ลีโวบูโนลอล (Levobunolol)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 04/08/2020 . 6 mins read
Share now

ลีโวบูโนลอล (Levobunolol) ใช้เป็นยาเพียงชนิดเดียวหรือใช้ร่วมกับยาอื่นเพื่อรักษาอาการความดันภายในดวงตาสูงเนื่องจากโรคต้อกระหินแบบมุมเปิด หรือโรคดวงตาอื่น ๆ

ข้อบ่งใช้

ลีโวบูโนลอล ใช้สำหรับ

ลีโวบูโนลอล (Levobunolol) ใช้เป็นยาเพียงชนิดเดียวหรือใช้ร่วมกับยาอื่นเพื่อรักษาอาการความดันภายในดวงตาสูงเนื่องจากโรคต้อหินแบบมุมเปิด หรือโรคดวงตาอื่นๆ เช่น ภาวะความดันตาสูง (Ocular hypertension) การลดระดับความดันภายในดวงตาจะช่วยป้องกันอาการตาบอด ยาลีโวบูโนลอลอยู่ในกลุ่มของยาเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta blockers) ทำงานโดยการลดปริมาณน้ำภายในดวงตา

วิธีการใช้ยา ลีโวบูโนลอล

ควรล้างมือให้สะอาดก่อนจะหยอดตา เพื่อป้องกันการปนเปื้อนไม่ควรสัมผัสกับปลายขวดยาหรือให้ปลายขวดยาสัมผัสกับดวงตาหรือพื้นผิวอื่นๆ

หากคุณกำลังใส่คอนแทคเลนส์ควรถอดก่อนหยอดยา รอประมาณ 15 นาทีแล้วจึงสวมคอนแทคเลนส์

เงยหน้าขึ้น มองขึ้นไปด้านบนแล้วดึงเปลือกตาล่างลงมาให้เป็นกระพุ้ง ถือขวดยาหยอดตาไว้เหนือดวงตา แล้วหยอดยาหนึ่งหยดลงไปในช่องนั้น โดยปกติแล้วคือวันละครั้งหรือสองครั้ง ตามที่แพทย์กำหนด มองลงมาแล้วค่อย ๆ หลับตานาน 1 ถึง 2 นาที ใช้นิ้วกดลงไปเบา ๆ ที่หัวตา (ใกล้กับจมูก) เพื่อป้องกันไม่ให้ยาไหลออก พยายามอย่ากระพริบตา และอย่าขยี้ตา ทำตามขั้นตอนนี้ซ้ำที่ดวงตาอีกข้าง หากได้รับคำสั่ง หรือต้องหยอดมามากกว่า 1 หยด

อย่าล้างขวดยาหยอดตาและปิดฝาหลังจากใช้งาน

หากคุณกำลังใช้ยาอื่นสำหรับดวงตา เช่น ยาหยอดตาหรือขี้ผึ้งทาตา ควรรออย่างน้อย 5 ถึง 10 นาทีก่อนใช้ยาอื่น ใช้ยาหยอดตาก่อนยาขี้ผึ้งเพื่อให้ยาสามารถเข้าดวงตาได้

ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องแม้จะรู้สึกเป็นปกติ ผู้ที่เป็นโรคต้อหินหรือมีความดันในดวงตาสูงส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกป่วย

การเก็บรักษายา ลีโวบูโนลอล

ยาลีโวบูโนลอลควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาลีโวบูโนลอลบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาลีโวบูโนลอลลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาลีโวบูโนลอล

ก่อนใช้ยาลีโวบูโนลอล แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ ยาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์อื่นๆ เช่น ทิโมลอล (Timolol) หรือเมทิพราโนลอล (Metipranolol) หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่น ๆ ยานี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่มีฤทธิ์ในการรักษา เช่น สารกันบูดอย่างเบนซาลโคเนียมคลอไรด์ (Benzalkonium chloride) หรือซัลไฟต์ (Sulfites) ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ไม่ควรใช้ยานี้หากคุณมีสภาวะทางการแพทย์บางอย่าง ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะ ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจที่รุนแรง เช่น โรคหอบหืดหรือเคยเป็นโรคหอบหืด หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease) ปัญหาเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจบางชนิด เช่น ภาวะชีพจรเต้นช้า หรือสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกปิดกั้น ระดับสองหรือระดับสาม สภาวะเกี่ยวกับหัวใจที่รุนแรงบางชนิด เช่น ภาวะช็อคจากโรคหัวใจ หรืออาการหัวใจวายอย่างรุนแรง

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคปอด เช่น โรคหลอดลมอักเสบ หรือโรคถุงลมโป่งพอง โรคเบาหวาน หัวใจวาย (ได้รับการรักษาหรืออยู่ในระดับคงตัว) ปัญหาเกี่ยวกับการไหลเวียนโลหิต เช่น ภาวะเลือดไปเลี้ยงเซลล์สมองไม่เพียงพอ (Cerebrovascular insufficiency) ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี (Myasthenia gravis)

ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่าคุณกำลังใช้ยานี้

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัวจนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หากคุณเป็นโรคเบาหวาน ยานี้อาจปกปิดอาการหัวใจเต้นเร็วหรือรัว ที่มักจะรู้สึกเมื่อระดับของน้ำตาลในเลือดลดลงต่ำเกินไป หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อาการของระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอื่นๆ อย่างวิงเวียนหรือเหงื่อออกนั้นไม่ได้รับผลกระทบจากยานี้

ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาความเสี่ยงและประโยชน์กับแพทย์

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถส่งผ่านน้ำนมแม่ได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาลีโวบูโนลอลจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาลีโวบูโนลอล

อาจเกิดอาการแสบร้อยหรือปวดเหมือนถูกแมลงต่อยที่ดวงตาชั่วคราว มีอาการคันหรือตาแดง ปวดหัว หรือวิงเวียน หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ ได้แก่ มีอาการปวด บวม หรือมีสารคัดหลั่งที่ดวงตา ความรู้สึกที่ดวงตาลดลง หัวใจเต้นช้าหรือผิดปกติ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผมร่วง มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ การมองเห็นเปลี่ยนแปลง เหนื่อยล้า มีอาการบวมที่ข้อเท้าหรือเท้า น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือหาสาเหตุไม่ได้

รับการรักษาทันทีหากเกิดอาการที่หายากแต่รุนแรงมากดังต่อไปนี้ ได้แก่ หายใจติดขัด ปวดหน้าอก รู้สึกอ่อนแรงที่ด้านหนึ่งของลำตัว พูดไม่ชัด สับสน

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ได้แก่ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่าง ๆ โดยเฉพาะไดจอกซิน (Digoxin) ยาสำหรับความดันโลหิตสูง เช่น โคลนิดีน (Clonidine) รีเซอร์พีน (Reserpine) ยาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์สำหรับรับประทาน เช่น โพรพราโนลอล (Propranolol) ยาในกลุ่มแคลเซียมชาแนลบล็อกเกอร์ (Calcium channel blockers) เช่น ดิลไทอะเซม (Diltiazem) เอพิเนฟรีน (epinephrine) ฟิงโกลิมอด (Fingolimod) ยาในกลุ่มฟีโนไทอาซีน (Phenothiazines) เช่น โปรคลอเปอราซีน (Prochlorperazine)

ยาลีโวบูโนลอลอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่าง ๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาลีโวบูโนลอลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาลีโวบูโนลอลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาลีโวบูโนลอลสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะความดันตาสูง (Intraocular Hypertension)

สารละลาย 0.25%: หยดยา 1 ถึง 2 หยดในดวงตาที่มีอาการ วันละสองครั้ง

สารละลาย 0.5%: หยดยา 1 ถึง 2 หยดในดวงตาที่มีอาการ วันละครั้ง

คำแนะนำ

  • สำหรับผู้ป่วยโรคต้อหินที่รุนแรงกว่าหรือไม่สามารถควบคุมได้ สามารถใช้สารละลาย 0.5% วันละสองครั้งได้
  • หากระดับความดันภายในดวงตานั้นยังไม่อยู่ในระดับที่พึงพอใจ อาจเริ่มต้นการรักษาอื่นร่วมกับไดพิเวฟริน (Dipivefrin) และ/หรือเอพิเนฟรีน (Epinephrine)และ/หรือไพโลคาร์พีน (Pilocarpine) และยาหดม่านตาอื่น ๆ (Miotics) และ/หรือให้ยาคาร์บอนิก แอนไฮเดรส อินฮิบิเตอร์ (Carbonic anhydrase inhibitors) ที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย เช่นอะเซตาโซลาไมด์ (Acetazolamide)
  • ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาหยอดยายับยั้งเบต้า-อะดรีเนอร์จิก (Beta-adrenergic blocking) เฉพาะที่ร่วมกันสองชนิดขึ้นไป
  • การใช้งาน: เพื่อลดความดันภายในดวงตาในผู้ป่วยที่เป็นโรคต้อหินมุมเปิดเรื้อรังและภาวะความดันตาสูง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคต้อหินชนิดมุมเปิด (Glaucoma [Open Angle])

สารละลาย 0.25%: หยดยา 1 ถึง 2 หยดในดวงตาที่มีอาการ วันละสองครั้ง

สารละลาย 0.5%: หยดยา 1 ถึง 2 หยดในดวงตาที่มีอาการ วันละครั้ง

คำแนะนำ

  • สำหรับผู้ป่วยโรคต้อหินที่รุนแรงกว่าหรือไม่สามารถควบคุมได้ สามารถใช้สารละลาย 0.5% วันละสองครั้งได้
  • หากระดับความดันภายในดวงตานั้นยังไม่อยู่ในระดับที่พึงพอใจ อาจเริ่มต้นการรักษาอื่นร่วมกับไดพิเวฟริน (Dipivefrin) และ/หรือเอพิเนฟรีน (Epinephrine)และ/หรือไพโลคาร์พีน (Pilocarpine) และาหดม่านตาอื่นๆ (Miotics) และ/หรือให้ยาคาร์บอนิก แอนไฮเดรส อินฮิบิเตอร์ (Carbonic anhydrase inhibitors) ที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย เช่นอะเซตาโซลาไมด์ (Acetazolamide)
  • ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาหยอดยายับยั้งเบต้า-อะดรีเนอร์จิก (Beta-adrenergic blocking) เฉพาะที่ร่วมกันสองชนิดขึ้นไป
  • การใช้งาน: เพื่อลดความดันภายในดวงตาในผู้ป่วยที่เป็นโรคต้อหินมุมเปิดเรื้อรังและภาวะความดันตาสูง

คำแนะนำอื่น ๆ

คำแนะนำการเก็บรักษา

  • เก็บให้พ้นจากแสง
  • เก็บไว้ที่อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส (77 ฟาเรนไฮน์)

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

การซึมซับทั่วร่างกายอาจลดลงเมื่อมีการอุดตันของท่อน้ำตา (Nasolacrimal occlusion) หรือหลับตานาน 2 นาที

ขนาดยาลีโวบูโนลอลสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • สารละลายสำหรับหยอดตา

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

วิธีหยอดตา ที่ถูกต้อง ปลอดภัย พร้อมเทคนิคแก้ปัญหาหยอดตาแล้วขมคอ

หากคุณต้องใช้ยาหยอดตา หรือมีปัญหาหยอดตาแล้วขมคอ วันนี้เรามี วิธีหยอดตา ที่ถูกต้อง ปลอดภัย มาฝาก พร้อมเคล็ดลับหยอดตาแล้วไม่ขมคอด้วย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by เนตรนภา ปะวะคัง

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate)

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat Sulfate) หรือ คาพรีโอมัยซิน (Capreomycin) ใช้ร่วมกับยาอื่นเพื่อรักษาการติดเชื้อวัณโรค เป็นกลุ่มของยาปฏิชีวนะ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

สีดวงตา สามารถบอกถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพได้

สีดวงตา ของแต่ละคนมักจะไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติของบุคคล แต่รู้หรือไม่ว่าความจริงแล้วสีของดวงตา ก็สามารถบอกถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพได้เช่นกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

ดีกัวดิน® (Dequadin®)

ยา ดีกัวดิน® เป็นยาที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ และการติดเชื้อได้ทันที ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการลดการติดเชื้อที่ช่องปากและลำคอ เช่น เชื้อราในช่องปาก ลิ้นอักเสบ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช