยเพิ่มพลังงานให้ได้ด้วย

  • เคลื่อนไหวร่างกายบ่อย ๆ

ความอ่อนเพลียเหนื่อยล้า ทำให้รู้สึกอยากนอนบนโซฟานุ่ม ๆ ไปตลอดทั้งวัน แต่ทางที่ดี ควรหาเวลาออกกำลังกาย หรือเคลื่อนไหวร่างกายเป็นระยะ ด้วยการทำกิจกรรมเบา ๆ เช่น เดินรอบหมู่บ้าน ว่ายน้ำ เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับทั้งและทารกในครรภ์ ทำให้หลับง่ายขึ้นในตอนกลางคืน ทั้งยังช่วยให้สามารถคลอดบุตรได้ง่ายขึ้นด้วย

หากอาการเหนื่อยอ่อนไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ให้รีบปรึกษาคุณหมอเพื่อรับการวินิจฉัย เพราะอาจจะมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เหนื่อยอ่อนได้

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

การเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ในช่วง ตั้งครรภ์ ถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจาก HCG หรือฮอร์โมนการตั้งครรภ์เป็นตัวการที่ทำให้ต้องปัสสาวะบ่อย นอกจากนี้ยังทำให้เลือดไหลไปหล่อเลี้ยงที่ไตมากขึ้น ทำให้มีการขับของเสียทั้งของและทารกออกมามากขึ้น การเข้าห้องน้ำจึงไม่ใช่เพราะคนเดียว แต่เป็นเพราะทารกในครรภ์ด้วย และนี่คือเทคนิคที่จะช่วยจัดการกับปัญหานี้

  • โน้มตัวไปข้างหน้าในขณะที่ปัสสาวะ วิธีนี้อาจช่วยให้ปัสสาวะจนสุดได้ดีขึ้น เมื่อปัสสาวะเสร็จแล้ว ให้ลองปัสสาวะซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้ปัสสาวะจนหมดแล้วจริง ๆ วิธีนี้จะช่วยไม่ให้ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยๆ
  • ดื่มน้ำบ่อย ๆ อย่าลดปริมาณการดื่มน้ำ เพียงเพื่อจะได้ไม่ต้องเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ร่างกายของและทารกต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอในระหว่างการ ตั้งครรภ์ ยิ่งไปกว่านั้นภาวะขาดน้ำอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ด้วย
  • จำกัดคาเฟอีน ยิ่งบริโภคคาเฟอีนได้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี คาเฟอีนจะยิ่งทำให้ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยมากขึ้น แถมยังทำให้หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้นด้วย ฉะนั้น จึงควรจำกัดการดื่มคาเฟอีนแค่วันละ 200 เมกะกรัม หรือประมาณ 355 มิลลิลิตรนั่นแหละ

การปัสสาวะบ่อย ๆ อาจจะทำให้รำคาญ แต่นั่นจะช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกายให้ทั้งตัวและทารกได้เป็นอย่างดี

การพบคุณหมอ

ควรปรึกษาคุณหมออย่างไรบ้าง

ในเดือนที่ 2 ของการตั้งครรภ์นั้น ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์จะเริ่มหายไป และกลับกลายเป็นความกลัวว่าอะไรจะเกิดขึ้น ความกังวลของว่าที่คุณแม่ เช่น ช่วงที่ยังไม่รู้ว่า ตั้งครรภ์ เคยเผลอทำอะไรที่อาจเป็นอันตรายกับลูกในครรภ์ไหม ปวดศีรษะเลยเผลอกินยาแก้ปวดเข้าไป ดื่มไวน์ในช่วงมื้ออาหารเย็น หากมีความกังวลใจใด ๆ ไม่ต้องเครียด แต่ควรปรึกษาหมอ อย่าปิดบัง หมอจะได้ให้คำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดได้

การทดสอบที่ควรรู้

บางครั้งอาจต้องรอจนถึงสัปดาห์ที่ 8 หรือ 9 จึงจะมีการทดสอบ แต่หากกังวลเรื่องใด ก็สามารถนัดปรึกษาหมอได้ ในการไปพบหมอครั้งแรกอาจมีการตรวจเลือด เพื่อตรวจหากรุ๊ปเลือดของ ว่าเป็นเลือดกรุ๊ป A B AB หรือ O และตรวจหากรุ๊ปเลือด Rh ว่ามีผลเป็น Rh positive หรือ Rh negative รวมถึงตรวจหาว่ามีภูมิคุ้มกันโรคบางชนิดจากการฉีดวัคซีนครั้งที่แล้วหรือไม่ เช่น โรคหัดเยอรมัน หรือโรคตับอักเสบบี

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ความเครียดจะส่งผลต่อการเติบโตของทารกในครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนอาจจะสงสัยว่าความเครียดจะทำให้เกิดการแท้งลูกได้หรือไม่ ปัญหานี้เป็นที่ถกเถียงกันมายาวนาน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันได้ โดยสาเหตุที่แท้จริงของการแท้งลูกในผู้หญิงตั้งครรภ์ 10-20% ก็คือ ความผิดปกติของโครโมโซม ปัญหาด้านพัฒนาการของตัวอ่อน รวมถึงสาเหตุอื่น ๆ เช่น

  • ความผิดปกติของโครโมโซมในผู้ที่เป็นคุณพ่อคุณคุณแม่คนใดคนหนึ่ง
  • การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
  • ความผิดปกติเกี่ยวกับมดลูกและคอมดลูก
  • ความไม่สมดุลของฮอร์โมน
  • ระบบภูมิคุ้มกันมีผลต่อกระบวนการในการฝังตัวของตัวอ่อน

ถ้ารู้สึกเป็นกังวลว่าอาจเกิดการแท้งลูก ก็ควรเน้นการดูแลตัวเองและทารกในครรภ์ อยู่ให้ไกลจากความเสี่ยงทั้งหลาย เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า

การใช้วิตามินในทางที่ผิด

อีกสิ่งหนึ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวังให้ดีก็คือ การใช้วิตามินเสริม หรืออาหารเสริม เพราะแม้หญิงที่ ตั้งครรภ์ จะต้องการสารอาหารจำนวนมาก แต่หากเพิ่มสารอาหารด้วยการใช้วิตามินเสริม หรืออาหารเสริมมากเกินไป ก็อาจเป็นอันตรายกับตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ได้เช่นกัน

แล้วมาดูกันว่า ในสัปดาห์ต่อไป คุณแม่ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และทารกในครรภ์จะมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง

สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดยทีม Hello คุณหมอ
เขียนโดย ออมสิน แสนล้อม · แก้ไขล่าสุด 22/11/2022