backup og meta

เลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ กับสัญญาณที่ควรรู้

ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย แพทย์หญิงอรกนิษฐา อรุณาทิตย์ · สูตินรีเวชวิทยา · โรงพยาบาลสุขุมวิท


เขียนโดย ทัตพร อิสสรโชติ · แก้ไขล่าสุด 28/11/2022

เลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ กับสัญญาณที่ควรรู้

การมี เลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ อาจทำให้คุณแม่หลายคนเกิดความกังวลได้ เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นภาวะปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ หรืออาจเป็นสัญญาณบ่งบอกความผิดปกติใด ๆ หรือไม่ ดังนั้น การรู้ถึงสาเหตุของอาการ เลือดออกทางช่องคลอด ในช่วงขณะตั้งครรภ์ รวมถึงวิธีการป้องกัน จึงอาจช่วยให้คุณแม่ดูแลตัวเองและทารกในครรภ์ได้อย่างถูกวิธี

สาเหตุ เลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ ไตรมาสแรก

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เลือดออกทางช่องคลอด ในช่วงไตรมาสแรก โดยปกติแล้วมักจะมีอยู่ 2 สาเหตุ คือ

  • อาการ เลือดออก ภายใน 1-2 สัปดาห์หลังจากไข่ที่ปฏิสนธิฝังตัวในครรภ์ หรือที่เรียกกันว่า เลือดล้างหน้าเด็ก
  • อาการ เลือดออก เนื่องจากมีหลอดเลือดในบริเวณปากมดลูกมีความเปราะบางมากขึ้น

โดยปกติอาการเหล่านี้มักมีเลือดออกเพียงแค่เล็กน้อย แต่ถ้าหากคุณมีเลือดออกทางช่องคลอดมากกว่าปกติ โดยเฉพาะหากมีเลือดออกมากเมื่อมีอายุครรภ์มากขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาจเป็นสัญญานเตือนของภาวะที่อันตราย ดังต่อไปนี้

เลือดออก เนื่องจากการฝังตัวของไข่

ในการตั้งครรภ์ระยะแรกคุณอาจมีเลือดออกในช่องคลอดขณะตั้งครรภ์เล็กน้อยแต่ไม่เป็นอันตราย เนื่องจากเป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังพัฒนาหลังจากการฝังตัวในผนังมดลูก

เลือดออก จากการแท้งบุตร

การแท้งบุตรเกิดขึ้นเพราะอาจมีบางความผิดปกติเกิดขึ้นกับทารก นอกจากนี้อาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่น เช่น ฮอร์โมนหรือปัญหาการแข็งตัวของเลือด การแท้งบุตรส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ซึ่งอาการ เลือดออกทางช่องคลอด อาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด นอกจากนี้ยังอาจมีอาการของการแท้งบุตรอื่น ๆ ได้แก่

  • เป็นตะคริวและปวดในช่องท้องส่วนล่าง
  • มีของเหลวออกจากช่องคลอด
  • อาจมีเนื้อเยื่อบางอย่างออกจากช่องคลอด
  • ไม่มีอาการของคนที่กำลังตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์นอกมดลูก

การตั้งครรภ์นอกมดลูกเกิดขึ้นจากการที่ไข่ฝังตัวนอกมดลูก เช่น ฝังตัวในท่อนำไข่ อาจทำให้เป็นอันตรายได้เนื่องจากไข่ไม่สามารถเติบโตได้อย่างเหมาะสม โดยปกติมักแสดงออกการออกมาในช่วงสัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาจมีอาการเหล่านี้

  • เลือดออกทางช่องคลอด
  • ปวดท้องน้อยข้างเดียว
  • เลือดออกทางช่องคลอด ตกขาวเป็นสีน้ำตาล
  • มีอาการไม่สบายตัวเมื่อปัสสาวะหรืออุจจาระ

การมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์

การเพศสัมพันธ์ในระหว่างตั้งครรภ์อย่างไม่ถูกต้อง อาจจะทำให้ปากมดลูกเกิดการบาดเจ็บ และมีเลือดออกได้ แต่โดยปกติแล้วอาการเลือดออกนี้มักไม่เป็นอันตรายอะไร

การติดเชื้อในช่องคลอด

การติดเชื้อในช่องคลอดหรือการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคหนองใน โรคเริม อาจทำให้เกิดอาการเลือดออกในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์

ติ่งเนื้อบริเวณปากมดลูก

เป็นก้อนเนื้อที่ยื่นออกมาจากปากมดลูก มักมีสีแดง รูปร่างยาวและนื่ม เมื่อสัมผัสจากการตรวจภายในหรือการมีเพศสัมพันธ์จะกระตุ้นให้เลือดออกได้ แต่มักไม่ใช่มะเร็ง หรืออาจมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยกว่า 1%

สาเหตุ เลือดออกทางช่องคลอด ไตรมาสองและสาม

  • รกเกาะต่ำ

  • รกเกาะต่ำ หมายถึง รกที่เกาะอยู่บริเวณส่วนล่างของมดลูกหรือใกล้ปิดปากมดลูก อาจส่งผลให้เลือดออกได้

  • รกลอกตัว

  • รกหลุดออกจากผนังมดลูกก่อนกำหนดหรือหลุดออกระหว่างคลอด อาจเป็นอันตรายต่อแม่และลูกได้ อาจมีอาการปวดท้องและปวดหลังได้

    • มดลูกแตก

    เป็นภาวะที่พบไม่บ่อยนัก เกิดขึ้นจากแผลที่เคยผ่าคลอดเกิดการฉีดขาดในระหว่างตั้งครรภ์ การแตกของมดลูกอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยอาการที่แสดงออกมาให้เห็นคือ อาการปวดท้อง และเลือดออกทางช่องคลอด

    อาการ เลือดออกจากช่องคลอด อาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนดได้ เนื่องจากอาการนี้อาจเกิดขึ้นจากการที่เยื่อเมือกที่ปกคลุมปากมดลูกลอกตัวออกมา พร้อมนำเลือดบางส่วนที่ติดอยู่ออกมาด้วย หากคุณสังเกตเห็นอาการนี้ก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ ควรรีบปรึกษาแพทย์ในทันที

    การป้องกันอาการเลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์

    สำหรับการป้องกันอาการเลือดออกทางช่องคลอดขณะตั้งครรภ์  คุณสามารถทำได้โดยการปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพของช่องคลอดและอุ้งเชิงกราน แพทย์อาจทำการทดสอบต่าง ๆ ทั้งอัลตราซาวด์ หรือตรวจเลือดเพื่อตรวจระดับฮอร์โมนในร่างกาย และดูว่าร่างกายของคุณพร้อมที่จะตั้งครรภ์หรือไม่ นอกจากนี้ การคอยสังเกตอาการตัวเอง และเข้ารับการตรวจร่างกายจากแพทย์เป็นประจำระหว่างการตั้งครรภ์ อาจสามารถช่วยป้องกันความผิดปกติที่อาจนำไปสู่อาการ เลือดออกทางช่องคลอด ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์ได้

    สัญญาณความผิดปกติที่คุณควรระวังในช่วงตั้งครรภ์ ได้แก่

    • ปวดท้องรุนแรงหรือปวดท้องน้อย
    • มีเลือดออกอย่างรุนแรง
    • มีเนื้อเยื่อไหลออกทางช่องคลอด
    • อาการวิงเวียนศีรษะหรือเป็นลม
    • มีไข้สูง หนาวสั่น

    หากเกิดอาการเหล่านี้ คุณแม่ควรเข้ารับการตรวจหาสาเหตุจากแพทย์ทันที เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ได้

    หมายเหตุ

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย

    แพทย์หญิงอรกนิษฐา อรุณาทิตย์

    สูตินรีเวชวิทยา · โรงพยาบาลสุขุมวิท


    เขียนโดย ทัตพร อิสสรโชติ · แก้ไขล่าสุด 28/11/2022

    advertisement iconโฆษณา

    คุณได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่?

    advertisement iconโฆษณา
    advertisement iconโฆษณา