รามิพริล (Ramipril)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 8 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้ รามิพริล

รามิพริล ใช้สำหรับ

รามิพริล (Ramipril) เป็นยาต้านความดันโลหิตกลุ่ม ACE (ACE Inhibitors) และช่วยให้หลอดเลือดผ่อนคลาย เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น ยารามิพริลใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง (hypertension) การลดความดันโลหิตสูงจะช่วยป้องกันหลอดเลือดในสมองแตก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และปัญหาไต สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยที่เคยประสบภาวะหัวใจวาย และถูกใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง (อย่างเช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ/เบาหวาน) เพื่อป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และหลอดเลือดในสมองแตก ยิ่งไปกว่านั้นยาตัวนี้ยังอาจนำมาใช้รักษารักษาโรคหัวใจล้มเหลวในผู้ป่วยที่เพิ่งมีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้อีกเช่นกัน

วิธีใช้ยารามิพริล

  • รับประทานยาอย่างเดียวหรือพร้อมอาหารตามที่หมอสั่ง 1 ครั้งหรือ 2 ครั้งต่อวัน
  • หากคุณกำลังรับประทานยารามิพริลแบบแคปซูล ให้กลืนทั้งเม็ด หากคุณไม่สามารถกลืนยาแคปซูลทั้งเม็ดได้ อาจต้องเปิดตัวยาแคปซูล และผสมตัวยากับน้ำเปล่าหรือน้ำแอปเปิ้ลครึ่งแก้ว (4 ออนซ์/120 มิลลิลิตร)
  • ขนาดยาขึ้นอยู่กับอาการทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษาของคุณ
  • เพื่อลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงของคุณ หมอของคุณอาจสั่งให้คุณรับประทานยาตัวนี้ในขนาดยาที่ต่ำ และค่อยๆ เพิ่มขนาดยาขึ้นเรื่อยๆ ปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด
  • ใช้ยาตัวนี้เป็นประจำ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด การใช้ยาเวลาเดิมในทุกวัน จะช่วยให้คุณจำได้ง่ายขึ้น เป็นเรื่องสำคัญในการรับประทานยาตัวนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคุณจะรู้สึกดีแล้ว เนื่องจากหลายคนที่มีความดันโลหิตสูงนั้นจะไม่มีอาการเจ็บป่วยใดแสดงออกมาให้รู้ตัว
  • สำหรับการรักษาความดันโลหิตสูง อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าที่คุณจะได้รับประโยชน์จากยาอย่างเต็มประสิทธิภาพ บอกหมอของคุณ หากอาการของคุณ ไม่ดีขึ้นหรือทรุดลง (อย่างเช่น ค่าความดันโลหิตของคุณยังสูงอยู่หรือเพิ่มขึ้น)

วิธีเก็บรักษายารามิพริล

ยารามิพริลควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยารามิพริลบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คุณไม่ควรทิ้งยารามิพริลลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยารามิพริล

  • ก่อนรับประทานยารามิพริล ควรแจ้งให้หมอหรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยาตัวนี้ หรือยาลดความดันโลหิตกลุ่มที่ไปยับยั้งแองจิโอเทนซินคอนเวิร์ตติ้งเอนไซม์ (ACE Inhibitor) อย่างเช่น ยาเบนาเซพริล (benazepril) หรือหากคุณมีอาการแพ้อื่นๆ ยาตัวนี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่นๆ พูดคุยกับเภสัชกรของคุณ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม
  • ก่อนใช้ยาตัวนี้ แจ้งหมอหรือเภสัชกรของคุณเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติการแพ้ที่มีอาการบวมบนใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น คอ (angioedema) ระดับโพสแทสเซียมสูง ประวัติการใช้ขั้นตอนการกรองของเสียออกจากเลือด เช่น การกรองไขมันไลโปโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL) และการฟอกเลือด
  • ยาตัวนี้อาจทำให้คุณเวียนหัวมากขึ้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกัญชา สามารถทำให้คุณเวียนหัวได้มากขึ้น อย่าขับรถ อย่าใช้เครื่องจักร หรืออย่าทำอะไรที่จำเป็นต้องมีการตื่นตัว จนกว่าคุณจะทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัย จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พูดคุยกับหมอของคุณ หากคุณมีการใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรค
  • เพื่อลดความเสี่ยงของอาการเวียนหัวและหน้ามืด ลุกขึ้นจากท่านั่งหรือท่านอนอย่างช้าๆ
  • อาการเหงื่อออกมากเกินไป ท้องเสีย หรืออาเจียน อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และเพิ่มความเสี่ยงของคุณในการเกิดอาการหน้ามืด รายงานให้หมอทราบถึงอาการท้องร่วงหรืออาเจียนที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน ให้แน่ใจว่าคุณบริโภคของเหลวอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ นอกจากว่าหมอสั่งให้คุณทำอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้
  • ก่อนเข้ารับการผ่าตัด บอกหมอหรือทันตแพทย์เกี่ยวกับยาทุกชนิดที่คุณใช้ (ทั้งยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อได้เอง และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร) ยาตัวนี้อาจเพิ่มระดับโพแทสเซียมของคุณ ปรึกษาหมอหรือเภสัชกรของคุณ ก่อนรับประทานอาหารเสริมโพแทสเซียม หรือสารแทนเกลือที่มีโพแทสเซียม
  • ผู้สูงอายุอาจมีการตอบสนองไวขึ้นต่อผลข้างเคียงของยาตัวนี้ ได้แก่ อาการเวียนหัว และระดับโพแทสเซียมในเลือดที่เพิ่มขึ้น
  • ไม่แนะนำให้ใช้ยาตัวนี้ในช่วงตั้งครรภ์ มันอาจสร้างความอันตรายต่อเด็กในครรภ์ ปรึกษาหมอของคุณสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
  • ไม่ทราบแน่ชัดว่ายาตัวนี้ผ่านเข้าสู่น้ำนมหรือไม่ ปรึกษากับหมอของคุณก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยารามิพริลจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวดD อ้างอิงจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงจากการใช้ยารามิพริล

  • อาจเกิดอาการเวียนหัว หน้ามืด อ่อนแรง หรือไอแห้งๆ ในขณะที่ร่างกายของคุณปรับตัวเข้ากับยา หากผลข้างเคียงใดๆ เหล่านี้เกิดต่อเนื่องหรือทรุดลง แจ้งหมอหรือเภสัชกรทันที
  • โปรดจำไว้ว่า หมอของคุณจ่ายยาตัวนี้ให้ เพราะพิจารณาแล้วว่าคุณจะได้รับประโยชน์ มากกว่าความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียง หลายคนที่ใช้ยาตัวนี้ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงใดๆ แจ้งหมอของคุณทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่พบได้ยากแต่รุนแรง ได้แก่ เป็นลม อาการโพแทสเซียมในเลือดสูง (อย่างเช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัตราการเต้นของหัวใจช้า/ผิดปกติ)
  • แม้ว่ายารามิพริลอาจใช้ป้องกันปัญหาทางไต หรือใช้รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาทางไต ในกรณีที่หาได้ยาก ตัวยาอาจก่อให้เกิดปัญหาทางไตรุนแรง หรือทำให้อาการแย่ลงได้ หมอของคุณจะเช็คประสิทธิภาพการทำงานของตับ ในขณะที่คุณรับประทานยารามิพริล บอกหมอของคุณทันที หากคุณมีสัญญาณใดๆ ก็ตาม ที่แสดงถึงปัญหาทางไต อย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของปริมาณปัสสาวะ
  • ในกรณีที่พบได้ยากมาก ยาตัวนี้อาจทำให้เกิดปัญหาตับอย่างรุนแรง (ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิต) บอกหมอทันที หากคุณสังเกตผลข้างเคียงที่พบได้ยากแต่รุนแรง ได้แก่ ผิวหนังหรือดวงตามีสีเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม เจ็บกระเพาะ/ท้องน้อยรุนแรง คลื่นไส้/อาเจียนอย่างต่อเนื่อง
  • ปฏิกิริยาแพ้ต่อยาชนิดนี้แบบรุนแรงเป็นเรื่องที่พบได้ยาก อย่างไรก็ตาม ควรเข้ารับการดูแลทางการแพทย์ทันที หากมีอาการแพ้ขั้นรุนแรง ได้แก่ เกิดผื่น อาการคันหรือบวม (โดยเฉพาะ หน้า ลิ้น คอ) เวียนหัวอย่างรุนแรง ปัญหาการหายใจ
  • ไม่ใช่ทุกคนจะพบผลข้างเคียงเหล่านี้ อาจมีผลข้างเคียงบางอาการที่ไม่มีอยู่ด้านบน หากคุณมีความกังวลใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับหมอหรือเภสัชกรของคุณ

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

  • ยาบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับยาตัวนี้ ได้แก่ ยาอะลิสคิเรน (aliskiren) ยาบางชนิดที่จะลดประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน/เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ อย่างเช่น ยาอีเวโรลิมัส (everolimus) ยาซิโรไลมัส (sirolimus) ยาลิเทียม (lithium) ยาที่อาจเพิ่มระดับโพแทสเซียมในเลือด อย่างเช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ARBs ได้แก่ ยาโลซาร์แทน/วัลซาร์แทน (losartan/valsartan) ยาคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของดรอสพิเรโนน (drospirenone) ซาคิวบิทริล (sacubitril) เทลมิซาร์แทน (telmisartan)
  • ยาบางชนิดมีส่วนผสมที่อาจเพิ่มความดันโลหิต หรือทำให้ภาวะหัวใจล้มเหลวทรุดลง แจ้งเภสัชกรของคุณเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาที่คุณกำลังใช้ และสอบถามวิธีใช้อย่างปลอดภัย (โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยาลดไข้/ยาแก้ไอ ยาลดความอ้วน หรือยาต้านอักเสบกลุ่ม NSAIDs อย่างเช่น ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ยานาพรอกเซน (naproxen)
  • การตอบสนองขั้นรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้ หากคุณได้รับการฉีดยารักษาอาการภูมิแพ้จากการโดนผึ้ง/ต่อต่อย (desensitization) และกำลังรับประทานยารามิพริล ให้แน่ใจว่าหมอของคุณทุกคนทราบถึงยาทุกชนิดที่คุณใช้
  • ยารามิพริลอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่าคุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยารามิพริลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรค

ยารามิพริลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ใดๆ ควรปรึกษาหมอและเภสัชกรของคุณทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพื่อเติม ก่อนใช้ยารามิพริล

ขนาดยารามิพริลสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยารามิพริลสำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นความดันโลหิตสูง

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทานยาครั้งละ 2.5 มิลลิกรัม วันละครั้ง สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับประทานยาขับปัสสาวะ
  • ขนาดยาควบคุม: 2.5 ถึง 20 ต่อวัน ในหนึ่งขนาดยาหรือแบ่งเป็นสองขนาดยาเท่า ๆ กัน

ความเห็น

  • ปรับขนาดยาตามการตอบสนองของความดันโลหิต
  • ผลกระทบของยาต้านความดันอาจหมดไป ก่อนหมดวัน พิจารณาการให้เพิ่มขนาดยาหรือรับประทายาสองครั้งใน 1 วัน
  •  หากการรับประทานยาตัวนี้เพียงอย่างเดียว อาจต้องเพิ่มยาขับปัสสาวะ

การใช้: สำหรับการรักษาความดันโลหิตสูง เพื่อลดระดับความดันโลหิตของคุณ ใช้เป็นยาแขนงเดียวหรือใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะเทียอะไซด์

ขนาดยารามิพริลสำหรับผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจล้มเหลว

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทานครั้งละ 2.5 มิลลิกรัม สองครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาควบคุม: รับประทานครั้งละ 5 มิลลิกรัม สองครั้งต่อวัน

ความเห็น

  • หากเป็นไปได้ ลดการใช้ยาตัวนี้ร่วมกับยาขับปัสสาวะ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดความดันโลหิตต่ำ
  • หลังการให้ยาช่วงแรก สังเกตอาการอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และจนกว่าความดันโลหิตจะคงที่อย่างน้อย อีก 1 ชั่วโมง
  • หากผู้ป่วยอยู่ในภาวะความดันโลหิตต่ำหากได้รับยารอบแรก ลดขนาดยาลงเหลือครั้งละ 1.25 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน
  • หลังผ่านไป 1 สัปดาห์ของการให้ยารอบแรก เพิ่มขนาดยาควบคุมในระดับที่ยังทนได้ อาจเพิ่มขนาดยาทุก ๆ 3 สัปดาห์
  • ความดันโลหิตต่ำระยะแรก จะไม่หยุดการให้ยาตัวนี้ในภายหลัง แต่จะใช้มาตรการจัดการความดันโลหิตต่ำอย่างมีประสิทธิภาพแทน

การใช้: สำหรับรักษาผู้ป่วยที่อาการคงที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญญาณของภาวะหัวใจล้มเหลว ภายในสองสามวันแรกหลังจากเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทานครั้งละ 2.5 มิลลิกรัม วันละครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์;ครั้งละ 5 มิลลิกรัม วันละครั้ง ใน 3 สัปดาห์ถัดไป จากนั้นจึงเพิ่มในระดับที่ทนได้
  • ขนาดยาควบคุม: รับประทานครั้งละ 10 มิลลิกรัม วันละครั้ง

ความเห็น

หากผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตต่ำ หรือเพิ่งมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเกิดขึ้นไม่นาน อาจต้องแบ่งขนาดยา

การใช้: ลดความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย เส้นเลือดในสมองแตก หรือการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยวัย 55 ปีขึ้นไป ที่มีความเสี่ยงของอาการหัวใจและหลอดเลือดสูง เนื่องจากประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดในสมองแตก โรคหลอดเลือดหัวใจส่วนปลายตีบ หรือเบาหวาน ที่มาพร้อมกับปัจจัยเสี่ยงทางหัวใจและหลอดเลือดอย่างน้อยหนึ่งอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลโดยรวม ค่าไขมันความหนาแน่นสูง (HDL) อยู่ในระดับต่ำ การสูบบุหรี่ หรือภาวะโปรตีนชนิดอัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะระยะแรก สามารถนำมาใช้เพื่อการรักษาทางเลือกอื่น อย่างเช่น ยาต้านความดันโลหิต ยาต้านเกล็ดเลือด หรือ ยาลดไขมัน

การปรับขนาดยาเข้ากับไต

  • ค่า CrCl 40 มิลลิลิตร/ต่อนาที หรือต่ำกว่านั้น: ลดขนาดยาลง 25%
  • ค่า CrCl ต่ำกว่า 90 มิลลิลิตรต่อนาที และเป็นโรคความดันโลหิตสูง: ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทานครั้งละ 1.25 มิลลิกรัม วันละครั้ง; อาจเพิ่มขนาดยาจนกว่าจะควบคุมความดันโลหิตได้ หรือเพิ่มมากสุดเป็น 5 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ค่า CrCl ต่ำกว่า 90 มิลลิลิตรต่อนาที และเป็นโรคหัวใจล้มเหลว: ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทานครั้งละ 1.25 มิลลิกรัม วันละครั้ง; อาจรับประทานยา ครั้งละ 1.25 มิลลิกรัมสองครั้งต่อวัน หรือเพิ่มมากสุดเป็น 2.5 มิลลิกรัมต่อวัน
  • หลอดเลือดไตตีบ (Renal artery stenosis): ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน ครั้งละ 1.25 มิลลิกรัม วันละครั้ง

ความเห็นอื่นๆ

คำแนะนำสำหรับการจัดการยา

อาจต้องเปิดยาแคปซูลและโรยลงในน้ำแอปเปิ้ลหรือน้ำเปล่า 4 ออนซ์ ยาที่ผสมแล้ว อาจเก็บรักษาได้ 24 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้องหรือนำไปแช่เย็นได้ 48 ชั่วโมง

การสังเกตอาการ

  • สังเกตระดับโพแทสเซียมในเลือดเป็นระยะๆ
  • ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่มีอาการหลอดเลือดไตตีบข้างเดียว หรือสองข้าง ควรติดตามประสิทธิภาพการทำงานของไตในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการรักษา
  • พิจารณาการสังเกตเซลล์เม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดคอลลาเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีความเกี่ยวข้องกับการเสื่อมสมรรถภาพทางไต

ขนาดยารามิพริลสำหรับเด็ก

ไม่เป็นที่แน่ชัดสำหรับขนาดยาในผู้ป่วยวัยเด็ก ยาตัวนี้อาจไม่ปลอดภัยสำหรับลูกของคุณ เป็นเรื่องสำคัญเสมอในการเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความปลอดภัยของยาก่อนใช้ โปรดปรึกษากับหมอหรือเภสัชกรของคุณสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

รูปแบบของยา

ยารามิพริล มีให้เลือกใช้ในรูปแบบและฤทธิ์ยาดังต่อไปนี้ ได้แก่

  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน
  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ไดอะเซอรีน (Diacerein)

ไดอะเซอรีน (Diacerein) เป็นยาในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinone) และใช้เพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคเสื่อมสภาพที่กระดูกและข้อต่อ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอลทีเพลส (Alteplase)

แอลทีเพลส (Alteplase) มักใช้เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด รักษาหลอดเลือดดำอุดตัน นอกจากนี้ยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น โปรดปรึกษากับแพทย์ 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอมโลดิปีน (Amlodipine)

แอมโลดิปีน (Amlodipine) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ ช่วยคลายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ง่ายขึ้น

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)

ยา ริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ใช้ร่วมกับยารักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ใช้เพื่อควบคุมอาการติดเชื้อเอชไอวี ทำหน้าที่ในการลดปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

Recommended for you

คาพาสแตต-ซัลเฟต-capastat-sulfate

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 06/02/2020 . 9 mins read
ดีกัวดิน-dequadin

ดีกัวดิน® (Dequadin®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช
Published on 09/12/2019 . 3 mins read
อัลปราโซแลม-alprazolam

อัลปราโซแลม (Alprazolam)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 5 mins read
อัลเบนดาโซล-albendazole

อัลเบนดาโซล (Albendazole)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 6 mins read