สุขภาพ

สุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่จะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้นไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป และอื่น ๆ อีกมากมาย หากคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยคุณได้แน่นอน

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพ

5 โรคที่มากับหน้าร้อน ที่ควรระวัง

เมื่อเข้าสู่ หน้าร้อน หลายคนอาจนึกถึงอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย กระหายน้ำ หรือผิวไหม้แดด แต่จริง ๆ แล้ว โรคที่มากับหน้าร้อน ไม่ได้มีแค่ปัญหาจากความร้อนเท่านั้น เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย น้ำและอาหารมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคมากขึ้น และร่างกายอาจเสี่ยงต่อภาวะเจ็บป่วยจากอากาศร้อนจัดได้เช่นกัน บทความนี้จะพาไปรู้จัก 5 โรคหน้าร้อน ที่ควรระวัง อาการเบื้องต้นที่ควรสังเกต และวิธีป้องกันง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน 1. โรคอุจจาระร่วง โรคอุจจาระร่วงเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน สาเหตุหลักมักมาจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เมื่ออากาศร้อน อาหารที่เก็บไม่เหมาะสมหรือวางทิ้งไว้นานอาจบูดเสียได้ง่ายขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการกินและดื่ม อาการที่ควรสังเกต ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งใน 1 วัน ปวดท้องหรือปวดบิดเป็นช่วง ๆ อาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย รู้สึกอ่อนเพลีย ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจมีอาการลุกลามได้เร็วกว่าคนทั่วไป สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ จิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ดื่มสารละลายเกลือแร่ หรือ ORS เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป เลือกกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด หรือเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นอาการถ่าย หากถ่ายบ่อยมาก อ่อนเพลีย ซึม ปากแห้งมาก หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรรีบไปพบคุณหมอ 2. ไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ หรือสุขอนามัยที่ไม่ดี จุดที่ทำให้โรคนี้น่ากังวลคือ อาการเริ่มต้นอาจคล้ายไข้ทั่วไป ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการอ่อนเพลียจากอากาศร้อน หรือคิดว่าเป็นแค่การกินอาหารผิดสำแดง อาการที่ควรสังเกต มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย […]

หมวดหมู่ สุขภาพ เพิ่มเติม

สำรวจ สุขภาพ

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ฮอร์โมนเกรลิน ฮอร์โมนแห่งความหิว ที่เราควรรู้จัก

ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) เป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่หลักคือการควบคุมความอยากอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยต่อมใต้สมองในการควบคุมอินซูลิน (Insulin) และช่วยปกป้องสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด วันนี้ Hello คุณหมอ จะพาไปทำความรู้จักกับฮอร์โมนเกรลิน ว่ามีหน้าที่ทำอะไร และส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างไรบ้าง การทำงานของ ฮอร์โมนเกรลิน ฮอร์โมนเกรลินเป็นฮอร์โมนที่รู้จักกันดีในชื่อ “ฮอร์โมนแห่งความหิว” ซึ่งมีหน้าที่หลายอย่างในร่างกาย แต่หน้าที่ของฮอร์โมนเกรลินที่ถูกพูดถึงมากคือ กระตุ้นความอยากอาหารและทำให้ร่างกายรู้สึกหิว การผลิตและการปล่อยฮอร์โมนเกรลินนั้นส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่กระเพาะอาหาร โดยฮอร์โมนชนิดนี้จะเดินทางผ่านกระแสเลือดไปยังสมอง ทำให้สมองสั่งการให้ร่างกายรู้สึกหิวและอยากอาหาร หน้าที่หลัก ๆ ของฮอร์โมนเกรลินคือการเพิ่มความอยากอาหารทำให้รับประทานอาหารมากขึ้น เมื่อร่างกายได้รับอาหารมากก็จะได้รับแคลอรี่และมีไขมันกักเก็บได้มากตามไปด้วย สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หากมีการหลั่งฮอร์โมนเกรลินมากเกินไปก็จะเป็นอุปสรรคที่ทำให้ลดน้ำหนักได้ยาก สาเหตุที่ทำให้ ฮอร์โมนต์เกรลิน เพิ่มสูงขึ้น ฮอร์โมนแห่งความหิว เกรลิน เป็นฮอร์โมนที่จะหลั่งออกมาจากกระเพาะอาหารเมื่อเราท้องว่าง ช่วยกระตุ้นทำให้เรารู้สึกหิว แต่สำหรับบางคนที่รู้สึกหิวบ่อย ๆ หิวง่าย หรือแม้กระทั่งรู้สึกหิวแม้จะจะเพิ่งรับประทานอาหารเข้าไป อาจเป็นเพราะว่าฮอร์โมนเกรลินหลั่งมากขึ้น ซึ่งตัวการที่ทำให้ฮอร์โมนชนิดนี้เพิ่มขึ้นคือความเครียด การนอนหลับไม่เพียงพอ ความวิตกกังวล ควบคุม ฮอร์โมนแห่งความหิว อย่างไรให้สมดุล และปกติ ฮอร์โมนเกรลินเป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญกับความหิวและความอิ่ม การลดระดับฮอร์โมนเกรลินอาจทำให้ร่างกายรู้สึกอยากอาหารน้อยลงและส่งผลทำให้น้ำหนักนั้นลดลงได้ แต่อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเกรลินเพียงอย่างเดียว อาจไม่ช่วยตัวชี้วัดการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของน้ำหนักได้ เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นและลดลงของน้ำหนัก แต่สำหรับผู้ที่ต้องการลดระดับฮอร์โมนเกรลินลงนั้นสามารถทำได้ด้วยวิธีธรรมชาติเหล่านี้ ลดการบริโภคฟรุกโตส การบริโภคอาหารที่มีปริมาณฟรุกโตส (Fructose) สูง อาจทำให้ฮอร์โมนเกรลินนั้นเพิ่มขึ้น เมื่อระดับฮอร์โมนเกรลินที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้รับประทานอาหารมากขึ้นในระหว่างมื้ออาหารหรือรู้สึกหิวหลังรับประทานอาหารได้ไม่นาน รับประทานอาหารบางอย่างมากขึ้น การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง ช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น และยังมีส่วนช่วยในการยับยั้งฮอร์โมนเกรลินได้ ออกกำลังกาย ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า การออกกำลังกายนั้นสามารถลดหรือเพิ่มระดับฮอร์โมนเกรลินในร่างกายได้หรือไม่ […]


การทดสอบทางการแพทย์

เรื่องที่ควรรู้ ก่อนการตรวจ เอกซเรย์

เมื่อพูดถึงการตรวจร่างกายด้วยการเอกซเรย์ เราก็อาจจะคุ้นหู หรือเคยผ่านการตรวจด้วยวิธีนี้มากันบ้างแล้ว เพราะการตรวจเอกซเรย์นั้นมักจะรวมอยู่ในการตรวจสุขภาพประจำปีเสมอ แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วการตรวจเอกซเรย์นั้นทำไปเพื่ออะไร และมีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง วันนี้ Hello คุณหมอ เลยจะพาทุกคนมารู้จักกับ การตรวจเอกซเรย์ เพื่อการทำความเข้าใจที่มากขึ้น เกี่ยวกับการตรวจเอกซเรย์ การตรวจเอกซเรย์ คืออะไร การตรวจเอกซเรย์ (X-ray) คือการตรวจร่างกายชนิดหนึ่ง โดยการฉายรังสีเอกซเรย์ผ่านตัวผู้ป่วย เพื่อสร้างภาพภายในร่างกาย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในร่างกายได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงมือผ่าตัดให้เกิดแผล การตรวจเอกซเรย์นี้มีใช้กันมาเป็นเวลาหลายสิบปี เนื่องจากเป็นวิธีการตรวจที่รวดเร็ว และไม่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บตัวอีกด้วย เมื่อรังสีเอกซเรย์ถูกฉายผ่านร่างกาย รังสีนั้นก็จะถูกดูดซึมในอัตราที่แตกต่างกันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และเครื่องตรวจจับรังสีเอกซเรย์ ก็จะบันทึกภาพออกมาเป็นแผ่นฟิล์มเอกซเรย์ ให้แพทย์สามารถใช้เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคได้ โดยส่วนที่มีความหนาแน่นสูง เช่น กระดูก มักจะแสดงให้เห็นเป็นส่วนสีขาวในแผ่นฟิล์มเอกซเรย์ ส่วนจุดที่ความหนาแน่นน้อยกว่า เช่น หัวใจ หรือปอด ก็จะแสดงเป็นส่วนสีดำ ประเภทของการตรวจเอกซเรย์ การตรวจเอกซเรย์สามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้ การถ่ายภาพรังสี (Radiography) เป็นการตรวจเอกซเรย์ที่พบได้มากที่สุด ใช้เพื่อฉายภาพในบริเวณกระดูก ฟัน และหน้าอก เป็นวิธีการตรวจที่ใช้รังสีเอกซเรย์น้อยที่สุด การตรวจเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปี (Fluoroscopy) เป็นการตรวจโดยการฉายภาพแบบเรียลไทม์ ใช้เพื่อตรวจดูการทำงานของลำไส้หลังจากกลืนสารแบเรียม (Barium) ลงไป จะใช้รังสีมากกว่าการถ่ายภาพรังสีเล็กน้อย การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ […]


ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

ไฮฟู เครื่องยกกระชับใบหน้า ที่อาจช่วยชะลอการหย่อนคล้อยของผิว

เมื่ออายุมากขึ้นความหย่อนคล้อย หรือสุขภาพผิวหน้าภายในของคนเรานั้น ก็อาจเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา บทความของ Hello คุณหมอ วันนี้ จึงได้นำ นวัตกรรมความงามอย่าง การยกกระชับใบหน้า ให้เต่งตึงขึ้น ด้วยการทำ ไฮฟู มาฝากทุกคนให้ได้ร่วมพิจารณาก่อนตัดสินใจไปใช้บริการกันค่ะ นวัตกรรมยกกระชับใบหน้าด้วย ไฮฟู (Hifu) คืออะไร ไฮฟู (High-intensity focused ultrasoun; Hifu) คือ เครื่องยกกระชับหน้าที่เป็นการใช้พลังงานจากคลื่นอัลตร้าซาวด์ เพื่อเข้าไปสร้างความร้อนให้แก่เซลล์ใต้ผิวหนัง จนส่งผลให้กระบวนการทำงานของร่างกายของเรานั้นได้รับรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น และรีบเร่งผลิตคอลลาเจนออกมาช่วยซ่อมแซมผิว เพราะเนื่องจากคอลลาเจนนั้นค่อนข้างมีคุณสมบัติในการทำให้ผิวเต่งตึง กระชับ และลดการเกิดของริ้วรอยได้ การทำไฮฟู มีขั้นตอนอย่างไร เมื่อแพทย์เฉพาะทาง หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเสริมความงามมีการพิจารณาแล้วว่า คุณสามารถเข้ารับการใช้บริการด้วยการทำไฮฟูได้ แพทย์อาจเริ่มดำเนินการตามขั้นตอน การยกกระชับใบหน้า ดังต่อไปนี้ แพทย์ หรือผู้ช่วยอาจมีการทำความสะอาดใบหน้า หรือบริเวณพื้นที่ที่ต้องการยกกระชับหน้าให้เรา มีการทายาชาก่อนเริ่ม เพื่อป้องกันอาการเจ็บแสบเล็กน้อย ใช้เจลสำหรับการทำไฮฟู ทาลงไปอีกรอบให้ทั่ว จากนั้นแพทย์จะเริ่มทำการปรับระดับเครื่องไฮฟูตามความเหมาะสม และใช้เครื่องแนบกับผิวหน้าบริเวณที่หย่อนคล้อยไว้ หรืออาจเป็นการลูบขึ้นตามเทคนิคของแพทย์ ซึ่งการทำไฮฟูอาจใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 30-90 นาที เมื่อครบตามระยะเวลาที่สมควรแพทย์จึงจะทำการทำความสะอาดใบหน้าให้คุณอีกรอบ เพื่อล้างเจล หรือทาครีมบำรุงเพิ่มเติม ซึ่งหลังจากที่ยกกระชับใบหน้าเสร็จแล้ว คุณสามารถดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุขในทันทีโดยไม่ต้องมีข้อกังวลใด ๆ ประโยชน์ของ การยกกระชับใบหน้า ด้วยการทำ ไฮฟู ตามสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (American Society for […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

สุขก็ทะเล เศร้าก็ทะเล รู้ไหม ไปทะเล ดีต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

หนึ่งในสถานที่พักผ่อนยอดฮิต ที่เมื่อวางแผนวันหยุดยาวเมื่อไหร่ ก็จะต้องมีที่แห่งนี้หลุดโผเข้ามาเป็นตัวเลือกอยู่เสมอ ใช่แล้วค่ะ เรากำลังพูดถึงการเที่ยวไปทะเล แต่รู้หรือไม่ว่าการไปเที่ยวทะเล ไม่ได้เป็นเพียงการไปพักผ่อนจากความเหนื่อยล้าในการทำงานและการใช้ชีวิตเท่านั้น เพราะการไปพักผ่อนริมชายหาด ดื่มด่ำกับน้ำ ทะเล สัมผัสสายลมและแสงแดดมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าที่คุณคิด วันนี้ Hello คุณหมอ มีประโยชน์ดี ๆ ของการ ไปทะเล มาฝากค่ะ ไปทะเล ดียังไง ประโยชน์จากวิตามินดี วิตามินดี เป็นหนึ่งในวิตามินสำคัญที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้ในชั้นผิวหนัง และได้รับเพิ่มจากการรับประทานอาหารและอาหารเสริมวิตามินดี เพื่อให้ร่างกายมีระดับของวิตามินดีอย่างเพียงพอ มากไปกว่านั้นการออกไปรับแสงแดด ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยเสริมวิตามินดีให้แก่ร่างกายได้เช่นกัน เมื่อผิวหนังได้สัมผัสกับแสงแดด ชั้นผิวหนังก็จะสร้างวิตามินดีขึ้น ซึ่งวิตามินดีนี้จะไปช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง จากผลการศึกษายังพบอีกว่าผู้ที่มีภาวะขาดแคลนวิตามินดี มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ดังนั้นการไปตากแดดบ้างเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีมากขึ้น ก็จะช่วยป้องกันทั้งความเสี่ยงของภาวะขาดแคลนวิตามินดีและโรคซึมเศร้า อีกทั้งวิตามินดียังมีส่วนช่วยกระตุ้นการผลิตเอนดอร์ฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย บรรเทาความเครียด มีผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในเว็บไซต์วิชาการ Sciencedirect พบว่าการออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือออกกำลังกายท่ามกลางธรรมชาติ อย่างการว่ายน้ำในทะเลมีส่วนบรรเทาความเครียด และลดอาการซึมเศร้าได้ เนื่องจากขณะที่ว่ายน้ำหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งแบบใกล้ชิดธรรมชาตินั้น ระดับคอร์ติซอล (Cortisol) หรือ “ฮอร์โมนแห่งความเครียด” ในร่างกายจะลดลง ซึ่งฮอร์โมนนี้หากอยู่ในระดับปกติ จะมีประโยชน์ต่อการควบคุมความดันโลหิต ลดการอักเสบ ลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ถ้ามีมากเกินไปก็จะทำให้เกิดความเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล นอนหลับได้ดีขึ้น การว่ายน้ำใน ทะเล […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

วิธีกระตุ้นการขับถ่าย เมื่อขับถ่ายคล่อง สุขภาพก็แข็งแรงขึ้นด้วย

การ ขับถ่าย อุจจาระ เป็นหนึ่งในกิจวัตรที่เราทุกคนควรทำให้ได้ทุกวัน แต่บางคนก็อาจประสบปัญหาท้องผูก ขับถ่ายยาก บางครั้งอาจต้องนั่งนานเกินครึ่งชั่วโมงกว่าจะถ่ายออก ซึ่งปัญหาขับถ่ายยากนี้ นอกจากจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจทำให้คุณเสียความมั่นใจได้แล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ด้วย วันนี้ Hello คุณหมอ เลยมี วิธีกระตุ้นการขับถ่าย มาฝาก รับรองว่าทำแล้ว คุณจะขับถ่ายได้คล่องขึ้น แถมยังช่วยให้สุขภาพดีขึ้นด้วย วิธีกระตุ้นการขับถ่าย ที่ทำได้เองง่าย ๆ ดื่มน้ำให้มาก ๆ การดื่มน้ำถือเป็นวิธีกระตุ้นการ ขับถ่าย ที่ทำได้ง่ายที่สุด หากคุณดื่มน้ำได้วันละ 8 แก้ว หรือให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นอกจากจะช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้นแล้ว ยังช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ภาวะขาดน้ำ ภาวะบวมน้ำ หากใครกลัวว่าจะดื่มน้ำเปล่าได้ไม่เพียงพอ ก็อาจเลือกกินผักหรือผลไม้ฉ่ำน้ำเสริมได้ เช่น แตงกวา ผักกาดแก้ว แคนตาลูป แตงโม มะเขือเทศ มะพร้าว ชมพู่ เสาวรส สาลี่ งดหรือลดอาหารและเครื่องดื่มบางชนิด อาหารและเครื่องดื่มที่คุณบริโภคเข้าไปในแต่ละวัน สามารถส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายของคุณได้โดยตรง ให้คุณลองสังเกตและจดบันทึกไว้ว่า อาหารและเครื่องดื่มชนิดใดบ้างที่กินแล้วมีปัญหาขับถ่ายไม่สะดวก และเมื่อรู้แล้วก็ควรงดหรือลดการบริโภคอาหารเหล่านั้น ปัญหาในการ ขับถ่าย ของคุณก็จะทุเลาลง อาหารและเครื่องดื่มที่มักก่อให้เกิดปัญหาท้องผูก […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ยาสีฟันแต้มสิว ปลอดภัยหรือไม่ ใช้แล้วได้ผลจริงหรือ?

หากคุณเคยได้ยินมาว่าการใช้ ยาสีฟันแต้มสิว แทนยาปฏิชีวนะ เป็นเรื่องที่สามารถทำได้โดยไม่มีอันตรายแล้วละก็ โปรดลองอ่านบทความของ Hello คุณหมอ ที่นำมาฝากทุกคนวันนี้เสียก่อน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาว่าคุณควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรักษาสิวด้วยยาสีฟันหรือไม่ การใช้ ยาสีฟันทาสิว อาจส่งผลเสียได้มากกว่าที่คุณคิด สาเหตุที่ผู้คนคิดว่าการใช้ ยาสีฟันแต้มสิว นั้น อาจช่วยรักษาสิวให้หายได้ก็เพราะ ยาสีฟันมีสารที่ชื่อว่าไตรโคลซาน (Triclosan) ซึ่งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถึงอย่างไรการที่คุณจะนำมาใช้กับผิวหนังโดยเฉพาะกับใบหน้าของเราอาจไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากยาสีฟันเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือค่า pH ในระดับที่สามารถสร้างความระคายเคืองต่อสุขภาพผิวของคุณ อีกทั้งยังอาจส่งผลให้เข้าไปกระตุ้นการผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมาจนทำให้สิวเดิมมีอาการแย่ลง หรือทำให้มีสิวใหม่เกิดขึ้น จนบางครั้งคุณอาจรู้สึกเหมือนมีอาการแสบหน้า ใบหน้าแดง และมีผดผื่นตามมาได้ ส่วนประกอบในยาสีฟัน ที่ไม่เหมาะสมแก่การนำมาใช้กับผิวหน้า ส่วนประกอบในยาสีฟันส่วนใหญ่มีสารประกอบมากมายหลายชนิดด้วยกัน เพื่อตอบสนองในการรักษาสุขภาพฟันของเราให้แข็งแรง และพร้อมชะลอการเจริญเติบโตของแบคทีเรียภายในช่องปาก ซึ่งยาสีฟันนั้นมักประกอบด้วยสารต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ กลีเซอรีน (Glycerin) ซอร์บิทอล (Sorbitol) แคลเซียมคาร์บอเนต ( Calcium carbonate) โซเดียมลอริลซัลเฟต (SodiumLaurylSulfate;SLS)  โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium bicarbonate) สารข้างต้นที่กล่าวมานั้น ล้วนอาจมีความรุนแรงเกินกว่าจะนำไปใช้กับผิวที่บอบบางของเรา จึงทำให้เป็นเหตุผลที่ไม่ควรอย่างมากในการนำไปแต้มสิว ทางที่ดีคุณควรอาจจำเป็นต้องเข้าขอรับการปรึกษาจากแพทย์ผิวหนังโดยตรง เพื่อรับการตรวจถึงปัญหาผิวหน้า และการรักษาให้หายไปได้อย่างตรงจุด ผลิตภัณฑ์รักษาสิว ที่อาจเหมาะกับผิวคุณ เมื่อเกิดปัญหาสิวที่อยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง คุณอาจจำเป็นต้องทำการหาผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยสารเหล่านี้ในการทำความสะอาดและบำรุงผิวหน้า โดยสามารถอ่านได้จากฉลากข้างผลิตภัณฑ์ หรือใบประกอบการใช้ร่วม กรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) กรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha Hydroxy Acids) เตรทติโนอิน (Tretinoin) นอกจากยาชนิดแบบทาแล้ว แพทย์ผิวหนังอาจให้คุณมีการรับประทานยาที่ประกอบด้วย คลินดามัยซิน (Clindamycin) […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

แคะขี้มูก อันตรายจริงไหม ยิ่งใช้นิ้วมือแคะยิ่งอันตรายจริงหรือเปล่า

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทั้งอากาศร้อน ชื้น หนาว มีผลต่อสุขภาพของเราทั้งสิ้น บางคนอาจเป็นหวัด บางคนอาจมีไข้ และบางคนอาจมีขี้มูกมากเนื่องจากเป็นหวัด ซึ่งเมื่อ ขี้มูก ก่อตัวจนอัดแน่นเต็มจมูก จนทำให้เรามักจะรู้สึกรำคาญ คัดจมูก หรือหายใจไม่ออก และในท้ายที่สุดเราจึงตัดปัญหาด้วยเอาเอานิ้วแหย่เข้าไปข้างในรูจมูกเพื่อ แคะขี้มูก ออกมา ฟังดูก็เป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็ทำกัน แต่…การใช้นิ้วแคะขี้มูกเป็นสิ่งที่เหมาะสมในการทำความสะอาดขี้มูกแล้วจริง ๆ หรือ? [embed-health-tool-bmi] ขี้มูก คืออะไร ร่างกายของเราสร้างขี้มูกขึ้นมาเพื่อปกป้องร่างกายจากเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย และสิ่งสกปรกที่เราหายใจหรือสูดดมเข้าไปทุกวัน โดยแรกเริ่มขี้มูกจะมีลักษณะเป็นเมือกเพื่อดักจับเอาเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ไว้ ป้องกันไม่ให้หลุดลอดเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ เมื่อดักจับสิ่งต่าง ๆ ได้พักหนึ่งแล้วขนเล็ก ๆ ในจมูกก็จะเคลื่อนย้ายเอาเมือกที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ไปยังด้านหน้าของจมูก ก่อนที่เมือกเหล่านั้นจะค่อย ๆ แห้งและกลายเป็น ขี้มูก ในที่สุด ทำไมเราถึง แคะขี้มูก เราแคะขี้มูก ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ดังนี้ ขี้มูกตันจมูกจนปิดกั้นระบบทางเดินหายใจ ทำให้รู้สึกอัดอัดที่จมูก หายใจไม่สะดวก ส่งผลให้หายใจไม่ค่อยออก เป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งเมื่อเกิดอาการแพ้ขึ้นจะทำให้เกิดเมือกในจมูกเพิ่มมากขึ้นและสุดท้ายก็จะแห้งกลายเป็นขี้มูกจำนวนมากจนอุดกั้นการหายใจ หรือทำให้หายใจไม่ออก โครงสร้างกะบังของจมูกที่แตกต่างกัน บางคนอาจมีกะบังจมูกที่เบี่ยงเบน จากที่ปกติกระดูกอ่อนจะอยู่กึ่งกลางระหว่างโพรงจมูกทั้งสองข้าง แต่กลับมีกระดูกอ่อนเบี่ยงเบนออกมาที่ข้างใดข้างหนึ่งมากจนเกินไป จนอาจทำให้หายใจไม่สะดวก […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ไขข้อสงสัย ยิ่งเหงื่อออกมาก เท่ากับ ยิ่งเผาผลาญมาก จริงเหรอ

หลายคนน่าจะเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า เวลาออกกำลังกาย จะต้องออกให้มีเหงื่อเยอะ ๆ เพราะถ้าไม่มีเหงื่อ ก็ไม่ได้เผาผลาญ เหมือนกับไม่ได้ออกกำลังกาย แต่การที่เราออกกำลังกายจนมี เหงื่อออกมาก จะเท่ากับ เผาผลาญมาก จริงหรือเปล่า มาลองหาคำตอบร่วมกัน กับ Hello คุณหมอ กันเลยค่ะ เหงื่อ เกิดขึ้นได้อย่างไร เหงื่อ นั้นเป็นหนึ่งในกระบวนการขับของเสียตามธรรมชาติของร่างกาย เพื่อช่วยระบายความร้อนภายในร่างกายออกไป ทำให้ร่างกายเย็นลง เหงื่อนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนในร่างกาย แต่จะพบได้มากในบริเวณรักแร้ ใบหน้า ฝ่ามือ ข้อศอก และฝ่าเท้า ร่างกายของเรานั้นจะจะมีต่อมเหงื่ออยู่มากกว่า 3 ล้านต่อม ทั่วร่างกาย แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ ต่อม Eccrine sweat gland และต่อม Apocrine sweat gland Eccrine sweat gland ต่อมเหงื่อประเภทนี้จะอยู่ทั่วทุกส่วนในร่างกาย แต่จะพบได้มากในบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และหน้ามัก หน้าที่หลักของต่อมเหงื่อนี้คือขับเหงื่อเพื่อช่วยควบคุมระดับอุณหภูมิของร่างกาย เหงื่อที่มาจากต่อมเหงื่อนี้จะไม่มีกลิ่น Apocrine sweat gland ต่อมเหงื่อชนิดนี้จะพบได้บริเวณที่มีรูขุมขนมาก เช่น รักแร้ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ควันไฟป่า ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ควรรับมือหรือป้องกันอย่างไร

เมื่อเกิดไฟไหม้ป่าที่มีบริเวณกว้าง ก็จะนำพามาซึ่ง ควันไฟป่า ซึ่งเมื่อหากมีการสูดดมเข้าไปมาก ๆ ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและร่างกายของคุณได้ ดังนั้น เมื่อเกิดควันไฟป่า จะต้องดูแลและป้องกันตัวเองและคนในครอบครัวอย่างไรบ้าง ทาง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝากกัน ควันไฟป่า คืออะไร และส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร ควันไฟป่าเป็นส่วนผสมของก๊าซและอนุภาคขนาดเล็กที่เกิดจากการเผาไหม้ของพืช วัสดุก่อสร้าง และวัสดุอื่น ๆ โดยที่ควันไฟป่าสามารถทำให้ทุกคนป่วยได้ แม้แต่คนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็สามารถเจ็บป่วยได้ หากมีควันในอากาศมากเกินไป มากไปกว่านั้น การหายใจเอาควันเข้าไปยังสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ทันที ซึ่งผลกระทบจากควันไฟป่าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ได้แก่ ไอ หายใจไม่ปกติ แสบตา คันคอ อาการน้ำมูกไหล รูจมูกระคายเคือง หายใจไม่ออกและหายใจถี่ เจ็บหน้าอก ปวดหัว โรคหอบหืด เหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว สำหรับผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ เด็ก และผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและหัวใจอยู่แล้ว อาจมีแนวโน้มที่จะป่วยได้ หากสูดดมควันไฟป่าเข้าไป สาเหตุที่ทำให้ ควันไฟป่า เป็นอันตรายต่อร่างกาย เมื่อพูดถึงคุณภาพอากาศ หลายคนคงนึกถึงการวันที่เรียกว่า “PM2.5” ซึ่งมันสามารถทำให้ทราบได้ว่าอนุภาคขนาด 2.5 ไมครอนและขนาดเล็กกว่า ลอยอยู่ในอากาศจำนวนเท่าใด Colleen Reid ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์แห่ง University of Colorado Boulder สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เมื่อคุณมองเห็นควันสีดำที่ลอยออกมาจากกองไฟ คุณจะเห็นอนุภาคเล็ก ๆ ที่สามารถแขวนลอยอยู่ในอากาศและไม่ตกลงสู่พื้นได้ เมื่อรูปแบบลมเปลี่ยนไป ควันไฟที่มีอนุภาคเล็ก ๆ ก็จะกระจายไปยังทิศทางอื่นได้เช่นกัน ความจริงแล้วอนุภาคขนาดเล็ก นอกจากจะเป็นอนุภาคที่ลอยอยู่ในอากาศแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่สามารถเข้าไปในปอดได้ลึกมากและทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบของสุขภาพในร่างกายได้อีกด้วย ยิ่งระดับ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria)

ฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่หายาก เกิดจากความบกพร่องของยีนที่ช่วยสร้างฟีนิลอะลานีนไฮดรอกซิเลส ทำให้ร่างกายไม่สามารถสลายฟีนิลอะลานีนได้ คำจำกัดความฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria) คืออะไร โรคฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria) เป็นภาวะทางพันธุกรรมที่หายาก เกิดจากความบกพร่องของยีนที่ช่วยสร้างฟีนิลอะลานีนไฮดรอกซิเลส (Phenylalanine hydroxylase) ทำให้ร่างกายไม่สามารถสลายฟีนิลอะลานีนได้ หากไม่ได้รับการรักษา อาจจะทำให้ระดับฟีนิลอะลานีนสะสมในร่างกายมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อร่างกายทำให้เกิดความบกพร่องทางสติปัญญาและเกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมา พบได้บ่อยแค่ไหน โรคฟีนิลคีโตนูเรียพบได้บ่อยในทารกช่วง 1-3 เดือนแรกหลังคลอด อาการอาการของโรคฟีนิลคีโตนู โรคฟีนิลคีโตนูเรียอาจมีอาการแสดงออกตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงมีอาการรุนแรง โดยมีอาการแสดงออก ดังนี้ อาการชัก อาการสั่น เจริญเติบโตช้า สมาธิสั้น ผื่นผิวหนัง (กลาก) ลมหายใจเหม็น ความพิการทางสติปัญญา ควรไปพบหมอเมื่อใด หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใด ๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ สาเหตุสาเหตุของโรคฟีนิลคีโตนูเรีย โรคฟีนิลคีโตนูเรียเป็นภาวะที่สืบทอดจากความบกพร่องของยีนที่ไม่สามารถสร้างเอนไซม์ฟีนิลอะลานีนไฮดรอกซิเลส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ทำลายฟีนิลอะลานีน ส่งผลให้ฟีนิลอะลานีนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากมีการสะสมฟีนิลอะลานีนในร่างกายมากเกินไป อาจส่งผลอันตรายต่อสุขภาพได้  โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ และเนื้อสัตว์ (ยีนที่เกิดความบกพร่องนั้นต้องเกิดจากยีนที่ผิดปกติของทั้งพ่อและแม่ แต่หากเกิดขึ้นจากพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว อาจไม่ส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์) ปัจจัยเสี่ยงของโรคฟีนิลคีโตนูเรีย พ่อและแม่มียีนที่บกพร่องทั้งคู่ที่ทำให้เกิดโรคฟีนิลคีโตนูเรีย มีเชื้อสายอเมริกัน แอฟริกัน การวินิจฉัยและการรักษาข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม การวินิจฉัยโรคฟีนิลคีโตนูเรีย ในเบื้องต้นแพทย์จะทำการคัดกรองทารกแรกเกิดสำหรับทารกที่มีสัญญาณของโรคฟีนิลคีโตนูเรีย โดยการเจาะเลือดมาทดสอบหาความผิดปกติทางพันธุกรรม รวมถึงวิธีการทดสอบอื่น ๆ เช่น ทดสอบการกลายพันธุ์ของยีน การทดสอบทางพันธุกรรม เป็นต้น การรักษาโรคฟีนิลคีโตนูเรีย ผู้ป่วยโรคฟีนิลคีโตนูเรีย สามารถบรรเทาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้โดยการเลือกรับประทานอาหารและการใช้ยา ดังนี้ การควบคุมอาหาร จำกัดอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ ชีส ถั่ว นม ไก่ เนื้อวัว […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน