พอเข้าสู่หน้าฝน หลายคนมักเริ่มมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม หรือเจ็บคอได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกบ่อย อากาศเปลี่ยนแปลงเร็ว ร่างกายเปียกชื้นจากการโดนฝน หรืออยู่ในพื้นที่แออัดที่อากาศถ่ายเทไม่ดี อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ ไข้หวัด ซึ่งเป็นหนึ่งใน โรคที่มากับหน้าฝน ที่พบได้บ่อย
แม้ว่าโดยทั่วไป อาการของไข้หวัดมักจะไม่รุนแรง และดีขึ้นได้เอง แต่หากดูแลอย่างไม่เหมาะสม ก็อาจส่งผลให้ป่วยนานขึ้น หรือแพร่เชื้อให้คนรอบตัวได้ ดังนั้น บทความนี้จะมาแนะนำวิธีการดูแลและป้องกันตัวเองจากไข้หวัด
ไข้หวัดคืออะไร ทำไมพบบ่อยช่วงหน้าฝน
ไข้หวัด หรือไข้หวัดธรรมดา เป็นการติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน เช่น จมูก คอ และโพรงจมูก โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดู แต่ในช่วงหน้าฝนมักพบได้บ่อยขึ้น เพราะอากาศเปลี่ยนแปลง ความชื้นสูง และหลายคนใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ปิดหรือพื้นที่คนหนาแน่นมากขึ้น ทำให้มีโอกาสสัมผัสเชื้อจากคนรอบตัวได้ง่ายกว่าเดิม
แม้ว่าการโดนฝนอาจจะไม่ได้ทำให้เป็นไข้หวัดโดยตรง แต่หากเราเปียกฝนจนร่างกายเย็น ก็อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และเปิดรับเชื้อได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพออย่างคนวัยทำงาน ก็จะยิ่งเสี่ยงมากขึ้น
อาการของไข้หวัดมักจะเกิดขึ้นภายใน 1-3 วันหลังได้รับเชื้อ โดยจะเริ่มจากอาการเล็ก ๆ เช่น เจ็บคอ คัดจมูก แล้วจึงค่อยมีอาการอื่นตามมา
อาการที่ควรสังเกต
- คัดจมูก
- น้ำมูกไหล มักเป็นน้ำมูกใสในช่วงแรก
- ไอ
- จาม
- เจ็บคอ หรือคอแห้ง
- เสียงแหบ
- ไข้ต่ำ ๆ
- ปวดศีรษะเล็กน้อย
- ครั่นเนื้อครั่นตัว หรืออ่อนเพลีย
- บางรายอาจมีปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเล็กน้อย
โดยทั่วไปอาการไข้หวัดมักดีขึ้นภายในไม่กี่วัน แต่บางคนอาจจะยังคงมีอาการน้ำมูกหรือไอหลังจากนั้น โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
เป็นไข้หวัดแล้ว ดูแลตัวเองอย่างไร?
ไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ดังนั้นการดูแลจึงเน้นไปที่การพักผ่อน ฟื้นฟูร่างกาย และบรรเทาอาการ
สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการไข้หวัด
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำให้มากขึ้น โดยเฉพาะน้ำอุ่น
- กินอาหารที่ย่อยง่าย และมีประโยชน์
- รักษาร่างกายให้อบอุ่น โดยเฉพาะหลังเปียกฝน
- ใช้ยาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้ไอ ตามความเหมาะสม
- ไอหรือจามโดยใช้ทิชชู ผ้าเช็ดหน้า หรือข้อพับแขนปิดปากและจมูก
- สวมหน้ากากเมื่ออยู่ใกล้ผู้อื่น
- ล้างมือบ่อย ๆ
- หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- ไม่ควรฝืนทำงานหนักหรืออดนอน
- ไม่ควรอยู่ใกล้เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวขณะมีอาการ
- ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเองโดยไม่มีคำแนะนำจากคุณหมอ
- ไม่ควรจามหรือสั่งน้ำมูกแรงเกินไป เพราะอาจทำให้ระคายเคืองหรือเพิ่มโอกาสเกิดการอักเสบตามมา
วิธีป้องกันไข้หวัดช่วงหน้าฝน
การป้องกันไข้หวัดสามารถทำได้ ดังนี้
มือเป็นจุดที่สัมผัสสิ่งของจำนวนมากในแต่ละวัน เช่น ราวจับ ประตู โทรศัพท์ โต๊ะทำงาน หรือของใช้สาธารณะ หากใช้มือที่ปนเปื้อนเชื้อสัมผัสตา จมูก หรือปาก อาจทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้
ควรล้างมือในช่วงเวลาสำคัญ เช่น
- ก่อนกินอาหาร
- หลังเข้าห้องน้ำ
- หลังไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก
- หลังจับของใช้สาธารณะ
- ก่อนสัมผัสใบหน้า
- หลังดูแลผู้ป่วย
สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด
ในช่วงหน้าฝน การใช้ชีวิตในพื้นที่คนเยอะ เช่น รถไฟฟ้า รถเมล์ โรงเรียน ออฟฟิศ ห้างสรรพสินค้า หรือห้องประชุม อาจเพิ่มโอกาสสัมผัสละอองฝอยจากคนที่ป่วย การสวมหน้ากากช่วยลดการกระจายละอองฝอยจากการไอหรือจาม และช่วยลดโอกาสรับเชื้อจากคนรอบตัวได้
หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดคนที่ไอหรือจาม
หากมีคนในบ้านหรือที่ทำงานเป็นไข้หวัด ควรหลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า หรือหมอน และควรล้างมือหลังสัมผัสสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน หากเป็นผู้ป่วยเอง ควรแยกของใช้ส่วนตัวและสวมหน้ากากเมื่อต้องอยู่ใกล้ผู้อื่น
การพักผ่อนไม่เพียงพออาจทำให้ร่างกายฟื้นตัวช้า และอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ดังนั้น จึงควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน
การเลือกรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ จะช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็น โดยควรเน้นอาหารให้ครบ 5 หมู่ ผัก ผลไม้ โปรตีนลีน และควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
การออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี ไม่เจ็บป่วยง่าย โดยอาจเลือกกิจกรรมที่สามารถทำได้ต่อเนื่องตามความสะดวก เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิค หรือเลือกใช้การเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ก็เพิ่มโอกาสการขยับร่างกายได้มากขึ้นแล้ว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไข้หวัดช่วงหน้าฝน
- Q1: โดนฝนแล้วเป็นไข้หวัดจริงไหม
A: ฝนไม่ได้ทำให้เกิดไข้หวัดโดยตรง เพราะไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส แต่การเปียกฝนอาจทำให้ร่างกายเย็น ยิ่งหากร่วมกับการพักผ่อนไม่พอ หรืออยู่ใกล้ผู้ป่วย ก็อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอและรับเชื้อได้ง่ายขึ้น
- Q2: ไข้หวัดต้องกินยาปฏิชีวนะไหม
A: ไม่จำเป็น เพราะไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย ควรดูแลตามอาการ พักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และใช้ยาตามคำแนะนำที่เหมาะสม หากอาการรุนแรงหรือสงสัยภาวะแทรกซ้อน ควรพบคุณหมอ
- Q3: วัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยป้องกันไข้หวัดธรรมดาได้ไหม
A: วัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่ได้ป้องกันไข้หวัดธรรมดาโดยตรง เพราะเป็นเชื้อไวรัสคนละชนิดกัน
- Q4: เป็นไข้หวัดควรหยุดเรียนหรือหยุดงานไหม
A: หากมีไข้ ไอ จามมาก อ่อนเพลีย หรือมีอาการที่เสี่ยงแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ควรพักอยู่บ้านจนกว่าอาการดีขึ้น เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวและลดการแพร่เชื้อในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือพื้นที่สาธารณะ