brand logo
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน

โฆษณา

แบ่งปัน

อาหารแดช หรือแดชไดเอท (DASH Diet) ช่วยลดความดัน และลดน้ำหนักได้ด้วย

คนในยุคปัจจุบันเป็นความดันโลหิตสูงกันมากขึ้น และภาวะนี้ก็อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพี่ร้ายแรงขึ้นได้ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ ภาวะไตวาย ผู้เชี่ยวชาญจึงได้พัฒนารูปแบบการกินอาหารขึ้นมาเพื่อช่วยรับมือกับภาวะความดันโลหิตสูง เรียกว่า อาหารแดช หรือแดช ไดเอท (Dash Diet) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความดันโลหิตได้แล้ว ยังส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักด้วย

อาหารแดช หรือแดชไดเอท (DASH Diet) ช่วยลดความดัน และลดน้ำหนักได้ด้วย

อาหารแดช คืออะไร

อาหารแดช หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า DASH Diet หรือ DASH นั้นมาจากคำว่า Dietary Approaches to Stop Hypertension ซึ่งหมายถึง การเลือกบริโภคอาหารเพื่อป้องกันและควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง โดยมีหลักการคือ ต้องกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้หลากหลาย ในปริมาณตามที่ร่างกายแต่ละคนต้องการ โดยเน้นหลักการดังต่อไปนี้

  • เน้นกินผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด พืชตระกูลถั่ว ผลิตภัณฑ์จากนมชนิดไขมันต่ำ เนื้อสัตว์ไร้ไขมันหรือไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่
  • ลดอาหารที่มีไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัว หรือคอเลสเตอรอลในปริมาณสูง
  • ลดการบริโภคเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู
  • ลดอาหารรสจัด และอาหารหรือเครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูง น้ำตาลสูง โดยโซเดียมต้องไม่เกินวันละ 2,300 มิลลิกรัม (เกลือ ไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา ซีอิ๊วขาวไม่เกินวันละ 5-6 ช้อนชา น้ำปลาไม่เกินวันละ 3-4 ช้อนชา) ส่วนน้ำตาลต้องไม่เกินวันละ 24 มิลลิกรัม (6 ช้อนชา)
  • ลดอาหารกระป๋อง อาหารหมักดอง อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม ปลาเค็ม แหนม

ผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า การกินอาหารแดช จะช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ภายใน 2 สัปดาห์ และการกินอาหารแดชยังสามารถแยกออกได้เป็นหลายรูปแบบ ที่นิยม เช่น การกินอาหารแดชแบบเน้นลดโซเดียม (DASH-Sodium) คือบริโภคโซเดียมไม่เกินวันละ 1,500 มิลลิกรัม (ประมาณ ⅔ ช้อนชา) ซึ่งก็สามารถช่วยลดความดันโลหิตอย่างได้ผลเช่นกัน

กินอาหารแบบแดช แล้วดียังไง

การกินอาหารแดช หรือแดช ไดเอท นอกจากจะช่วยลดความดันโลหิตได้แล้ว ยังมีประโยชน์สุขภาพด้านอื่นด้วย เช่น

อาจช่วยลดน้ำหนัก

จากข้อมูลพบว่า ผู้ที่กินอาหารแดชเพื่อลดความดันโลหิตส่วนใหญ่ น้ำหนักตัวจะลดลงด้วย นั่นอาจเป็นเพราะ อาหารแดช เน้นการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดไขมันไม่ดี น้ำตาล เกลือ ที่ส่งผลทำให้น้ำหนักขึ้นได้ อีกทั้งวิธีควบคุมความดันโลหิตอื่นๆ เช่น การออกกำลังกาย การพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็ส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักเช่นกัน เมื่อผู้ที่มีความดันโลหิตสูงกินอาหารแดชร่วมกับวิธีอื่นๆ ดังกล่าว น้ำหนักตัวจึงลดลง

นอกจากนี้ ผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นยังเผยว่า ผู้ที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องความดันโลหิต เมื่อกินอาหารแบบแดชแล้ว น้ำหนักตัวลดลงได้จริง แต่ก็ต้องกินอาหารแดชด้วยหลักการ “Calorie Deficit” คือ กินอาหารให้น้อยกว่าความต้องการของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายเอาพลังงานที่สะสมไว้ในรูปแบบของไขมันส่วนเกินออกมาใช้

ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรง

การกินอาหารแดช นอกจากจะช่วยลดความดันโลหิตได้อย่างเห็นผล และอาจมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรงหรือโรคเรื้อรังได้ เช่น

  • โรคมะเร็ง เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม
  • โรคเบาหวาน จากการศึกษาพบว่า การกินอาหารแดชช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่สองได้
  • โรคหัวใจ งานศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่ง ในกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงที่กินอาหารแดชพบว่า ความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจลดลง 20% และความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลง 29%
  • ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม หรือโรคอ้วนลงพุง(Metabolic syndrome) ผลการศึกษาบางชิ้นเผยว่า การกินอาหารแดชช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วนลงพุงได้ถึง 81%

อาหารแดช กินผิดวิธี ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

แม้การกินอาหารแดชจะช่วยลดความดัน และความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เผยว่า คนบางกลุ่มอาจต้องปรึกษาแพทย์และออกกำลังกายเป็นประจำก่อนกินอาหารแดช เช่น ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง และคนที่ต้องกินยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบควบคุมการทำงานของไต ควบคุมความดันโลหิต หัวใจและหลอดเลือด (Renin-angiotensin-aldosterone system antagonist)

และหากมีภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง (Chronic heart failure) เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และควบคุมไม่ได้ มีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสบกพร่อง (Lactose Intolerance) หรือเป็นโรคเซลิแอค (Celiac Disease) ก็ต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน เพราะจะต้องปรับรูปแบบการกินอาหารแดชให้เหมาะสมกับสภาวะโรคของคุณ

ตัวอย่างรูปแบบอาหารแดชที่หารับประทานได้ง่ายๆ

หากร่างกายคุณต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน คุณควรกินอาหารแดช ในสัดส่วนดังต่อไปนี้

  • ธัญพืช หรือข้าวไม่ขัดสีหรือขัดสีน้อย : 6 – 8 ทัพพี
  • ผัก : 4-5 ส่วน หรือเป็นผักใบเขียว 30 กรัม
  • ผลไม้ : 4 – 5 ส่วน หรือเป็นแอปเปิ้ลครึ่งลูกใหญ่
  • นมพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย : 3 แก้ว
  • เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน : 7 ส่วนหรือ 14 ช้อนกินข้าว
  • พืชตระกูลถั่ว : 4 – 5 ส่วนต่อสัปดาห์ หรือเป็นถั่ว 50 กรัม หรือเนยถั่ว 40 กรัม
  • น้ำมันและไขมัน : 4 ช้อนชา
  • น้ำตาล : ใช้น้อยที่สุด หรือไม่เกิน 6 ช้อนชา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

fact-check
ทีม Hello คุณหมอ
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย
เขียนโดย เนตรนภา ปะวะคัง · แก้ไขล่าสุด 11/05/2020