home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณกำลังมีภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ธาตุเหล็ก (Iron)

ธาตุเหล็ก (Iron)
ข้อบ่งใช้|การทำงานของธาตุเหล็ก|ข้อควรระวังและคำเตือน|ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร|ผลข้างเคียง|ปฏิกิริยาระหว่างยา|ขนาดยา|รูปแบบของยา

ธาตุเหล็ก (Iron) เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ที่พบได้ในฮีโมโกลบินของเซลล์เม็ดเลือดแดง และในไมโอโกลบินของเซลล์กล้ามเนื้อ ธาตุเหล็กมีความสำคัญในการป้องกันและรักษาภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency) ที่ส่งผลให้เกิดโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

ข้อบ่งใช้

ธาตุเหล็กใช้ทำอะไร

ธาตุเหล็ก (Iron) เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง พบในฮีโมโกลบินของเซลล์เม็ดเลือดแดง และในไมโอโกลบินของเซลล์กล้ามเนื้อ ธาตุเหล็กเป็นสิ่งจำเป็นในการลำเลียงออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ ธาตุเหล็กยังมีหน้าที่สำคัญอื่น ๆ ในร่างกายเช่นกัน คนเรารับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็ก เพื่อป้องกันและรักษาภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron deficiency) ที่ส่งผลให้เกิดโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก โดยมีประโยชน์ ดังนี้

การทำงานของธาตุเหล็ก

ไม่มีข้อมูลทางการศึกษาเพียงพอเกี่ยวกับการใช้อาหารเสริมสมุนไพรนี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามมีรายงานการศึกษาค้นคว้าว่า ธาตุเหล็กใช้รักษาภาวะขาดธาตุเหล็ก

ข้อควรระวังและคำเตือน

เราควรรู้อะไรบ้างก่อนใช้ธาตุเหล็ก

ปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาหรือเภสัชกรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ในกรณีที่

  • ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากในขณะที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรจะได้รับยาตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น
  • ใช้ยาชนิดอื่นอยู่ รวมถึงยาทุกชนิดที่ซื้อรับประทานเองโดยไม่มีใบสั่งยาจากแพทย์
  • แพ้สารจากธาตุเหล็กหรือแพ้ยาชนิดอื่น หรือแพ้สมุนไพรชนิดอื่น
  • มีอาการป่วย มีอาการผิดปกติ หรือมีพยาธิสภาพอื่น ๆ
  • มีอาการแพ้ต่าง ๆ เช่น แพ้อาหาร แพ้สีผสมอาหาร แพ้สารกันบูด หรือเนื้อสัตว์

ข้อปฏิบัติในการใช้สมุนไพรนั้นมีความเข้มงวดที่น้อยกว่าการใช้ยารักษาโรค จำเป็นต้องมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อรับรองความปลอดภัย ซึ่งการจะใช้ประโยชน์ของสมุนไพรนั้นต้องศึกษาความเสี่ยงก่อนใช้และควรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับแพทย์ผู้ดูแลหรือนักสมุนไพรศาสตร์ก่อนใช้สมุนไพรนั้น

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้เพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยในการรับประทานธาตุเหล็กในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการใช้

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ธาตุเหล็กมีอะไรบ้าง

ธาตุเหล็กสามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียง ได้แก่ ท้องไส้ปั่นป่วน อาการปวด ท้องร่วงหรือท้องเสีย คลื่นไส้และอาเจียน

ไม่ใช่ทุกคนจะพบผลข้างเคียงเหล่านี้ อาจมีผลข้างเคียงบางอาการที่ไม่มีอยู่ด้านบน หากคุณมีความกังวลใด ๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรของคุณ

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ยาที่อาจเกิดปฏิกิริยากับธาตุเหล็กมีอะไรบ้าง

ธาตุเหล็กอาจเกิดปฏิกิริยากับยาและอาการทางการแพทย์ที่คุณมีอยู่ ปรึกษากับแพทย์ของคุณก่อนใช้

ยาที่อาจเกิดปฏิกิริยากับธาตุเหล็ก ได้แก่

  • ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic)

ธาตุเหล็กอาจลดขนาดของยาปฏิชีวนะที่ร่างกายดูดซึม การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาปฏิชีวนะบางชนิด อาจลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะบางชนิดได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ รับประทานธาตุเหล็ก 2 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังรับประทานยาปฏิชีวนะ

ยาปฏิชีวนะบางชนิดที่อาจทำปฏิกิริยากับยาเควียเซติน ได้แก่ ยาซิโพรฟลอคซาซิน (Ciprofloxacin) ยาอีนอคซาซิน (Enoxacin) ยานอร์ฟลอคซาซิน (Norfloxacin) ยาสพาร์ฟลอคซาซิน (Sparfloxacin) ยาโทรวาฟลอคซาซิน (Trovafloxacin) และยาเกรพาฟลอคซาซิน (Grepafloxacin)

  • ยาบีสฟอสโฟรเนต (Bisphosphonates)

ธาตุเหล็กอาจลดขนาดของยากลุ่มบีสฟอสโฟรเนตที่ร่างกายดูดซึม การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยากลุ่มบีสฟอสโฟรเนต อาจลดประสิทธิภาพของยากลุ่มบีสฟอสโฟรเนต เพื่อป้องกันปฏิกิริยานี้ รับประทานธาตุเหล็กอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังรับประทานยาไบสฟอสโฟรเนตระหว่างวัน

ยาไบสฟอสโฟรเนตบางชนิด ได้แก่ ยาอะเลนโดรเนต (Alendronate) ยาอีทิโดรเนต (Etidronate) ยาริเซโดรเนต (Risedronate) ยาทิลูโดรเนต (Tiludronate) และอื่นๆ

  • ยาเลโวโดพา (Levodopa)

ธาตุเหล็ก อาจลดขนาดของยาเลโวโดพาที่ร่างกายดูดซึม การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาเลโวโดพา อาจลดประสิทธิภาพของยาเลโวโดพา อย่ารับประทานธาตุเหล็กพร้อมกันกับยาเลโวโดพา

  • ยาเลโวไทโรซีน (Levothyroxine)

ยาเลโวไทโรซีน ถูกใช้เพื่อลดประสิทธิภาพการทำงานของต่อมไทรอยด์ ธาตุเหล็ก อาจลดขนาดของยาเลโวไทโรซีนที่ร่างกายดูดซึม การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาเลโวไทโรซีน อาจลดประสิทธิภาพของยาเลโวไทโรซีน

ยาบางชนิดที่มีส่วนผสมของยาเลโวไทโรซีน ได้แก่ ยาอาร์มอร์ ไทรอยด์ (Armour Thyroid) ยาอัลโทรซิน (Eltroxin) ยาเอสเทร (Estre) ยายูไทรอซ (Euthyrox) ยาเลโว ที (Levo-T) ยาเลโวทรอยด์ (Levothroid) ยาเลโวซิล (Levoxyl) ยาซินทรอยด์ (Synthroid) ยายูนิทรอยด์ (Unithroid) และอื่นๆ

  • ยาเมทิลโดพา (Methyldopa)

ธาตุเหล็กอาจลดขนาดของยาเมทิลโดพาที่ร่างกายดูดซึม การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาเมทิลโดพา อาจลดประสิทธิภาพของยาเมทิลโดพา เพื่อป้องกันปฏิกิริยานี้ รับประทานธาตุเหล็กอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังรับประทานยาเมทิลโดพา

  • ยาไมโคฟีโนเลต โมเฟทิล (Mycophenolate Mofetil)

ธาตุเหล็กอาจลดขนาดของยาไมโคฟีโนเลต โมเฟทิลที่ร่างกายดูดซึม การรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับยาไมโคฟีโนเลต โมเฟทิล อาจลดประสิทธิภาพของยาไมโคฟีโนเลต โมเฟทิล เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ รับประทานธาตุเหล็กอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนหรือหลังรับประทานยาไมโคฟีโนเลต โมเฟทิล

  • ยาเพนนิซิลลามีน (Penicillamine)

ยาเพนนิซิลลามีนใช้รักษาโรควิลสันและข้ออักเสบรูมาตอยด์ ธาตุเหล็กอาจลดขนาดของยาเพนนิซิลลามีนที่ร่างกายดูดซึม และลดประสิทธิภาพของยาเพนนิซิลลามีน เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ รับประทานธาตุเหล็ก 2 ชั่วโมงก่อนหรือหลังรับประทานยาเพนนิซิลลามีน

  • ยาคลอแรมฟีนิคอล (Chloramphenicol)

ธาตุเหล็กมีความสำคัญในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่ขึ้นมา ยาคลอแรมฟีนิคอล อาจไปลดการผลิตเซลล์ขึ้นมาใหม่ การรับประทานยาคลอแรมฟีนิคอลเป็นเวลานาน อาจไปลดผลกระทบของธาตุเหล็กต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดมาใหม่ แต่หลายคนรับประทานยาคลอแรมฟีนิคอลในช่วงเวลาสั้น ๆ ดังนั้น ปฏิกิริยาต่อยาตัวนี้จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยานี้

ปกติควรใช้ธาตุเหล็กในปริมาณเท่าใด

ทางปาก

  • ภาวะขาดธาตุเหล็ก ธาตุเหล็ก 50-100 มิลลิกรัม สามครั้งต่อวัน ขนาดยาระหว่าง 30-120 มิลลิกรัม ต่อสัปดาห์ควรนำมาใช้ในผู้หญิง
  • สำหรับรักษาเด็กที่เป็นโรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก: ขนาดยาคือ 4-6 มิลลิกรัม/กิโลกรัมต่อวัน แบ่งเป็นสามโดส สำหรับผู้ใหญ่และเด็ก ระยะของการรักษา 2-3 เดือนแก้ไขอาการโลหิตจางได้ แต่ยังอาจไม่สำรองธาตุเหล็กในร่างกายได้เพียงพอ ดังนั้น การรักษามักจะทำต่อเนื่องไปอีก 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายสำรองธาตุเหล็กได้

เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนธาตุเหล็กในเด็ก สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (the American Academy of Pediatrics) แนะนำอาหารเสริมธาตุเหล็กสำหรับบางกลุ่มดังนี้

  • สำหรับเด็กทารกที่กินนมแม่ ธาตุเหล็ก 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แนะนำสำหรับเด็กทารก 4-6 เดือน เด็กทารกตั้งแต่ 6-12 เดือนควรได้รับ 11 มิลลิกรัม/วัน จากอาหารหลักหรืออาหารเสริม
  • สำหรับทารกที่คลอดก่อนกำหนด แนะนำ 2 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน สำหรับปีแรก ควรทำวิธีนี้อย่างต่อเนื่อง จนกว่าลูกของคุณจะเปลี่ยนไปรับประทานนมผง หรือได้รับธาตุเหล็กจากอาหารอย่างเพียงพอ
  • เด็กที่กินนมผงจะได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอจากนมผงสูตรเด็กทารก
  • เด็กเล็กวัย 1-3 ปี มักจะได้รับธาตุเหล็กจากอาหารอย่างเพียงพอต่อระดับที่แนะนำในแต่ละวัน 7 มิลลิกรัม/วัน อย่างไรก็ตาม สามารถเพิ่มอาหารเสริมด้วยได้หากต้องการ

เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้และการคิดในวัยรุ่นที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก

  • เฟอรัส ซัลเฟต 650 มิลลิกรัม สองครั้งต่อวัน

สำหรับอาการไอที่เกิดจากยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACE inhibitors

  • เฟอรัส ซัลเฟต 256 มิลลิกรัมต่อวัน

ปริมาณสารอาหารที่เพียงพอในแต่ละวัน (AI) ของธาตุเหล็ก

  • สำหรับเด็กทารกวัย 6 เดือนหรือต่ำกว่านั้น คือ 0.27 มิลลิกรัม/วัน

สำหรับเด็กทารกที่อายุมากกว่านั้นและเด็กเล็ก ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้รับในแต่ละวัน (RDAs) สำหรับธาตุเหล็ก คือ

  • เด็กทารกวัย 7 ถึง 12 เดือน 11 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กเล็กวัย 1 ถึง 3 ปี 7 มิลลิกรัม/วัน
  • วัย 4 ถึง 8 ปี 10 มิลลิกรัม/วัน
  • วัย 9 ถึง 13 ปี 8 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กผู้ชายวัย 14 ถึง 18 ปี 11 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็กผู้หญิง 14 ถึง 18 ให้รับในแต่ละวันสำหรับธาตุเหล็ก คือ 8 มิลลิกรัม/วัน

สำหรับผู้ใหญ่ ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้รับในแต่ละวัน (RDAs) สำหรับธาตุเหล็ก คือ

  • ผู้ชายวัย 19 ปีขึ้นไป และผู้หญิงวัย 51 ปีขึ้นไป 8 มก/วัน
  • สำหรับผู้หญิงวัย 19 ถึง 50 ปี 18 มิลลิกรัม/วัน
  • สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ 27 มิลลิกรัม/วัน

สำหรับผู้หญิงให้นมบุตร

  • 10 มิลลิกรัม/วัน สำหรับวัย 14 ถึง 18 ปี
  • 9 มิลลิกรัม/วัน สำหรับวัย 19 ถึง 50 ปี

ปริมาณสูงสุดของสารอาหารที่สามารถรับได้ในแต่ละวัน (UL) ที่คาดว่าจะไม่เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ใดๆ คือ

  • เด็กแรกเกิดและเด็กทารก จนถึงวัย 13 ปี 40 มิลลิกรัม/วัน
  • ผู้ที่มีวัยตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป (รวมถึงผู้ที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร) 45 มิลลิกรัม/วัน
  • ไม่มีการแนะนำถึงปริมาณสูงสุดของสารอาหารที่สามารถรับได้ในแต่ละวันต่อผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์สำหรับภาวะขาดธาตุเหล็ก

มีอาหารเสริมธาตุเหล็กหลายรูปแบบ ที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็กในระดับที่แตกต่างกันไป

  • เฟอรัส กลูโคเนต 1 กรัม = ธาตุเหล็ก 120 มิลลิกรัม (ธาตุเหล็ก 12%)
  • เฟอรัส ซัลเฟต 1 กรัม = ธาตุเหล็ก 200 มิลลิกรัม (ธาตุเหล็ก 20%)
  • เฟอรัส ฟูมาเรท 1 กรัม = ธาตุเหล็ก 330 มิลลิกรัม (ธาตุเหล็ก 33%)

ปริมาณการใช้ธาตุเหล็ก อาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพและปัจจัยอื่น ๆ การใช้ยาสมุนไพรนั้นอาจไม่ได้มีความปลอดภัยเสมอ จึงควรปรึกษานักสมุนไพรศาสตร์หรือแพทย์ในเรื่องปริมาณที่เหมาะสม

รูปแบบของยา

สมุนไพรดังกล่าวอาจอยู่ในรูปแบบต่อไปนี้

  • ชนิดเม็ดรับประทาน
  • ชนิดน้ำ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา
รูปของผู้เขียน
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนโดย จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์
แก้ไขล่าสุด 09/08/2018
x