รามิพริล (Ramipril)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ข้อบ่งใช้ รามิพริล

รามิพริล ใช้สำหรับ

รามิพริล (Ramipril) เป็นยาต้านความดันโลหิตกลุ่ม ACE (ACE Inhibitors) และช่วยให้หลอดเลือดผ่อนคลาย เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น ยารามิพริลใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง (hypertension) การลดความดันโลหิตสูงจะช่วยป้องกันหลอดเลือดในสมองแตก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และปัญหาไต สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยที่เคยประสบภาวะหัวใจวาย และถูกใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง (อย่างเช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ/เบาหวาน) เพื่อป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และหลอดเลือดในสมองแตก ยิ่งไปกว่านั้นยาตัวนี้ยังอาจนำมาใช้รักษารักษาโรคหัวใจล้มเหลวในผู้ป่วยที่เพิ่งมีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้อีกเช่นกัน

วิธีใช้ยารามิพริล

  • รับประทานยาอย่างเดียวหรือพร้อมอาหารตามที่หมอสั่ง 1 ครั้งหรือ 2 ครั้งต่อวัน
  • หากคุณกำลังรับประทานยารามิพริลแบบแคปซูล ให้กลืนทั้งเม็ด หากคุณไม่สามารถกลืนยาแคปซูลทั้งเม็ดได้ อาจต้องเปิดตัวยาแคปซูล และผสมตัวยากับน้ำเปล่าหรือน้ำแอปเปิ้ลครึ่งแก้ว (4 ออนซ์/120 มิลลิลิตร)
  • ขนาดยาขึ้นอยู่กับอาการทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษาของคุณ
  • เพื่อลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงของคุณ หมอของคุณอาจสั่งให้คุณรับประทานยาตัวนี้ในขนาดยาที่ต่ำ และค่อยๆ เพิ่มขนาดยาขึ้นเรื่อยๆ ปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด
  • ใช้ยาตัวนี้เป็นประจำ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด การใช้ยาเวลาเดิมในทุกวัน จะช่วยให้คุณจำได้ง่ายขึ้น เป็นเรื่องสำคัญในการรับประทานยาตัวนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคุณจะรู้สึกดีแล้ว เนื่องจากหลายคนที่มีความดันโลหิตสูงนั้นจะไม่มีอาการเจ็บป่วยใดแสดงออกมาให้รู้ตัว
  • สำหรับการรักษาความดันโลหิตสูง อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าที่คุณจะได้รับประโยชน์จากยาอย่างเต็มประสิทธิภาพ บอกหมอของคุณ หากอาการของคุณ ไม่ดีขึ้นหรือทรุดลง (อย่างเช่น ค่าความดันโลหิตของคุณยังสูงอยู่หรือเพิ่มขึ้น)

วิธีเก็บรักษายารามิพริล

ยารามิพริลควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยารามิพริลบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คุณไม่ควรทิ้งยารามิพริลลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยารามิพริล

  • ก่อนรับประทานยารามิพริล ควรแจ้งให้หมอหรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยาตัวนี้ หรือยาลดความดันโลหิตกลุ่มที่ไปยับยั้งแองจิโอเทนซินคอนเวิร์ตติ้งเอนไซม์ (ACE Inhibitor) อย่างเช่น ยาเบนาเซพริล (benazepril) หรือหากคุณมีอาการแพ้อื่นๆ ยาตัวนี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่นๆ พูดคุยกับเภสัชกรของคุณ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม
  • ก่อนใช้ยาตัวนี้ แจ้งหมอหรือเภสัชกรของคุณเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติการแพ้ที่มีอาการบวมบนใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น คอ (angioedema) ระดับโพสแทสเซียมสูง ประวัติการใช้ขั้นตอนการกรองของเสียออกจากเลือด เช่น การกรองไขมันไลโปโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL) และการฟอกเลือด
  • ยาตัวนี้อาจทำให้คุณเวียนหัวมากขึ้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกัญชา สามารถทำให้คุณเวียนหัวได้มากขึ้น อย่าขับรถ อย่าใช้เครื่องจักร หรืออย่าทำอะไรที่จำเป็นต้องมีการตื่นตัว จนกว่าคุณจะทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัย จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พูดคุยกับหมอของคุณ หากคุณมีการใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรค
  • เพื่อลดความเสี่ยงของอาการเวียนหัวและหน้ามืด ลุกขึ้นจากท่านั่งหรือท่านอนอย่างช้าๆ
  • อาการเหงื่อออกมากเกินไป ท้องเสีย หรืออาเจียน อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และเพิ่มความเสี่ยงของคุณในการเกิดอาการหน้ามืด รายงานให้หมอทราบถึงอาการท้องร่วงหรืออาเจียนที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน ให้แน่ใจว่าคุณบริโภคของเหลวอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ นอกจากว่าหมอสั่งให้คุณทำอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้
  • ก่อนเข้ารับการผ่าตัด บอกหมอหรือทันตแพทย์เกี่ยวกับยาทุกชนิดที่คุณใช้ (ทั้งยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อได้เอง และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร) ยาตัวนี้อาจเพิ่มระดับโพแทสเซียมของคุณ ปรึกษาหมอหรือเภสัชกรของคุณ ก่อนรับประทานอาหารเสริมโพแทสเซียม หรือสารแทนเกลือที่มีโพแทสเซียม
  • ผู้สูงอายุอาจมีการตอบสนองไวขึ้นต่อผลข้างเคียงของยาตัวนี้ ได้แก่ อาการเวียนหัว และระดับโพแทสเซียมในเลือดที่เพิ่มขึ้น
  • ไม่แนะนำให้ใช้ยาตัวนี้ในช่วงตั้งครรภ์ มันอาจสร้างความอันตรายต่อเด็กในครรภ์ ปรึกษาหมอของคุณสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
  • ไม่ทราบแน่ชัดว่ายาตัวนี้ผ่านเข้าสู่น้ำนมหรือไม่ ปรึกษากับหมอของคุณก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยารามิพริลจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวดD อ้างอิงจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงจากการใช้ยารามิพริล

  • อาจเกิดอาการเวียนหัว หน้ามืด อ่อนแรง หรือไอแห้งๆ ในขณะที่ร่างกายของคุณปรับตัวเข้ากับยา หากผลข้างเคียงใดๆ เหล่านี้เกิดต่อเนื่องหรือทรุดลง แจ้งหมอหรือเภสัชกรทันที
  • โปรดจำไว้ว่า หมอของคุณจ่ายยาตัวนี้ให้ เพราะพิจารณาแล้วว่าคุณจะได้รับประโยชน์ มากกว่าความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียง หลายคนที่ใช้ยาตัวนี้ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงใดๆ แจ้งหมอของคุณทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่พบได้ยากแต่รุนแรง ได้แก่ เป็นลม อาการโพแทสเซียมในเลือดสูง (อย่างเช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัตราการเต้นของหัวใจช้า/ผิดปกติ)
  • แม้ว่ายารามิพริลอาจใช้ป้องกันปัญหาทางไต หรือใช้รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาทางไต ในกรณีที่หาได้ยาก ตัวยาอาจก่อให้เกิดปัญหาทางไตรุนแรง หรือทำให้อาการแย่ลงได้ หมอของคุณจะเช็คประสิทธิภาพการทำงานของตับ ในขณะที่คุณรับประทานยารามิพริล บอกหมอของคุณทันที หากคุณมีสัญญาณใดๆ ก็ตาม ที่แสดงถึงปัญหาทางไต อย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของปริมาณปัสสาวะ
  • ในกรณีที่พบได้ยากมาก ยาตัวนี้อาจทำให้เกิดปัญหาตับอย่างรุนแรง (ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิต) บอกหมอทันที หากคุณสังเกตผลข้างเคียงที่พบได้ยากแต่รุนแรง ได้แก่ ผิวหนังหรือดวงตามีสีเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม เจ็บกระเพาะ/ท้องน้อยรุนแรง คลื่นไส้/อาเจียนอย่างต่อเนื่อง
  • ปฏิกิริยาแพ้ต่อยาชนิดนี้แบบรุนแรงเป็นเรื่องที่พบได้ยาก อย่างไรก็ตาม ควรเข้ารับการดูแลทางการแพทย์ทันที หากมีอาการแพ้ขั้นรุนแรง ได้แก่ เกิดผื่น อาการคันหรือบวม (โดยเฉพาะ หน้า ลิ้น คอ) เวียนหัวอย่างรุนแรง ปัญหาการหายใจ
  • ไม่ใช่ทุกคนจะพบผลข้างเคียงเหล่านี้ อาจมีผลข้างเคียงบางอาการที่ไม่มีอยู่ด้านบน หากคุณมีความกังวลใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับหมอหรือเภสัชกรของคุณ

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

  • ยาบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับยาตัวนี้ ได้แก่ ยาอะลิสคิเรน (aliskiren) ยาบางชนิดที่จะลดประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน/เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ อย่างเช่น ยาอีเวโรลิมัส (everolimus) ยาซิโรไลมัส (sirolimus) ยาลิเทียม (lithium) ยาที่อาจเพิ่มระดับโพแทสเซียมในเลือด อย่างเช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ARBs ได้แก่ ยาโลซาร์แทน/วัลซาร์แทน (losartan/valsartan) ยาคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของดรอสพิเรโนน (drospirenone) ซาคิวบิทริล (sacubitril) เทลมิซาร์แทน (telmisartan)
  • ยาบางชนิดมีส่วนผสมที่อาจเพิ่มความดันโลหิต หรือทำให้ภาวะหัวใจล้มเหลวทรุดลง แจ้งเภสัชกรของคุณเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาที่คุณกำลังใช้ และสอบถามวิธีใช้อย่างปลอดภัย (โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยาลดไข้/ยาแก้ไอ ยาลดความอ้วน หรือยาต้านอักเสบกลุ่ม NSAIDs อย่างเช่น ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ยานาพรอกเซน (naproxen)
  • การตอบสนองขั้นรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้ หากคุณได้รับการฉีดยารักษาอาการภูมิแพ้จากการโดนผึ้ง/ต่อต่อย (desensitization) และกำลังรับประทานยารามิพริล ให้แน่ใจว่าหมอของคุณทุกคนทราบถึงยาทุกชนิดที่คุณใช้
  • ยารามิพริลอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่าคุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยารามิพริลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรค

ยารามิพริลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ใดๆ ควรปรึกษาหมอและเภสัชกรของคุณทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพื่อเติม ก่อนใช้ยารามิพริล

ขนาดยารามิพริลสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยารามิพริลสำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นความดันโลหิตสูง

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทานยาครั้งละ 2.5 มิลลิกรัม วันละครั้ง สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับประทานยาขับปัสสาวะ
  • ขนาดยาควบคุม: 2.5 ถึง 20 ต่อวัน ในหนึ่งขนาดยาหรือแบ่งเป็นสองขนาดยาเท่า ๆ กัน

ความเห็น

  • ปรับขนาดยาตามการตอบสนองของความดันโลหิต
  • ผลกระทบของยาต้านความดันอาจหมดไป ก่อนหมดวัน พิจารณาการให้เพิ่มขนาดยาหรือรับประทายาสองครั้งใน 1 วัน
  •  หากการรับประทานยาตัวนี้เพียงอย่างเดียว อาจต้องเพิ่มยาขับปัสสาวะ

การใช้: สำหรับการรักษาความดันโลหิตสูง เพื่อลดระดับความดันโลหิตของคุณ ใช้เป็นยาแขนงเดียวหรือใช้ร่วมกับยาขับปัสสาวะเทียอะไซด์

ขนาดยารามิพริลสำหรับผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจล้มเหลว

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทานครั้งละ 2.5 มิลลิกรัม สองครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาควบคุม: รับประทานครั้งละ 5 มิลลิกรัม สองครั้งต่อวัน

ความเห็น

  • หากเป็นไปได้ ลดการใช้ยาตัวนี้ร่วมกับยาขับปัสสาวะ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดความดันโลหิตต่ำ
  • หลังการให้ยาช่วงแรก สังเกตอาการอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และจนกว่าความดันโลหิตจะคงที่อย่างน้อย อีก 1 ชั่วโมง
  • หากผู้ป่วยอยู่ในภาวะความดันโลหิตต่ำหากได้รับยารอบแรก ลดขนาดยาลงเหลือครั้งละ 1.25 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน
  • หลังผ่านไป 1 สัปดาห์ของการให้ยารอบแรก เพิ่มขนาดยาควบคุมในระดับที่ยังทนได้ อาจเพิ่มขนาดยาทุก ๆ 3 สัปดาห์
  • ความดันโลหิตต่ำระยะแรก จะไม่หยุดการให้ยาตัวนี้ในภายหลัง แต่จะใช้มาตรการจัดการความดันโลหิตต่ำอย่างมีประสิทธิภาพแทน

การใช้: สำหรับรักษาผู้ป่วยที่อาการคงที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญญาณของภาวะหัวใจล้มเหลว ภายในสองสามวันแรกหลังจากเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทานครั้งละ 2.5 มิลลิกรัม วันละครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์;ครั้งละ 5 มิลลิกรัม วันละครั้ง ใน 3 สัปดาห์ถัดไป จากนั้นจึงเพิ่มในระดับที่ทนได้
  • ขนาดยาควบคุม: รับประทานครั้งละ 10 มิลลิกรัม วันละครั้ง

ความเห็น

หากผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตต่ำ หรือเพิ่งมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเกิดขึ้นไม่นาน อาจต้องแบ่งขนาดยา

การใช้: ลดความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย เส้นเลือดในสมองแตก หรือการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยวัย 55 ปีขึ้นไป ที่มีความเสี่ยงของอาการหัวใจและหลอดเลือดสูง เนื่องจากประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดในสมองแตก โรคหลอดเลือดหัวใจส่วนปลายตีบ หรือเบาหวาน ที่มาพร้อมกับปัจจัยเสี่ยงทางหัวใจและหลอดเลือดอย่างน้อยหนึ่งอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลโดยรวม ค่าไขมันความหนาแน่นสูง (HDL) อยู่ในระดับต่ำ การสูบบุหรี่ หรือภาวะโปรตีนชนิดอัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะระยะแรก สามารถนำมาใช้เพื่อการรักษาทางเลือกอื่น อย่างเช่น ยาต้านความดันโลหิต ยาต้านเกล็ดเลือด หรือ ยาลดไขมัน

การปรับขนาดยาเข้ากับไต

  • ค่า CrCl 40 มิลลิลิตร/ต่อนาที หรือต่ำกว่านั้น: ลดขนาดยาลง 25%
  • ค่า CrCl ต่ำกว่า 90 มิลลิลิตรต่อนาที และเป็นโรคความดันโลหิตสูง: ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทานครั้งละ 1.25 มิลลิกรัม วันละครั้ง; อาจเพิ่มขนาดยาจนกว่าจะควบคุมความดันโลหิตได้ หรือเพิ่มมากสุดเป็น 5 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ค่า CrCl ต่ำกว่า 90 มิลลิลิตรต่อนาที และเป็นโรคหัวใจล้มเหลว: ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทานครั้งละ 1.25 มิลลิกรัม วันละครั้ง; อาจรับประทานยา ครั้งละ 1.25 มิลลิกรัมสองครั้งต่อวัน หรือเพิ่มมากสุดเป็น 2.5 มิลลิกรัมต่อวัน
  • หลอดเลือดไตตีบ (Renal artery stenosis): ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน ครั้งละ 1.25 มิลลิกรัม วันละครั้ง

ความเห็นอื่นๆ

คำแนะนำสำหรับการจัดการยา

อาจต้องเปิดยาแคปซูลและโรยลงในน้ำแอปเปิ้ลหรือน้ำเปล่า 4 ออนซ์ ยาที่ผสมแล้ว อาจเก็บรักษาได้ 24 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้องหรือนำไปแช่เย็นได้ 48 ชั่วโมง

การสังเกตอาการ

  • สังเกตระดับโพแทสเซียมในเลือดเป็นระยะๆ
  • ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่มีอาการหลอดเลือดไตตีบข้างเดียว หรือสองข้าง ควรติดตามประสิทธิภาพการทำงานของไตในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการรักษา
  • พิจารณาการสังเกตเซลล์เม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดคอลลาเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีความเกี่ยวข้องกับการเสื่อมสมรรถภาพทางไต

ขนาดยารามิพริลสำหรับเด็ก

ไม่เป็นที่แน่ชัดสำหรับขนาดยาในผู้ป่วยวัยเด็ก ยาตัวนี้อาจไม่ปลอดภัยสำหรับลูกของคุณ เป็นเรื่องสำคัญเสมอในการเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความปลอดภัยของยาก่อนใช้ โปรดปรึกษากับหมอหรือเภสัชกรของคุณสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

รูปแบบของยา

ยารามิพริล มีให้เลือกใช้ในรูปแบบและฤทธิ์ยาดังต่อไปนี้ ได้แก่

  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน
  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Share now :

Review Date: กรกฎาคม 26, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 31, 2019

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน