ยูโรไคเนส (Urokinase)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ข้อบ่งใช้ ยูโรไคเนส

ยูโรไคเนส ใช้สำหรับ

ยูโรไคเนส (Urokinase) เป็นยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic drug) บางครั้งก็เรียกว่าเป็นยาสลายลิ่มเลือด (Clot-busting drug) ช่วยให้ร่างกายผลิตสารบางอย่างที่จะมาละลายลิ่มเลือดที่ไม่ต้องการ

ยายูโรไคเนสใช้เพื่อรักษาลิ่มเลือดภายในปอด และอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น นอกเหนือจากคู่มือการใช้ยาได้อีกด้วย โปรดสอบถามจากแพทย์และเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

วิธีการใช้ยายูโรไคเนส

  • ยายูโรไคเนสใช้ฉีดเข้าหลอดเลือดดำโดยผู้ดูแลสุขภาพ
  • ให้ยายูโรไคเนสอย่างช้าๆ เป็นเวลานานกว่า 12 ชั่วโมง โดยใช้เครื่องปั๊มหยอดยาอย่างต่อเนื่อง
  • ต้องมีการเฝ้าระวังการหายใจ ความดันโลหิต ระดับออกซิเจน และสัญญาณที่มองเห็นได้อื่นๆ อย่างใกล้ชิดขณะที่กำลังใช้ยายูโรไคเนส
  • หลังจากการรักษาด้วยยายูโรไคเนส แพทย์จะสั่งยาเจือจางเลือดหรือยาอื่นๆ เพื่อช่วยป้องกันลิ่มเลือดในอนาคต ควรทำตามแนวทางการใช้ยาอย่างเคร่งครัด ยาเหล่านี้ทำให้คุณเลือดออกได้ง่ายขึ้น แม้แต่จากการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

การเก็บรักษายายูโรไคเนส

ยายูโรไคเนสควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยายูโรไคเนสบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยายูโรไคเนสลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เมื่อpkหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยายูโรไคเนส

ปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรถ้าหาก

  • คุณกำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่คุณมีความตั้งใจหรือกำลังให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • หากคุณกำลังใช้ยาอื่นอยู่ รวมทั้งยาที่หาซื้อได้เอง เช่น สมุนไพรหรือยาทางเลือกอื่นๆ
  • หากคุณแพ้สารออกฤทธิ์หรือไม่มีฤทธิ์ในการรักษา ของยายูโรไคเนสหรือยาอื่นๆ
  • หากคุณมีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ
  • หากคุณตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรภายใน 10 วันที่ผ่านมา
  • หากคุณรับการผ่าตัดหรือปลูกถ่ายอวัยวะในช่วง 10 วันที่ผ่านมา

คุณไม่ควรใช้ยายูโรไคเนส หากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีอาการเลือดออกภายในร่างกาย
  • มีเนื้องอกในสมองหรือมีความผิดปกติของหลอดเลือด
  • โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
  • มีความผิดปกติเกี่ยวกับเลือดออกหรือลิ่มเลือด เช่น โรคฮีโมฟีเลีย (hemophilia)
  • ความดันโลหิตสูงขั้นรุนแรงหรือควบคุมไม่ได้
  • สภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์เมื่อเร็วๆ นี้ ที่จำเป็นต้องทำซีพีอาร์ (cardiopulmonary resuscitation)
  • โรคหลอดเลือดสมอง ผ่าตัดสมอง หรือผ่าตัดกระดูกสันหลังภายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

ในกรณีฉุกเฉินอาจไม่สามารถแจ้งให้ผู้ดูแลทราบได้ว่า คุณกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร แจ้งให้แพทย์ที่ดูแลครรภ์หรือดูแลลูกของคุณว่า คุณได้รับยานี้ไปแล้ว

ยายูโรไคเนสนั้นสร้างจากพลาสม่าของมนุษย์ (ส่วนหนึ่งของเลือด) ซึ่งอาจมีเชื้อไวรัสและเชื้อโรคอื่นๆ พลาสม่าที่ได้รับบริจาคนั้นจะได้รับการทดสอบและรักษา เพื่อลดความเสี่ยงในการมีเชื้อโรคเหล่านี้ แต่ก็ยังอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการติดโรคได้ ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยานี้

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยายูโรไคเนสจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยายูโรไคเนส

รับการรักษาในทันที หากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ดังนี้ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ

ยายูโรไคเนสนั้นเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออก ซึ่งอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิต แจ้งให้แพทย์ทราบ และรับการรักษาในทันทีหากคุณมีอาการเลือดไหลไม่หยุด อาการเลือดออกนั้นอาจจะมาจากแผลผ่าตัด หรือผิวหนังบริเวณที่ใช้เข็มเจาะเข้าไป ขณะทำการตรวจเลือดหรือขณะให้ยา คุณสามารถมีอาการเลือดออกภายในร่างกายได้อีกด้วย เช่น ภายในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ไต กระเพาะปัสสาวะ สมอง หรือภายในกล้ามเนื้อ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณสัญญาณของอาการเลือดออกภายในร่างกาย เช่น

  • มีรอยช้ำหรือเลือดออกได้ง่าย เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกที่เหงือก มีเลือดออกจากแผล รอยบาก บริเวณที่เจาะเพื่อสอดท่อสายสวน (catheter) หรือเข็มฉีดยา
  • อุจจาระสีเลือดหรือคล้ายยางมะตอย ไอเป็นเลือด หรืออาเจียนคล้ายกากกาแฟ
  • ปัสสาวะสีชมพูหรือสีเลือด
  • มีอาการชาหรืออ่อนแรงเฉียบพลัน (โดยเฉพาะที่ด้านหนึ่งของร่างกาย) ปวดหัวอย่างรุนแรงเฉียบพลัน พูดไม่ชัด มีปัญหากับการมองเห็นหรือการทรงตัว

ผลข้างเคียงบางอย่างอาจเกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากฉีดยา แจ้งผู้ดูแลทันที หากคุณมีอาการหนาวสั่น เป็นไข้ คลื่นไส้ เวียนศีรษะ แน่นหน้าอก ปวดหลัง หายใจติดขัด หรือหัวใจเต้นเร็ว

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้

  • ปวดหน้าอกหรือรู้สึกหนัก มีอาการปวดที่แพร่กระจายไปยังกรามหรือไหล่ คลื่นไส้ เหงื่อออก รู้สึกป่วย
  • บวม น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย
  • ปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้และอาเจียน
  • นิ้วมือหรือนิ้วเท้ามีสีคล้ำขึ้นหรือเป็นสีม่วง
  • หัวใจเต้นช้ามาก หายใจไม่อิ่ม รู้สึกเวียนศีรษะ
  • มีอาการปวดหลังฉับพลัน กล้ามเนื้ออ่อนแรง รู้สึกชาหรือไม่มีความรู้สึกที่แขนหรือขา
  • ความดันโลหิตสูงจนอันตราย–ปวดหัวอย่างรุนแรง มองเห็นไม่ชัด มีอาการเต้นตุบ ๆ ที่คอหรือหู เลือดกำเดาไหล วิตกกังวล ปวดหน้าอกอย่างรุนแรง หายใจไม่อิ่ม หัวใจเต้นผิดปกติ
  • ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)–มีอาการปวดอย่างรุนแรงที่กระเพาะส่วนบนแพร่กระจายไปยังหลัง คลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยายูโรไคเนสอาจเกิดอันตรกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยา โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาเฮพาริน (heparin) ยาวาร์ฟาริน (warfarin) ยาคูมาดิน (Coumadin) ยาแจนโทเวน (Jantoven)
  • ยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) –ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) อย่างแอดวิล (Advil) หรือมอทริน (Motrin) ยานาพรอกเซน (naproxen) อย่างอะลีฟ (Aleve) ยาเซเลโคซิบ (celecoxib) ยาไดโคลฟีแนค (diclofenac) ยาอินโดเมทาซิน (indomethacin) มีลอกซิแคม (meloxicam) และอื่นๆ
  • ยาป้องกันลิ่มเลือด–ยาแอ็บซิกซิแมบ (abciximab) ยาเอปทิฟิบาไทด์ (eptifibatide) ยาไทโรไฟแบน (tirofiban) ยาโวราแพซาร์ (vorapaxar)

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยายูโรไคเนสอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยายูโรไคเนสอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ ถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

สภาวะที่อาจมีปฏิกิรยากับยานี้ได้แก่

  • เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคตับหรือโรคไตขั้นรุนแรง
  • ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาที่เกิดจากโรคเบาหวาน
  • การติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจ หรือโรคเยื่อบุโพรงหัวใจอักเสบจากแบคทีเรีย (bacterial endocarditis)
  • ลิ่มเลือดในหัวใจ
  • อาการเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ที่เพิ่งเป็นไม่นานมานี้

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยายูโรไคเนสสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (Pulmonary Embolism):

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 4400 หน่วยสากล/กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำที่อัตรา 90 มล./ชั่วโมง นานกว่า 10 นาที
  • ขนาดยาปกติ: 4400 หน่วยสากล/กก./ชั่วโมง ฉีดเข้าหลอดเลือดดำที่อัตรา 15 มล./ชั่วโมง นานกว่า 12 ชั่วโมง

ขนาดยายูโรไคเนสสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้ สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาสำหรับฉีด

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Share now :

Review Date: ตุลาคม 13, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 31, 2019

แหล่งที่มา