คลอร์โพรพาไมด์ (Chlorpropamide)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 9 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้

ยา คลอร์โพรพาไมด์ ใช้สำหรับ

ยาคลอร์โพรพาไมด์ (Chlorpropamide) ใช้ร่วมกับการคุมอาหารที่เหมาะสมและโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสูงสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 อาจใช้ยานี้ร่วมกับยารักษาโรคเบาหวานอื่นๆ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะช่วยป้องกันความเสียหายต่อไต อาการตาบอด ปัญหาเกี่ยวกับประสาท การสูญเสียแขนขา และปัญหาเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ

การควบคุมโรคเบาหวานอย่างเหมาะสม ยังอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง ยาคลอร์โพรพาไมด์อยู่ในกลุ่มของยาซัลโฟนิลยูเรีย (sulfonylureas) ยานี้จะลดระดับของน้ำตาลภายในเลือดโดยการทำให้ร่างกายปล่อยสารอินซูลินตามธรรมชาติออกมา

วิธีการใช้ยา คลอร์โพรพาไมด์

  • รับประทานยานี้พร้อมกับอาหารมื้อเช้าตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติ คือ วันละครั้ง ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา
  • หากยานี้ทำให้เกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการแบ่งรับประทานยาในขนาดเล็กๆ วันละหลายครั้ง ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างระมัดระวัง
  • เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง แพทย์อาจจะสั่งให้คุณเริ่มใช้ยานี้ในขนาดต่ำแล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดยาขึ้นมา ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ใช้ยาเป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง (ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป)

การเก็บรักษายา คลอร์โพรพาไมด์

ยาคลอร์โพรพาไมด์ ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาคลอร์โพรพาไมด์บางยี่ห้อ อาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาคลอร์โพรพาไมด์ลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูก สอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยา คลอร์โพรพาไมด์

ก่อนใช้ยาคลอร์โพรพาไมด์ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคไต โรคตับ ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ รับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ รูปแบบการรับประทานอาหารผิดปกติ สภาวะทางฮอร์โมนบางประเภท เช่น ภาวะขาดฮอร์โมนต่อมหมวกไตหรือต่อมใต้สมอง กลุ่มอาการหลั่งฮอร์โมแอนติไดยูเรติกไม่เหมาะสม (SIADH) ภาวะอิเล็กโทรไลต์ (electrolyte) ไม่สมดุล (โซเดียมในเลือดต่ำ)

คุณอาจจะมีอาการมองเห็นไม่ชัด วิงเวียน หรือง่วงซึมเนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงเกินไป อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว หรือการมองเห็นที่ชัดเจนจน กว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย

ควรจำกัดปริมาณการดื่มสุราขณะที่ใช้ยานี้ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำในเลือดได้ นอกจากนี้สุรายังอาจจะมีปฏิกิริยาต่อยาคลอร์โพรพาไมด์และทำให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงได้ อย่างกลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรม (disulfiram-like reaction) โดยมีอาการอย่างหน้าแดง คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน หรือปวดท้อง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับความปลอดภัยในการดื่มสุรา

คุณอาจจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยากขึ้น หากร่างกายมีความตึงเครียด เช่น เนื่องจากไข้หวัด การติดเชื้อ การบาดเจ็บ หรือการผ่าตัด โปรดปรึกษาแพทย์เนื่องจากคุณอาจต้องเปลี่ยนแผนการรักษา เปลี่ยนยา หรือตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

ยานี้อาจทำให้คุณมีปฏิกิริยาไวต่อแสงแดดมากขึ้น ควรจำกัดเวลาอยู่ใต้แสงแดด หลีกเลี่ยงการตากแดดและหลอดไฟอุลตร้าไวโอเลต ควรทาครีมกันแดดและสวมเสื้อผ้าป้องกันเมื่ออยู่นอกบ้าน โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีอาการแดดเผาหรือแผลพุพองหรือรอยแดงที่ผิวหนัง

ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ

ผู้สูงอายุอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ โดยเฉพาะภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและภาวะน้ำหรืออิเล็กโทรไลต์ไม่สมดุล

ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาความเสี่ยงและประโยชน์กับแพทย์

การตั้งครรภ์อาจทำให้เกิดโรคเบาหวานหรือทำให้โรครุนแรงขึ้น โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับแผนการจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือดขณะที่คุณตั้งครรภ์ แพทย์อาจจะต้องเปลี่ยนแผนการรักษาโรคเบาหวานขณะที่คุณตั้งครรภ์ (เช่น การจำกัดอาหารและการใช้ยา รวมถึงยาอินซูลิน)

ยานี้สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่และเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยาคลอร์โพรพาไมด์จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยา คลอร์โพรพาไมด์

อาจเกิดอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร ท้องร่วง อาเจียน และน้ำหนักเพิ่มขึ้น หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่าการที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้ มีความเปลี่ยนแปลงที่ผิว เช่น ผิวคล้ำขึ้นหรือหนาขึ้น เหนื่อยล้าผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วหรือรัว มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย มีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือจิตใจ น้ำหนักขึ้นกะทันหัน บวมที่มือหรือเท้า กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือกล้ามเนื้อกระตุก มีอาการปวดขณะขับถ่ายอุจจาระ อุจจาระเป็นสีเลือดหรือสีดำ ดวงตาและผิวหนังเป็นสีเหลือง คลื่นไส้อาเจียนตลอด ปวดท้องอย่างรุนแรง ปัสสาวะสีคล้ำ มีสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น เป็นไข้ เจ็บคอตลอด ชัก

ยานี้อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ภาวะนี้สามารถเกิดได้หากคุณบริโภคแคลอรี่จากอาหารไม่เพียงพอหรือหากคุณออกกำลังกายหนักผิดปกติ อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำมีดังนี้ เหงื่อออกกะทันหัน สั่นเทา หัวใจเต้นเร็ว หิว มองเห็นไม่ชัด วิงเวียน หรือเป็นเหน็บที่มือหรือเท้า

คุณควรจะพกน้ำตาลกลูโคสแบบเม็ดหรือเจลติดตัวไว้ หากคุณไม่มีแหล่งน้ำตาลกลูโคสที่เชื่อถือได้เหล่านี้ อาจเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็วได้ด้วยการรับประทานแหล่งของน้ำตาล เช่น น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง ลูกอม หรือดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำอัดลมแบบธรรมดา โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นและการใช้ยานี้ เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและไม่ควรงดอาหาร ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรหากคุณลืมรับประทานอาหาร

อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมีดังนี้ กระหายน้ำ ปัสสาวะเพิ่มขึ้น สับสน ง่วงซึม หน้าแดง หายใจเร็ว หรือมีกลิ่นปากเป็นกลิ่นผลไม้ หากมีอาการเหล่านี้โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที ขนาดยาของคุณอาจจะต้องเพิ่มขึ้น

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ปฏิกิริยาของยาอาจจะเปลี่ยนแปลงการทำงานของยาหรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง บทความนี้ไม่ได้มีปฏิกิริยาทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น ควรแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรของคุณทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ อย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาจำนวนมากสามารถส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณแล้วทำให้ควบคุมได้ยากขึ้น ก่อนเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยาใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยาที่อาจจะส่งผลกระทบต่อรัดับน้ำตาลในเลือดของคุณ

ควรตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดตามที่กำหนดและแจ้งผลให้แพทย์ทราบ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนของผลข้างเคียง) แพทย์อาจจะต้องปรับเปลี่ยนยารักษาโรคเบาหวาน โปรแกรมการออกกำลังกาย หรืออาหารที่คุณรับประทาน

ยาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta-blocker medications) ทั้งยาเมโทโพรลอล (metoprolol) ยาโพรพราโนลอล (propranolol) ยาหยอดตารักษาโรคต้อหิน อย่างยาทิโมลอล (timolol) อาจป้องกันไม่ให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็วหรือรัว ที่คุณมักจะรู้สึกเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำ อาการอื่นๆ ของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น วิงเวียน หิว หรือเหงื่อออกนั้น จะไม่ได้รับผลกระทบจากยาเหล่านี้

ควรอ่านฉลากของยาทั้งหมด เช่น ยาแก้ไอ แก้หวัด เนื่องจากอาจมีส่วนประกอบที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้ โปรดสอบถามแพทย์เกี่ยวกับวิธีการใช้ยาเหล่านี้อย่างปลอดภัย

ยาคลอร์โพรพาไมด์อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาคลอร์โพรพาไมด์อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาคลอร์โพรพาไมด์อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาคลอร์โพรพาไมด์สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเบาหวานประเภทที่ 2

  • ขนาดยาเริ่มต้น 100 ถึง 250 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ปรับเพิ่มขนาดยาเพิ่มขึ้นที่ขนาด 50 ถึง 125 มก. ไม่ควรบ่อยเกินกว่าทุกๆ 3 ถึง 5 วัน
  • ขนาดยาปกติ 100 ถึง 500 มก. ต่อวัน
  • ขนาดยาสูงสุด 750 มก. ต่อวัน

คำแนะนำ

  • การรักษาเพื่อจัดการกับโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ควรจะแตกต่างตามแต่ละคน ควรพิจารณาใช้ขนาดยาเริ่มต้นในขนาดที่ต่ำกว่าสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงมากที่จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองโดยสมบูรณ์ต่อยาขนาด 500 มก./วัน มักจะไม่ตอบสนองต่อขนาดยาที่มากกว่านี้
  • อาจรับประทานยาทั้งหมดภายในครั้งเดียวพร้อมกับมื้อเช้า สามารถลดอาการแพ้ที่ทางเดินอาหารได้จากการแบ่งรับประทานยาเป็นหลายครั้งต่อวัน
  • การเปลี่ยนจากการใช้ยาต้านเบาหวานอื่น มาใช้ยานี้ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป อ่านเพิ่มเติมในส่วนการปรับขนาดยา

การใช้งาน

เพื่อเสริมต่อการจำกัดอาหารและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มการควบคุมน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2

ขนาดยาสำหรับผู้สูงอายุเพื่อรักษาโรคเบาหวานประเภทที่ 2

ขนาดยาเริ่มต้น 100 ถึง 125 มก. รับประทานวันละครั้ง

การปรับขนาดยาสำหรับไต

ควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง ควรระมัดระวังการเลือกขนาดยาเริ่มต้นและขนาดยาปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง ควรระมัดระวังการเลือกขนาดยาเริ่มต้นและขนาดยาปกติเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

การปรับขนาดยา

สำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือผู้ที่ขาดสารอาหาร ควรระมัดระวังการเลือกขนาดยาเริ่มต้นและขนาดยาปกติเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

การเปลี่ยนจากการใช้ยาต้านโรคเบาหวานอื่นมาใช้ยานี้

ไม่จำเป็นต้องมีช่วงเวลาการเปลี่ยน ควรพิจารณาสำหรับขนาดยาที่มากกว่า

การเปลี่ยนจากการใช้ยาอินซูลินมาใช้ยานี้

  • สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาอินซูลินไม่เกิน 40 หน่วยต่อวัน ควรหยุดใช้ยาอินซูลินเมื่อเริ่มต้นใช้ยานี้
  • สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาอินซูลินมากกว่า 40 หน่วยต่อวัน ควรลดขนาดยาอินซูลินลงมา 50% เมื่อเริ่มใช้ยานี้ ตามด้วยค่อยๆ ลดขนาดยาอินซูลินโดยขึ้นอยู่กับการตอบสนอง
  • ผู้ป่วยควรเฝ้าระวังระดับน้ำตาลกลูโคสของตัวเองอย่างน้อยวันละ 3 ครั้งในช่วงหยุดใช้ยาอินซูลิน
  • อาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำภายใน 4 ชั่วโมงหลังจากหยุดใช้ยาอินซูลินแบบออกฤทธิ์นานปานกลางหรือออกฤทธิ์นานเนื่องจากยังคงมีฤทธิ์ของยาอินซูลินอยู่และโดยเบื้องต้นมักจะไม่ใช่เนื่องจากผลของยานี้

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

  • รับประทานยาวันละครั้ง ในตอนเช้า
  • หากเกิดอาการแพ้ในทางเดินอาหาร อาจแบ่งรับประทานยา

ทั่วไป

  • อาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือผู้ขาดสารอาหาร ในผู้ที่ใช้ยาหลายชนิดร่วมกับ และหรือผู้ที่มีภาวะไตบกพร่อง ตับบกพร่อง หรือต่อมหมวกไตบกพร่อง เนื่องจากครึ่งชีวิตที่ยาวของยานี้ ควรรับประทานอาหารให้บ่อยอย่างน้อย 3 ถึง 5 วัน และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำระหว่างการรักษา
  • ไม่ควรใช้ยานี้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 1 และภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตนจากเบาหวาน (diabetic ketoacidosis)
  • ภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia) อาจจะเกิดขึ้นขากการขาดเอ็นไซม์จี 6 พีดี (G6PD) โปรดพิจารณาทางเลือกที่ไม่ได้ใช้ ยาซัลโฟนิลยูเรีย (sulfonylurea)
  • เมื่อผู้ป่วยที่อยู่ตัวจากการใช้ยารักษาโรคเบาหวานใดๆ มีความตึงเครียด เช่น เป็นไข้ แผลติดเชื้อ หรือการผ่าตัด อาจจะต้องหยุดใช้ยานี้แล้วให้ยาอินซูลิน

การเฝ้าระวัง

  • ผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นเวลาอย่างน้อย 24 ถึง 48 ชั่วโมง เนื่องจากครึ่งชีวิตที่มีระยะยาวของยานี้
  • จำเป็นต้องทำการตรวจทางการแพทย์และห้องแล็บเป็นประจำ เพื่อหาขนาดยาต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพและเพื่อตรวจจับความผิดพลาดปฐมภูมิและทุติยภูมิ
  • ควรตรวจสถานะทางการแพทย์ภายใน 4 ถึง 8 สัปดาห์แรกและเป็นประจำหลังจากนั้น
  • ควรเฝ้าระวังผลการตรวจในห้องแล็ป รวมถึงควรตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดหลังอดอาหารเป็นระยะๆ ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง และตรวจปัสสาวะ (ระดับน้ำตาลกลูโคสและคีโตน) เป็นประจำระหว่างช่วงเริ่มต้นใช้ยาและช่วงเปลี่ยนขนาดยา ควรตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) เพื่อเป็นการรับรองทางการแพทย์

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ผู้ป่วยควรตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย และการคุมอาหารเพื่อจัดการกับโรค
  • ผู้ป่วยควรเข้าใจว่าการดื่มสุรา การออกกำลังกายอย่างหนักหรือเป็นเวลานาน การงดอาหาร การป่วย หรือการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ผู้ป่วยควรรับทราบถึงอาหารของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำแล้วเตรียมพร้อมในการรักษา
  • ผู้ป่วยควรระมัดระวังการขับรถและการใช้เครื่องจักร โดยเฉพาะเมื่อมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบในช่วงที่มีความตึงเครียด เช่น เป็นไข้ บาดเจ็บ หรือป่วย เนื่องจากอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการจัดการกับโรคเบาหวาน
  • ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากตั้งครรภ์ มีแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร

ขนาดยาคลอร์โพรพาไมด์สำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ขนาดและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ด

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

อาหาร ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ที่คุณควรลอง

อาหาร ช่วยลดน้ำตาลในเลือด นั้นมีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในระดับปกติ เช่น ไข่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ กระเจี๊ยบเขียว

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by ชลธิชา จันทร์วิบูลย์

น้ำตาลทรายขาวกับน้ำตาลทรายแดง เลือกแบบไหนถึงจะดีต่อสุขภาพ

น้ำตาลทรายขาวกับน้ำตาลทรายแดง ต่างก็ผลิตมาจากพืชชนิดเดียวกันอย่างเช่น อ้อย แต่จะมีความแตกต่างกันในเรื่องของการผลิตและคุณค่าทางสารอาหาร

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai

สูตรน้ำหล่อฮังก๊วย

น้ำหล่อฮังก๊วย เป็นสมุนไพรจีนที่หลายคนนิยมดื่มกัน วันนี้ Hello คุณหมอ นำ สูตรน้ำหล่อฮังก๊วย  มาฝากทุกคนกันค่ จะมีประโยชน์และมีวิธีการทำอย่างไรบ้างนั้นมาดูเลย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์

6 ประโยชน์ของเจลลี่ ของว่างแสนอร่อย ที่ช่วยบำรุงร่างกาย

เจลลี่ที่คุ้นเคย นอกจากสีนสัน และรสชาติที่หอมหวานแล้ว รู้หรือไม่ว่า ประโยชน์ของเจลลี่ มิได้มีแค่นั้น วันนี้ Hello คุณหมอได้นำสรรพคุณชวนให้คุณอึ้งมากฝากกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by panyapat Aiemsin

Recommended for you

กลุ่มยาสแตติน-ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ

การลดระดับไขมันในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by ทีม Hello คุณหมอ
Published on 11/11/2020 . 6 mins read
โรคหลอดเลือดหัวใจ-โรคแทรกซ้อน-ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease, CAD): โรคแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by ทีม Hello คุณหมอ
Published on 11/11/2020 . 4 mins read
โรคเบาหวาน-น้ำตาลในเลือด-โรคหัวใจและหลอดเลือด

ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากไม่ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by ทีม Hello คุณหมอ
Published on 11/11/2020 . 6 mins read
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน-เชื้อราในช่องคลอด-ควบคุมระดับน้ำตาล-วิธีการรักษา

ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เสี่ยงติด เชื้อราในช่องคลอด หากไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์
Published on 15/09/2020 . 2 mins read