สุขภาพ

สุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่จะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้นไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป และอื่น ๆ อีกมากมาย หากคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยคุณได้แน่นอน

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพ

ทำความรู้จัก "ปลูกฝี" สำคัญยังไง ยังจำเป็นอยู่ไหม

การปลูกฝีเคยเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โรคฝีดาษ (Smallpox) เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตมนุษย์ วัคซีนป้องกันฝีดาษซึ่งเริ่มต้นจากการปลูกฝี ไม่เพียงช่วยลดการเสียชีวิตนับล้านคนทั่วโลก แต่ยังนำไปสู่การประกาศกำจัดโรคฝีดาษอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2523  อย่างไรก็ตาม ความทรงจำเกี่ยวกับการปลูกฝีเริ่มจางหายไปเมื่อวัคซีนนี้ไม่ได้เป็นที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน บทความนี้จะพาผู้อ่านย้อนรอยความสำคัญของการปลูกฝีในอดีต และพิจารณาว่าการปลูกฝียังมีความจำเป็นในยุคสมัยใหม่หรือไม่ [embed-health-tool-vaccination-tool] ปลูกฝี ในอดีตเป็นอย่างไร? การปลูกฝีเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1796 โดย ดร.เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ผู้ค้นพบว่าวัคซีนจาก Cowpox สามารถป้องกันโรคฝีดาษได้ ทำให้เกิดการพัฒนาวัคซีนที่ใช้ทั่วโลกเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคร้ายแรงนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รณรงค์ฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวางในช่วงศตวรรษที่ 20 จนนำไปสู่การประกาศว่าฝีดาษถูกกำจัดอย่างสมบูรณ์ในปี 1980 สำหรับประเทศไทย การปลูกฝีเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมักทิ้งรอยแผลเป็นเล็ก ๆ บริเวณหัวไหล่ หลังจากการกำจัดโรคฝีดาษอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2523 การปลูกฝีก็หยุดลง แต่กลับมาเป็นประเด็นที่น่าสนใจอีกครั้งในยุคที่โรคฝีดาษลิงระบาด โดยวัคซีนที่พัฒนาจากวัคซีน Smallpox เช่น JYNNEOS กำลังถูกศึกษาเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่นี้ โรคฝีดาษลิงคืออะไร โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดจากไวรัสในตระกูล Orthopoxvirus ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคฝีดาษ (Smallpox) แม้ว่าจะมีลักษณะคล้ายกัน แต่โรคฝีดาษลิงมีอาการรุนแรงน้อยกว่าและมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า โรคฝีดาษลิงเกิดจากเชื้อ ไวรัส Monkeypox ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกในลิงในปี ค.ศ. 1958 และตรวจพบในมนุษย์ครั้งแรกในปี […]

หมวดหมู่ สุขภาพ เพิ่มเติม

สำรวจ สุขภาพ

ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

ไฮฟู เครื่องยกกระชับใบหน้า ที่อาจช่วยชะลอการหย่อนคล้อยของผิว

เมื่ออายุมากขึ้นความหย่อนคล้อย หรือสุขภาพผิวหน้าภายในของคนเรานั้น ก็อาจเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา บทความของ Hello คุณหมอ วันนี้ จึงได้นำ นวัตกรรมความงามอย่าง การยกกระชับใบหน้า ให้เต่งตึงขึ้น ด้วยการทำ ไฮฟู มาฝากทุกคนให้ได้ร่วมพิจารณาก่อนตัดสินใจไปใช้บริการกันค่ะ นวัตกรรมยกกระชับใบหน้าด้วย ไฮฟู (Hifu) คืออะไร ไฮฟู (High-intensity focused ultrasoun; Hifu) คือ เครื่องยกกระชับหน้าที่เป็นการใช้พลังงานจากคลื่นอัลตร้าซาวด์ เพื่อเข้าไปสร้างความร้อนให้แก่เซลล์ใต้ผิวหนัง จนส่งผลให้กระบวนการทำงานของร่างกายของเรานั้นได้รับรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น และรีบเร่งผลิตคอลลาเจนออกมาช่วยซ่อมแซมผิว เพราะเนื่องจากคอลลาเจนนั้นค่อนข้างมีคุณสมบัติในการทำให้ผิวเต่งตึง กระชับ และลดการเกิดของริ้วรอยได้ การทำไฮฟู มีขั้นตอนอย่างไร เมื่อแพทย์เฉพาะทาง หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเสริมความงามมีการพิจารณาแล้วว่า คุณสามารถเข้ารับการใช้บริการด้วยการทำไฮฟูได้ แพทย์อาจเริ่มดำเนินการตามขั้นตอน การยกกระชับใบหน้า ดังต่อไปนี้ แพทย์ หรือผู้ช่วยอาจมีการทำความสะอาดใบหน้า หรือบริเวณพื้นที่ที่ต้องการยกกระชับหน้าให้เรา มีการทายาชาก่อนเริ่ม เพื่อป้องกันอาการเจ็บแสบเล็กน้อย ใช้เจลสำหรับการทำไฮฟู ทาลงไปอีกรอบให้ทั่ว จากนั้นแพทย์จะเริ่มทำการปรับระดับเครื่องไฮฟูตามความเหมาะสม และใช้เครื่องแนบกับผิวหน้าบริเวณที่หย่อนคล้อยไว้ หรืออาจเป็นการลูบขึ้นตามเทคนิคของแพทย์ ซึ่งการทำไฮฟูอาจใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 30-90 นาที เมื่อครบตามระยะเวลาที่สมควรแพทย์จึงจะทำการทำความสะอาดใบหน้าให้คุณอีกรอบ เพื่อล้างเจล หรือทาครีมบำรุงเพิ่มเติม ซึ่งหลังจากที่ยกกระชับใบหน้าเสร็จแล้ว คุณสามารถดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุขในทันทีโดยไม่ต้องมีข้อกังวลใด ๆ ประโยชน์ของ การยกกระชับใบหน้า ด้วยการทำ ไฮฟู ตามสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (American Society for […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

สุขก็ทะเล เศร้าก็ทะเล รู้ไหม ไปทะเล ดีต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

หนึ่งในสถานที่พักผ่อนยอดฮิต ที่เมื่อวางแผนวันหยุดยาวเมื่อไหร่ ก็จะต้องมีที่แห่งนี้หลุดโผเข้ามาเป็นตัวเลือกอยู่เสมอ ใช่แล้วค่ะ เรากำลังพูดถึงการเที่ยวไปทะเล แต่รู้หรือไม่ว่าการไปเที่ยวทะเล ไม่ได้เป็นเพียงการไปพักผ่อนจากความเหนื่อยล้าในการทำงานและการใช้ชีวิตเท่านั้น เพราะการไปพักผ่อนริมชายหาด ดื่มด่ำกับน้ำ ทะเล สัมผัสสายลมและแสงแดดมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าที่คุณคิด วันนี้ Hello คุณหมอ มีประโยชน์ดี ๆ ของการ ไปทะเล มาฝากค่ะ ไปทะเล ดียังไง ประโยชน์จากวิตามินดี วิตามินดี เป็นหนึ่งในวิตามินสำคัญที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้ในชั้นผิวหนัง และได้รับเพิ่มจากการรับประทานอาหารและอาหารเสริมวิตามินดี เพื่อให้ร่างกายมีระดับของวิตามินดีอย่างเพียงพอ มากไปกว่านั้นการออกไปรับแสงแดด ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยเสริมวิตามินดีให้แก่ร่างกายได้เช่นกัน เมื่อผิวหนังได้สัมผัสกับแสงแดด ชั้นผิวหนังก็จะสร้างวิตามินดีขึ้น ซึ่งวิตามินดีนี้จะไปช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง จากผลการศึกษายังพบอีกว่าผู้ที่มีภาวะขาดแคลนวิตามินดี มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ดังนั้นการไปตากแดดบ้างเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีมากขึ้น ก็จะช่วยป้องกันทั้งความเสี่ยงของภาวะขาดแคลนวิตามินดีและโรคซึมเศร้า อีกทั้งวิตามินดียังมีส่วนช่วยกระตุ้นการผลิตเอนดอร์ฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย บรรเทาความเครียด มีผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในเว็บไซต์วิชาการ Sciencedirect พบว่าการออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือออกกำลังกายท่ามกลางธรรมชาติ อย่างการว่ายน้ำในทะเลมีส่วนบรรเทาความเครียด และลดอาการซึมเศร้าได้ เนื่องจากขณะที่ว่ายน้ำหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งแบบใกล้ชิดธรรมชาตินั้น ระดับคอร์ติซอล (Cortisol) หรือ “ฮอร์โมนแห่งความเครียด” ในร่างกายจะลดลง ซึ่งฮอร์โมนนี้หากอยู่ในระดับปกติ จะมีประโยชน์ต่อการควบคุมความดันโลหิต ลดการอักเสบ ลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ถ้ามีมากเกินไปก็จะทำให้เกิดความเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล นอนหลับได้ดีขึ้น การว่ายน้ำใน ทะเล […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

วิธีกระตุ้นการขับถ่าย เมื่อขับถ่ายคล่อง สุขภาพก็แข็งแรงขึ้นด้วย

การ ขับถ่าย อุจจาระ เป็นหนึ่งในกิจวัตรที่เราทุกคนควรทำให้ได้ทุกวัน แต่บางคนก็อาจประสบปัญหาท้องผูก ขับถ่ายยาก บางครั้งอาจต้องนั่งนานเกินครึ่งชั่วโมงกว่าจะถ่ายออก ซึ่งปัญหาขับถ่ายยากนี้ นอกจากจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจทำให้คุณเสียความมั่นใจได้แล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ด้วย วันนี้ Hello คุณหมอ เลยมี วิธีกระตุ้นการขับถ่าย มาฝาก รับรองว่าทำแล้ว คุณจะขับถ่ายได้คล่องขึ้น แถมยังช่วยให้สุขภาพดีขึ้นด้วย วิธีกระตุ้นการขับถ่าย ที่ทำได้เองง่าย ๆ ดื่มน้ำให้มาก ๆ การดื่มน้ำถือเป็นวิธีกระตุ้นการ ขับถ่าย ที่ทำได้ง่ายที่สุด หากคุณดื่มน้ำได้วันละ 8 แก้ว หรือให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นอกจากจะช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้นแล้ว ยังช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ภาวะขาดน้ำ ภาวะบวมน้ำ หากใครกลัวว่าจะดื่มน้ำเปล่าได้ไม่เพียงพอ ก็อาจเลือกกินผักหรือผลไม้ฉ่ำน้ำเสริมได้ เช่น แตงกวา ผักกาดแก้ว แคนตาลูป แตงโม มะเขือเทศ มะพร้าว ชมพู่ เสาวรส สาลี่ งดหรือลดอาหารและเครื่องดื่มบางชนิด อาหารและเครื่องดื่มที่คุณบริโภคเข้าไปในแต่ละวัน สามารถส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายของคุณได้โดยตรง ให้คุณลองสังเกตและจดบันทึกไว้ว่า อาหารและเครื่องดื่มชนิดใดบ้างที่กินแล้วมีปัญหาขับถ่ายไม่สะดวก และเมื่อรู้แล้วก็ควรงดหรือลดการบริโภคอาหารเหล่านั้น ปัญหาในการ ขับถ่าย ของคุณก็จะทุเลาลง อาหารและเครื่องดื่มที่มักก่อให้เกิดปัญหาท้องผูก […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ยาสีฟันแต้มสิว ปลอดภัยหรือไม่ ใช้แล้วได้ผลจริงหรือ?

หากคุณเคยได้ยินมาว่าการใช้ ยาสีฟันแต้มสิว แทนยาปฏิชีวนะ เป็นเรื่องที่สามารถทำได้โดยไม่มีอันตรายแล้วละก็ โปรดลองอ่านบทความของ Hello คุณหมอ ที่นำมาฝากทุกคนวันนี้เสียก่อน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาว่าคุณควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรักษาสิวด้วยยาสีฟันหรือไม่ การใช้ ยาสีฟันทาสิว อาจส่งผลเสียได้มากกว่าที่คุณคิด สาเหตุที่ผู้คนคิดว่าการใช้ ยาสีฟันแต้มสิว นั้น อาจช่วยรักษาสิวให้หายได้ก็เพราะ ยาสีฟันมีสารที่ชื่อว่าไตรโคลซาน (Triclosan) ซึ่งมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถึงอย่างไรการที่คุณจะนำมาใช้กับผิวหนังโดยเฉพาะกับใบหน้าของเราอาจไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากยาสีฟันเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือค่า pH ในระดับที่สามารถสร้างความระคายเคืองต่อสุขภาพผิวของคุณ อีกทั้งยังอาจส่งผลให้เข้าไปกระตุ้นการผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมาจนทำให้สิวเดิมมีอาการแย่ลง หรือทำให้มีสิวใหม่เกิดขึ้น จนบางครั้งคุณอาจรู้สึกเหมือนมีอาการแสบหน้า ใบหน้าแดง และมีผดผื่นตามมาได้ ส่วนประกอบในยาสีฟัน ที่ไม่เหมาะสมแก่การนำมาใช้กับผิวหน้า ส่วนประกอบในยาสีฟันส่วนใหญ่มีสารประกอบมากมายหลายชนิดด้วยกัน เพื่อตอบสนองในการรักษาสุขภาพฟันของเราให้แข็งแรง และพร้อมชะลอการเจริญเติบโตของแบคทีเรียภายในช่องปาก ซึ่งยาสีฟันนั้นมักประกอบด้วยสารต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ กลีเซอรีน (Glycerin) ซอร์บิทอล (Sorbitol) แคลเซียมคาร์บอเนต ( Calcium carbonate) โซเดียมลอริลซัลเฟต (SodiumLaurylSulfate;SLS)  โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium bicarbonate) สารข้างต้นที่กล่าวมานั้น ล้วนอาจมีความรุนแรงเกินกว่าจะนำไปใช้กับผิวที่บอบบางของเรา จึงทำให้เป็นเหตุผลที่ไม่ควรอย่างมากในการนำไปแต้มสิว ทางที่ดีคุณควรอาจจำเป็นต้องเข้าขอรับการปรึกษาจากแพทย์ผิวหนังโดยตรง เพื่อรับการตรวจถึงปัญหาผิวหน้า และการรักษาให้หายไปได้อย่างตรงจุด ผลิตภัณฑ์รักษาสิว ที่อาจเหมาะกับผิวคุณ เมื่อเกิดปัญหาสิวที่อยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง คุณอาจจำเป็นต้องทำการหาผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยสารเหล่านี้ในการทำความสะอาดและบำรุงผิวหน้า โดยสามารถอ่านได้จากฉลากข้างผลิตภัณฑ์ หรือใบประกอบการใช้ร่วม กรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) กรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha Hydroxy Acids) เตรทติโนอิน (Tretinoin) นอกจากยาชนิดแบบทาแล้ว แพทย์ผิวหนังอาจให้คุณมีการรับประทานยาที่ประกอบด้วย คลินดามัยซิน (Clindamycin) […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

แคะขี้มูก อันตรายจริงไหม ยิ่งใช้นิ้วมือแคะยิ่งอันตรายจริงหรือเปล่า

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทั้งอากาศร้อน ชื้น หนาว มีผลต่อสุขภาพของเราทั้งสิ้น บางคนอาจเป็นหวัด บางคนอาจมีไข้ และบางคนอาจมีขี้มูกมากเนื่องจากเป็นหวัด ซึ่งเมื่อ ขี้มูก ก่อตัวจนอัดแน่นเต็มจมูก จนทำให้เรามักจะรู้สึกรำคาญ คัดจมูก หรือหายใจไม่ออก และในท้ายที่สุดเราจึงตัดปัญหาด้วยเอาเอานิ้วแหย่เข้าไปข้างในรูจมูกเพื่อ แคะขี้มูก ออกมา ฟังดูก็เป็นเรื่องปกติที่ใคร ๆ ก็ทำกัน แต่…การใช้นิ้วแคะขี้มูกเป็นสิ่งที่เหมาะสมในการทำความสะอาดขี้มูกแล้วจริง ๆ หรือ? [embed-health-tool-bmi] ขี้มูก คืออะไร ร่างกายของเราสร้างขี้มูกขึ้นมาเพื่อปกป้องร่างกายจากเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย และสิ่งสกปรกที่เราหายใจหรือสูดดมเข้าไปทุกวัน โดยแรกเริ่มขี้มูกจะมีลักษณะเป็นเมือกเพื่อดักจับเอาเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ไว้ ป้องกันไม่ให้หลุดลอดเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ เมื่อดักจับสิ่งต่าง ๆ ได้พักหนึ่งแล้วขนเล็ก ๆ ในจมูกก็จะเคลื่อนย้ายเอาเมือกที่ดักจับสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ไปยังด้านหน้าของจมูก ก่อนที่เมือกเหล่านั้นจะค่อย ๆ แห้งและกลายเป็น ขี้มูก ในที่สุด ทำไมเราถึง แคะขี้มูก เราแคะขี้มูก ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ดังนี้ ขี้มูกตันจมูกจนปิดกั้นระบบทางเดินหายใจ ทำให้รู้สึกอัดอัดที่จมูก หายใจไม่สะดวก ส่งผลให้หายใจไม่ค่อยออก เป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งเมื่อเกิดอาการแพ้ขึ้นจะทำให้เกิดเมือกในจมูกเพิ่มมากขึ้นและสุดท้ายก็จะแห้งกลายเป็นขี้มูกจำนวนมากจนอุดกั้นการหายใจ หรือทำให้หายใจไม่ออก โครงสร้างกะบังของจมูกที่แตกต่างกัน บางคนอาจมีกะบังจมูกที่เบี่ยงเบน จากที่ปกติกระดูกอ่อนจะอยู่กึ่งกลางระหว่างโพรงจมูกทั้งสองข้าง แต่กลับมีกระดูกอ่อนเบี่ยงเบนออกมาที่ข้างใดข้างหนึ่งมากจนเกินไป จนอาจทำให้หายใจไม่สะดวก […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ไขข้อสงสัย ยิ่งเหงื่อออกมาก เท่ากับ ยิ่งเผาผลาญมาก จริงเหรอ

หลายคนน่าจะเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า เวลาออกกำลังกาย จะต้องออกให้มีเหงื่อเยอะ ๆ เพราะถ้าไม่มีเหงื่อ ก็ไม่ได้เผาผลาญ เหมือนกับไม่ได้ออกกำลังกาย แต่การที่เราออกกำลังกายจนมี เหงื่อออกมาก จะเท่ากับ เผาผลาญมาก จริงหรือเปล่า มาลองหาคำตอบร่วมกัน กับ Hello คุณหมอ กันเลยค่ะ เหงื่อ เกิดขึ้นได้อย่างไร เหงื่อ นั้นเป็นหนึ่งในกระบวนการขับของเสียตามธรรมชาติของร่างกาย เพื่อช่วยระบายความร้อนภายในร่างกายออกไป ทำให้ร่างกายเย็นลง เหงื่อนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนในร่างกาย แต่จะพบได้มากในบริเวณรักแร้ ใบหน้า ฝ่ามือ ข้อศอก และฝ่าเท้า ร่างกายของเรานั้นจะจะมีต่อมเหงื่ออยู่มากกว่า 3 ล้านต่อม ทั่วร่างกาย แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ ต่อม Eccrine sweat gland และต่อม Apocrine sweat gland Eccrine sweat gland ต่อมเหงื่อประเภทนี้จะอยู่ทั่วทุกส่วนในร่างกาย แต่จะพบได้มากในบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และหน้ามัก หน้าที่หลักของต่อมเหงื่อนี้คือขับเหงื่อเพื่อช่วยควบคุมระดับอุณหภูมิของร่างกาย เหงื่อที่มาจากต่อมเหงื่อนี้จะไม่มีกลิ่น Apocrine sweat gland ต่อมเหงื่อชนิดนี้จะพบได้บริเวณที่มีรูขุมขนมาก เช่น รักแร้ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ควันไฟป่า ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ควรรับมือหรือป้องกันอย่างไร

เมื่อเกิดไฟไหม้ป่าที่มีบริเวณกว้าง ก็จะนำพามาซึ่ง ควันไฟป่า ซึ่งเมื่อหากมีการสูดดมเข้าไปมาก ๆ ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและร่างกายของคุณได้ ดังนั้น เมื่อเกิดควันไฟป่า จะต้องดูแลและป้องกันตัวเองและคนในครอบครัวอย่างไรบ้าง ทาง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝากกัน ควันไฟป่า คืออะไร และส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร ควันไฟป่าเป็นส่วนผสมของก๊าซและอนุภาคขนาดเล็กที่เกิดจากการเผาไหม้ของพืช วัสดุก่อสร้าง และวัสดุอื่น ๆ โดยที่ควันไฟป่าสามารถทำให้ทุกคนป่วยได้ แม้แต่คนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็สามารถเจ็บป่วยได้ หากมีควันในอากาศมากเกินไป มากไปกว่านั้น การหายใจเอาควันเข้าไปยังสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ทันที ซึ่งผลกระทบจากควันไฟป่าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ได้แก่ ไอ หายใจไม่ปกติ แสบตา คันคอ อาการน้ำมูกไหล รูจมูกระคายเคือง หายใจไม่ออกและหายใจถี่ เจ็บหน้าอก ปวดหัว โรคหอบหืด เหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว สำหรับผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ เด็ก และผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและหัวใจอยู่แล้ว อาจมีแนวโน้มที่จะป่วยได้ หากสูดดมควันไฟป่าเข้าไป สาเหตุที่ทำให้ ควันไฟป่า เป็นอันตรายต่อร่างกาย เมื่อพูดถึงคุณภาพอากาศ หลายคนคงนึกถึงการวันที่เรียกว่า “PM2.5” ซึ่งมันสามารถทำให้ทราบได้ว่าอนุภาคขนาด 2.5 ไมครอนและขนาดเล็กกว่า ลอยอยู่ในอากาศจำนวนเท่าใด Colleen Reid ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์แห่ง University of Colorado Boulder สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เมื่อคุณมองเห็นควันสีดำที่ลอยออกมาจากกองไฟ คุณจะเห็นอนุภาคเล็ก ๆ ที่สามารถแขวนลอยอยู่ในอากาศและไม่ตกลงสู่พื้นได้ เมื่อรูปแบบลมเปลี่ยนไป ควันไฟที่มีอนุภาคเล็ก ๆ ก็จะกระจายไปยังทิศทางอื่นได้เช่นกัน ความจริงแล้วอนุภาคขนาดเล็ก นอกจากจะเป็นอนุภาคที่ลอยอยู่ในอากาศแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่สามารถเข้าไปในปอดได้ลึกมากและทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบของสุขภาพในร่างกายได้อีกด้วย ยิ่งระดับ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria)

ฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่หายาก เกิดจากความบกพร่องของยีนที่ช่วยสร้างฟีนิลอะลานีนไฮดรอกซิเลส ทำให้ร่างกายไม่สามารถสลายฟีนิลอะลานีนได้ คำจำกัดความฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria) คืออะไร โรคฟีนิลคีโตนูเรีย (Phenylketonuria) เป็นภาวะทางพันธุกรรมที่หายาก เกิดจากความบกพร่องของยีนที่ช่วยสร้างฟีนิลอะลานีนไฮดรอกซิเลส (Phenylalanine hydroxylase) ทำให้ร่างกายไม่สามารถสลายฟีนิลอะลานีนได้ หากไม่ได้รับการรักษา อาจจะทำให้ระดับฟีนิลอะลานีนสะสมในร่างกายมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อร่างกายทำให้เกิดความบกพร่องทางสติปัญญาและเกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมา พบได้บ่อยแค่ไหน โรคฟีนิลคีโตนูเรียพบได้บ่อยในทารกช่วง 1-3 เดือนแรกหลังคลอด อาการอาการของโรคฟีนิลคีโตนู โรคฟีนิลคีโตนูเรียอาจมีอาการแสดงออกตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงมีอาการรุนแรง โดยมีอาการแสดงออก ดังนี้ อาการชัก อาการสั่น เจริญเติบโตช้า สมาธิสั้น ผื่นผิวหนัง (กลาก) ลมหายใจเหม็น ความพิการทางสติปัญญา ควรไปพบหมอเมื่อใด หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใด ๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ สาเหตุสาเหตุของโรคฟีนิลคีโตนูเรีย โรคฟีนิลคีโตนูเรียเป็นภาวะที่สืบทอดจากความบกพร่องของยีนที่ไม่สามารถสร้างเอนไซม์ฟีนิลอะลานีนไฮดรอกซิเลส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ทำลายฟีนิลอะลานีน ส่งผลให้ฟีนิลอะลานีนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากมีการสะสมฟีนิลอะลานีนในร่างกายมากเกินไป อาจส่งผลอันตรายต่อสุขภาพได้  โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ และเนื้อสัตว์ (ยีนที่เกิดความบกพร่องนั้นต้องเกิดจากยีนที่ผิดปกติของทั้งพ่อและแม่ แต่หากเกิดขึ้นจากพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว อาจไม่ส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์) ปัจจัยเสี่ยงของโรคฟีนิลคีโตนูเรีย พ่อและแม่มียีนที่บกพร่องทั้งคู่ที่ทำให้เกิดโรคฟีนิลคีโตนูเรีย มีเชื้อสายอเมริกัน แอฟริกัน การวินิจฉัยและการรักษาข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม การวินิจฉัยโรคฟีนิลคีโตนูเรีย ในเบื้องต้นแพทย์จะทำการคัดกรองทารกแรกเกิดสำหรับทารกที่มีสัญญาณของโรคฟีนิลคีโตนูเรีย โดยการเจาะเลือดมาทดสอบหาความผิดปกติทางพันธุกรรม รวมถึงวิธีการทดสอบอื่น ๆ เช่น ทดสอบการกลายพันธุ์ของยีน การทดสอบทางพันธุกรรม เป็นต้น การรักษาโรคฟีนิลคีโตนูเรีย ผู้ป่วยโรคฟีนิลคีโตนูเรีย สามารถบรรเทาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้โดยการเลือกรับประทานอาหารและการใช้ยา ดังนี้ การควบคุมอาหาร จำกัดอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ ชีส ถั่ว นม ไก่ เนื้อวัว […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ภาวะขาดเหงื่อ (Anhidrosis)

ภาวะขาดเหงื่อ (Anhidrosis) หมายถึงอาการที่ไม่มีเหงื่อออก หรือมีเหงื่อน้อยกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อน หรือออกกำลังกายอย่างหนักแล้วก็ตาม [embed-health-tool-bmr] คำจำกัดความ ภาวะขาดเหงื่อ คืออะไร ภาวะขาดเหงื่อ (Anhidrosis) หมายถึงอาการที่ไม่มีเหงื่อออก หรือมีเหงื่อน้อยกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อน หรือออกกำลังกายอย่างหนักแล้วก็ตาม การที่เราไม่มีเหงื่อ ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถถ่ายเทความร้อน และลดอุณภูมิของร่างกายลงได้ ส่งผลให้อุณหภูมิของร่างกายสูงเกินไป จนอาจส่งผลให้เกิดสภาวะที่เป็นอันตราย เช่น ตะคริว เพลียแดด หรือลมแดด เป็นต้น ภาวะขาดเหงื่อนั้นอาจมีตั้งแต่ในระดับเบา มีเหงื่อออกน้อย ไปจนถึงระดับรุนแรง ที่ไม่มีเหงื่อออกเลย และอาจเกิดขึ้นแค่เพียงบางส่วนของร่างกาย จึงทำให้ยากต่อการสังเกตและการวินิจฉัย บ่อยครั้งที่ภาวะขาดเหงื่อนั้นอาจจะส่งผลแค่กับบางบริเวณของร่างกาย แต่ส่วนอื่นยังคงมีเหงื่อออกตามปกติ ทำให้ร่างกายสามารถคลายความร้อนได้ และไม่เป็นอันตรายใด ๆ ภาวะขาดเหงื่อ พบบ่อยแค่ไหน เนื่องจากภาวะขาดเหงื่อนั้นค่อนข้างจะสังเกตยาก หากไม่ได้เกิดขึ้นทั่วทั้งร่างกาย ดังนั้นจึงไม่สามารถทราบได้ว่า มีคนมากน้อยแค่ไหน ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะขาดเหงื่อนี้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดสอบถามแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ อาการ อาการของภาวะขาดเหงื่อ สัญญาณและอาการของภาวะขาดเหงื่อ ได้แก่ ไม่มีเหงื่อออก หรือมีเหงื่อออกน้อย วิงเวียน ร้อนวูบวาบ ตะคริว กล้ามเนื้ออ่อนแรง เหนื่อยล้า รู้สึกร้อนมากเกินไป บริเวณที่ไม่มีเหงื่อนั้น อาจจะเกิดขึ้นกับบางส่วนของร่างกาย หรือเกิดขึ้นทั่วทั้งร่างกาย หากคุณมีภาวะขาดเหงื่อในบางส่วน ส่วนที่สามารถขับเหงื่อได้ ก็อาจจะพยายามขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ เพื่อชดเชยส่วนที่ไม่สามารถขับเหงื่อได้ ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด หากคุณสังเกตพบว่าตัวเองมีเหงื่อออกน้อย หรือไม่มีเหงื่อออกเลย แม้ว่าจะออกกำลังกาย […]


ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

สลายไขมันด้วยความเย็น อีกหนึ่งทางเลือกของคนอยากผอม

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความกังวลใจเรื่องน้ำหนักตัวหรือการมีไขมันสะสมส่วนเกินบนร่างกาย และกำลังมองหาวิธีการลดความอ้วน รวมถึงวิธีการกำจัดไขมันเฉพาะส่วนที่อาจไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการออกกำลังกาย การสลายไขมันด้วยความเย็น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งทาง Hello คุณหมอ ได้นำเรื่องนี้มาฝากกัน สลายไขมันด้วยความเย็น (CoolSculpting) เป็นอย่างไร การสลายไขมันด้วยความเย็น (CoolSculpting) ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration หรือ FDA) ในปีค.ศ. 2010 ว่าเป็นการรักษาไขมันที่เห็นผลลัพธ์ได้ในบริเวณใต้คาง ใต้ขากรรไกร ต้นขา หน้าท้อง เอว  เนื้อปลิ้นตรงขอบชุดชั้นใน (Back Fat) และบริเวณบั้นท้าย (Underneath the buttocks) หรือที่เรียกกันว่า “ม้วนกล้วย” นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองจาก FDA ว่า มีผลต่อลักษณะของเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยด้วยการรักษาบริเวณใต้ผิวหนัง ซึ่งขั้นตอนของการสลายไขมันด้วยความเย็นนั้นถือว่าไม่ใช่การรักษาเพื่อลดน้ำหนัก การศึกษาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่า การสลายไขมันด้วยความเย็น เป็นขั้นตอนการลดไขมันที่มีประสิทธิภาพ การสลายไขมันด้วยความเย็นเป็นกระบวนการทางการแพทย์แบบไม่รุกล้ำ ที่ช่วยในการขจัดเซลล์ไขมันส่วนเกินออกจากใต้ผิวหนัง ในฐานะที่เป็นวิธีการรักษาแบบไม่รุกล้ำ จึงมีประโยชน์หลายประการมากกว่าขั้นตอนการผ่าตัดเอาไขมันออกแบบดั้งเดิม ซึ่งการสลายไขมันด้วยความเย็นนี้ กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกาถึง 823 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ข้อดีของการสลายไขมันด้วยความเย็น เมื่อเทียบกับ การดูดไขมันแบบดั้งเดิม การสลายไขมันด้วยความเย็น จะมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อคุณเลือกรับการรักษาจากแพทย์ที่มีประสบการณ์ […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน