ซัลฟินไพราโซน (Sulfinpyrazone)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 6 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้

ยา ซัลฟินไพราโซน ใช้สำหรับ

ยา ซัลฟินไพราโซน (Sulfinpyrazone) ใช้เพื่อป้องกันโรคเกาต์ (gout) และโรคข้ออักเสบจากเกาต์ (gouty arthritis) ยานี้ไม่สามารถรักษาอาการเกาต์กำเริบแบบเฉียบพลันหรือรุนแรงได้และอาจทำให้อาการแย่ลง โรคเกาต์เกิดขึ้นเมื่อระดับกรดยูริก (uric acid) มีปริมาณมากเกินไปและก่อเป็นผลึกในข้อต่อทำให้เกิดอาการปวด

ยา ซัลฟินไพราโซน นั้นอยู่ในกลุ่มของยายูริโคซูริก (uricosurics) ช่วยในการกำจัดกรดยูริกจากไต จึงทำให้ลดระดับของกรดยูริกที่เพิ่มสูงในปัสสาวะ และป้องกันการก่อตัวของผลึกกรดยูริก การลดระดับของกรดยูริกยังอาจสามารถช่วยไตได้อีกด้วย

วิธีใช้ยาซัลฟินไพราโซน

รับประทานยานี้ โดยปกติ คือ วันละสองครั้งหรือตามที่แพทย์กำหนด รับประทานพร้อมกับอาหาร นม หรือยาลดกรดเพื่อลดอาการท้องไส้ปั่นป่วน

เพื่อป้องกันนิ่วในไต ควรดื่มน้ำเต็มแก้ว (8 ออนซ์หรือ 240 มล.) ทุกครั้งหลังรับประทานยา และดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วขณะที่กำลังใช้ยานี้ หากแพทย์สั่งให้คุณจำกัดการบริโภคน้ำ โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับแนวทางเพิ่มเติม

แพทย์อาจจะแนะนำแนวทางในการลดความเป็นกรดในปัสสาวะ เช่น หลีกเลี่ยงการการบริโภคกรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid) หรือวิตามินซีในปริมาณมาก เพื่อป้องกันนิ่วในไต แพทย์อาจสั่งให้คุณใช้ยาอื่น เช่น โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) หรือไซเตรต (citrate) เพื่อทำให้ปัสสาวะมีความเป็นกรดน้อยลง

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา แพทย์อาจสั่งให้คุณเริ่มจากการใช้ยาในขนาดต่ำแล้วจึงปรับขนาดยา โดยขึ้นอยู่กับระดับของกรดยูริกและอาการของโรคเกาต์ หากไม่มีอาการเป็นเวลาหลายเดือนและระดับของกรดยูริกเป็นปกติ แพทย์อาจลดขนาดยาของคุณลงมาที่ขนาดยาต่ำที่สุดเท่าที่มีประสิทธิภาพ ควรทำตามแนวคำแนะนำของแพทย์อย่างระมัดระวัง

หากคุณใช้ยาคอเลสไทรามีน (cholestyramine) ร่วมด้วยควรใช้ยาซัลฟินไพราโซนอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนใช้ยาคอเลสไทรามีน หรือ 4-6 ชั่วโมงหลังใช้ยาคอเลสไทรามีน โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยาซัลฟินไพราโซน ไม่ควรเริ่มใช้ขณะที่มีอาการเกาต์กำเริบแบบเฉียบพลันหรือรุนแรง ควรรอจนกว่าอาการที่กำเริบจะหายไป จึงเริ่มใช้ยานี้ หลังจากใช้ยานี้ คุณอาจมีอาการเกาต์กำเริบบ่อยขึ้น เป็นเวลาหลายเดือน เนื่องจากร่างกายกำลังกำจัดกรดยูริกส่วนเกิน หากคุณมีอาการเกาต์กำเริบ ขณะที่กำลังใช้ยาซัลฟินไพราโซน ควรใช้ยานี้ต่อไปร่วมกับยาสำหรับอาการปวดเกาต์อื่นๆ

ยา ซัลฟินไพราโซน ไม่ใช่ยาบรรเทาอาการปวด เพื่อการบรรเทาอาการปวดจากโรคเกาต์ ควรใช้ยาตามที่แพทย์กำหนดเพื่อรักษาอาการปวดจากอาการเกาต์กำเริบต่อไป เช่น โคลชิซิน (colchicine) ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) อินโดเมทาซิน (indomethacin)

ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด และเพื่อให้จำง่ายขึ้น ควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน แจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการไม่หายไปหรือแย่ลง

การเก็บรักษายาซัลฟินไพราโซน

ยาซัลฟินไพราโซนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาซัลฟินไพราโซนบางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยาซัลฟินไพราโซนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องเพิ่มเติมได้จากแพทย์และเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาซัลฟินไพราโซน

ก่อนใช้ยาซัลฟินไพราโซน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีสารไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ไม่ควรใช้ยานี้หากคุณกำลังมีสภาวะทางการแพทย์บางอย่าง ก่อนใช้ยานี้โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากคุณมีสภาวะต่อไปนี้

  • มีเลือดออกหรืออักเสบภายในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหารที่กำลังมีอาการ (active peptic ulcer disease)
  • โรคไตระดับรุนแรง โรคนิ่วในไต

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะ

ในช่วงตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาความเสี่ยงและประโยชน์กับแพทย์

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยานี้สามารถส่งผ่านน้ำนมแม่ได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาคลีมาสทีนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด N โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาซัลฟินไพราโซน

อาจเกิดอาการคลื่นไส้ แสบร้อนกลางอก วิงเวียน และมีเสียงอื้อในหู หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรง ได้แก่

  • ปวดหลังส่วนล่าง
  • มีอาการบวมที่แขน ขา หรือเท้า
  • ปัสสาวะลำบาก หรือมีอาการปวดขณะปัสสาวะ
  • ปริมาณและสีของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง

แจ้งให้แพทย์ทราบทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่หายากแต่รุนแรงมาก ได้แก่

  • มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย
  • อุจจาระเป็นเลือด สีดำ หรือคล้ายยางมะตอย
  • หัวใจเต้นเร็วหรือ หัวใจเต้นผิดปกติ
  • มีสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น เป็นไข้ เจ็บคอ
  • ปวดท้องอย่างรุนแรง
  • อาเจียนคล้ายกากกาแฟ
  • เหนื่อยล้าผิดปกติ

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรง ได้แก่

  • ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ)
  • วิงเวียนขั้นรุนแรง
  • หายใจติดขัด

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ไม่ควรใช้ยาซัลฟินไพราโซนกับยาดังต่อไปนี้ เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยารุนแรงได้

  • ยาเคมีบำบัด สำหรับรักษาโรคมะเร็ง
  • ยาสลายลิ่มเลือด หรือ ยาละลายลิ่มเลือด (thrombolytics) เช่น สเตรปโตไคเนส (streptokinase)

หากคุณกำลังใช้ยาดังกล่าว โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนใช้ยาซัลฟินไพราโซน

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ โดยเฉพาะ

  • ยาเจือจางเลือด เช่น วาร์ฟาริน (warfarin) ไดไพริดาโมล (dipyridamole) ไนโตรฟูแรนโทอิน (nitrofurantoin)
  • ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) อินโดเมทาซิน (indomethacin) นาพรอกเซน (naproxen)
  • ยาซาลิไซเลต (salicylates) เช่น ยาแอสไพรินขนาดสูง
  • ยาต้านชักบางชนิด เช่น ยาไฮแดนโทอิน (hydantoins) อย่างเฟนิโทอิน (phenytoin)

หลีกเลี่ยงยาแอสไพรินและยาซาลิไซเลตอื่นๆ ระหว่างใช้ยาซัลฟินไพราโซน เนื่องจากอาจทำให้ยาซัลฟินไพราโซนออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ยาที่หาซื้อได้เองจำนวนมาก มักจะมีส่วนประกอบของแอสไพริน หากคุณไม่แน่ใจว่ายานั้นมีแอสไพรินหรือไม่ โปรดปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยาที่หาซื้อเอง

ควรใช้ยาแอสไพรินในขนาดต่ำต่อไป หากแพทย์สั่งให้ใช้เพื่อเหตุผลทางการแพทย์โดยเฉพาะ เช่น ป้องกันอาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง (มักจะใช้ยาในขนาด 81-325 มก.ต่อวัน) สอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยาซัลฟินไพราโซนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ และอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น

คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาซัลฟินไพราโซนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

แอลกอฮอล์สามารถลดประสิทธิภาพของยานี้ได้ ควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างใช้ยานี้

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาซัลฟินไพราโซนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาซัลฟินไพราโซนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเกาต์หรือกำจัดกรดยูริกออกจากร่างกาย

ขนาดยาเริ่มต้นตามปกติ : 100 มก. หรือ 200 มก. ต่อวัน (ครึ่งหนึ่งของยาเม็ด 100 มก. วันละสองครั้ง ยาเม็ด 100 มก. วันละหนึ่งหรือสองครั้ง หรือยาแคปซูลหรือยาเม็ด 200 มก. หนึ่งเม็ดต่อวัน)

เพิ่มขนาดยา : มักเพิ่มขนาดยา 100 มก. หรือ 200 มก. ทุกๆ สองถึงสามวัน สุงสุดคือ 800 มก. ต่อวัน

ควรเริ่มใช้ยาที่ขนาดต่ำก่อน แล้วค่อยเพิ่มขนาดยา เพื่อป้องกันการเกิดนิ่วในไตและผลข้างเคียงอื่นๆ หลังจากผ่านไปสักพักอาจต้องเปลี่ยนขนาดยาอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับปริมาณของกรดยูริกในเลือดหรือปัสสาวะ

ขนาดยาซัลฟินไพราโซนสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคเกาต์หรือกำจัดกรดยูริกออกจากร่างกาย

การรักษาโรคเกาต์หรือกำจัดกรดยูริกออกจากร่างกายในเด็กไม่จำเป็นต้องใช้ยาซัลฟินไพราโซน แต่หากเด็กนต้องใช้ยาซัลฟินไพราโซน ขนาดยาควรกำหนดโดยแพทย์

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ไดอะเซอรีน (Diacerein)

ไดอะเซอรีน (Diacerein) เป็นยาในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinone) และใช้เพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคเสื่อมสภาพที่กระดูกและข้อต่อ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอลทีเพลส (Alteplase)

แอลทีเพลส (Alteplase) มักใช้เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด รักษาหลอดเลือดดำอุดตัน นอกจากนี้ยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น โปรดปรึกษากับแพทย์ 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอมโลดิปีน (Amlodipine)

แอมโลดิปีน (Amlodipine) ใช้รักษาภาวะความดันโลหิตสูง อยู่ในกลุ่มยาแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ ช่วยคลายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ง่ายขึ้น

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)

ยา ริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ใช้ร่วมกับยารักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ใช้เพื่อควบคุมอาการติดเชื้อเอชไอวี ทำหน้าที่ในการลดปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

Recommended for you

คาพาสแตต-ซัลเฟต-capastat-sulfate

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 06/02/2020 . 9 mins read
ดีกัวดิน-dequadin

ดีกัวดิน® (Dequadin®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช
Published on 09/12/2019 . 3 mins read
อัลปราโซแลม-alprazolam

อัลปราโซแลม (Alprazolam)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 9 mins read
อัลเบนดาโซล-albendazole

อัลเบนดาโซล (Albendazole)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 6 mins read