เจมไฟโบรซิล (Gemfibrozil)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 6 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้

ยาเจมไฟโบรซิลใช้สำหรับ

ยาเจมไฟโบรซิล (Gemfibrozil) ใช้ร่วมกับการรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม เพื่อลดระดับของไขมันหรือไตรกลีเซอไรด์ (triglycerides) และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ภายในเลือด และยังอาจช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ได้ด้วย

ยาเจมไฟโบรซิลอยู่ในกลุ่มของยาที่เรียกว่าไฟเบรต (fibrates) ทำงานโดยการลดการผลิตไขมันของตับ การลดระดับของไตรกลีเซอไรด์ ในผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis) แต่ยาเจมไฟโบรซิลอาจไม่สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดอาการหัวใจขาดเลือดฉับพลัน หรือโรคหลอดเลือดสมองได้ โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยาเจมไฟโบรซิล

นอกจากการรับประทานอาหารที่เหมาะสม เช่น อาการที่มีคอเลสเตอรอลหรือไขมันต่ำ การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อื่นๆ ยังอาจช่วยให้ยานี้ทำงานได้ดีขึ้น เช่น การออกกำลังกาย ดื่มสุราให้น้อยลง ลดหรือควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี และหยุดสูบบุหรี่

วิธีใช้ยาเจมไฟโบรซิล

รับประทานยาเจมไฟโบรซิลตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือวันละ 2 ครั้ง (30 นาทีก่อนรับประทานมื้อเช้าและมื้อเย็น)

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา

หากคุณใช้ยาอื่นเพื่อลดระดับคอเรสเตอรอล เช่น ยาในกลุ่มไบล์แอซิดซีเควสแตรนต์ (bile acid sequestrants) เช่น คอเลสไทรามีน (cholestyramine) คอเลสทิพอล (colestipol) ควรรับประทานยาเจมไฟโบรซิลอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนยาในกลุ่มไบล์แอซิดซีเควสแตรนต์ หรือ 4-6 ชั่วโมงยาในกลุ่มไบล์แอซิดซีเควสแตรนต์ ยาเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อยาเจมไฟโบรซิล และทำให้ไม่สามารถดูดซึมยาได้อย่างเต็มที่

รับประทานยาเจมไฟโบรซิลเป็นประจำ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากยาสูงสุด ควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน และใช้ยาอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะรู้สึกเป็นปกติดี คนส่วนใหญ่ที่มีระดับคอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์สูงจะไม่รู้สึกป่วย

ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ เกี่ยวกับการออกกำลังกาย และการรับประทานอาหาร อาจต้องใช้เวลานานกว่า 3 เดือน ก่อนที่จะได้รับประโยชน์จากยาอย่างเต็มที่

การเก็บรักษายาเจมไฟโบรซิล

ยาเจมไฟโบรซิลควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาเจมไฟโบรซิลบางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยาเจมไฟโบรซิลลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาเจมไฟโบรซิล

ก่อนใช้ยาเจมไฟโบรซิล ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณแพ้ยาเจมไฟโบรซิลหรือยาอื่นๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณกำลังใช้ยาซิมวาสแตติน (simvastatin) เช่น

  • โซคอร์ (Zocor)
  • ยารีพาไกลไนด์ (repaglinide) อย่างพรานดิน (Prandin) ในพรานดิเมต (in Prandimet)

แพทย์อาจไม่ให้คุณใช้ยาเจมไฟโบรซิล ขณะที่กำลังใช้ยาเหล่านี้ชนิดใด ชนิดหนึ่งหรือทั้งสองชนิด

แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณกำลังใช้ยา หรือวางแผนใช้ยา ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่หาซื้อเอง วิตามิน อาหารเสริม และสมุนไพร โดยเฉพาะ

  • ยาต้านลิ่มเลือด (anticoagulants) หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาฟาริน (warfarin) อย่างคูมาดิน (Coumadin)
  • ยาลดคอเลสเตอรอลหรือยาในกลุ่มสแตติน (statins) เช่น ยาอะทอร์วาสแตติน (atorvastatin) อย่างไลปิทอร์ (Lipitor) ยาฟลูวาสแตติน (fluvastatin) อย่างเลสคอล (Lescol) ยาโลวาสแตติน (lovastatin) อย่างเมวาคอร์ (Mevacor) ยาปราวาสแตติน (pravastatin) อย่างปราวาคอล (Pravachol)
  • ยาโคลชิซิน (colchicine) อย่างคอลไครส์ (Colcrys)

แพทย์อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนขนาดยาของคุณ หรือเฝ้าระวังผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิด

แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณกำลังใช้ยาคอเลสทิพอล (colestipol) ควรใช้ยานี้ 2 ชั่วโมงก่อนหรือ 2 ชั่วโมงหลังจากใช้ยาเจมไฟโบรซิล

แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณเป็นโรคไต โรคตับ หรือโรคถุงน้ำดี แพทย์อาจไม่ให้คุณใช้ยาเจมไฟโบรซิล

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณตั้งครรภ์ มีแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร หากคุณตั้งครรภ์ขณะใช้ยาเจมไฟโบรซิล ให้ติดต่อแพทย์ทันที

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนใช้ยานี้

ยาเจมไฟโบรซิลจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา มีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาเจมไฟโบรซิล

เข้ารับการรักษาในทันที หากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ ได้แก่ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ

ติดต่อแพทย์ในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง ดังนี้

  • มีอาการปวดจี๊ดที่กระเพาะส่วนบน โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร
  • ดีซ่าน (ผิวหนังหรือดวงตาเป็นสีเหลือง)
  • มองเห็นไม่ชัด ปวดตา หรือมองแสงเป็นวงแหวน
  • มีอาการปวดหรือแสบขณะปัสสาวะ
  • มีอาการปวดกล้ามเนื้อ กดเจ็บ หรืออ่อนแรงแบบไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะหากคุณมีอาการไข้ เหนื่อยล้าผิดปกติ และปัสสาวะสีเข้มร่วมด้วย
  • ผิวซีด เกิดรอยช้ำง่าย
  • รู้สึกวิงเวียนหรือหายใจไม่อิ่ม หัวใจเต้นเร็ว รวมรวมสมาธิได้ลำบาก มีจุดสีม่วงหรือแดงใต้ผิวหนัง

ผลข้างเคียงที่รุนแรงน้อยกว่า มีดังนี้

  • ท้องไส้ปั่นป่วน
  • มีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงในระดับเบา
  • ปวดศีรษะ วิงเวียน ง่วงซึม
  • มีอาการปวดข้อต่อหรือปวดกล้ามเนื้อ
  • หมดความสนใจในเรื่องเพศ หมดสมรรถภาพทางเพศ สำเร็จความใคร่ได้ยาก
  • มีอาการเหน็บชา
  • มีอาการของไข้หวัด เช่น คัดจมูก ตาม เจ็บคอ

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาเจมไฟโบรซิลอาจเกิดอันตรกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ไม่แนะนำให้ใช้ยาเจมไฟโบรซิลกับยารีพากลิไนด์ (Repaglinide) และยาซิมวาสแตติน (Simvastatin) แพทย์อาจจะตัดสินใจไม่ใช้ยาในกลุ่มนี้เพื่อรักษาคุณ หรือเปลี่ยนยาบางตัวที่คุณกำลังใช้อยู่

โดยปกติแล้ว ไม่แนะนำให้ใช้ยาเจมไฟโบรซิลกับยาดังต่อไปนี้ แต่อาจจำเป็นในบางกรณี หากคุณได้รับใบสั่งยาทั้งคู่ร่วมกัน แพทย์อาจต้องเปลี่ยนขนาดยา หรือความถี่ในการใช้ยาตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งคู่

  • อะทอร์วาสแตติน (Atorvastatin) เบกซาโรทีน (Bexarotene) เซอริวาสแตติน (Cerivastatin)
  • โคลชิซิน (Colchicine) ดาบราเฟนิบ (Dabrafenib)
  • เอลทรอมโบแพก (Eltrombopag) เอนซาลูตาไมด์ (Enzalutamide) อีเซทิไมบ์ (Ezetimibe)
  • ฟลูวาสแตติน (Fluvastatin) อิมมาตินิบ (Imatinib) โลวาสแตติน (Lovastatin)
  • พิทาวาสแตติน (Pitavastatin) ปราวาสแตติน (Pravastatin) โรซูวาสแตติน (Rosuvastatin)

การใช้ยาดังต่อไปนี้ร่วมกันอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงบางอย่างได้ แต่การใช้ยาทั้งสองร่วมกัน อาจเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ หากคุณได้รับใบสั่งยาทั้งคู่ร่วมกัน แพทย์อาจต้องเปลี่ยนขนาดยา หรือความถี่ในการใช้ยาตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งคู่

  • ไดคูมารอล (Dicumarol) ไกลเบนคลาไมด์ (Glyburide) โลเพอราไมด์ (Loperamide) โลปินาเวียร์ (Lopinavir)
  • มอนเทลูคาสท์ (Montelukast) ไพโอกลิตาโซน (Pioglitazone) โรซิกลิทาโซน (Rosiglitazone) วาร์ฟาริน (Warfarin)

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเจมไฟโบรซิลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาเจมไฟโบรซิลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ โดยเฉพาะ

  • โรคเบาหวาน
  • ภาวะขาดไทรอยด์ (Hypothyroidism) – ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจทำให้ผลข้างเคียงของยารุนแรงขึ้น
  • โรคถุงน้ำดี (Gallbladder disease)
  • โรคไตรุนแรง
  • โรคตับ รวมถึงโรคตับแข็ง (cirrhosis) – ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการนี้
  • เคยมีอาการปวดกล้ามเนื้อ กดเจ็บ หรืออ่อนแรง – ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเจมไฟโบรซิลสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia) :

600 มก. รับประทานวันละ 2 ครั้ง 30 นาทีก่อนมื้อเช้าและมื้อเย็น

ขนาดยาเจมไฟโบรซิลสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน 600 มก.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

อาการของการใช้ยาเกินขนาด มีดังนี้

  • ปวดท้อง
  • ท้องร่วง
  • ปวดข้อต่อและกล้ามเนื้อ
  • คลื่นไส้

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ไดอะเซอรีน (Diacerein)

ไดอะเซอรีน (Diacerein) เป็นยาในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinone) และใช้เพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคเสื่อมสภาพที่กระดูกและข้อต่อ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอลทีเพลส (Alteplase)

แอลทีเพลส (Alteplase) มักใช้เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด รักษาหลอดเลือดดำอุดตัน นอกจากนี้ยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น โปรดปรึกษากับแพทย์ 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอมโลดิปีน (Amlodipine)

แอมโลดิปีน (Amlodipine) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ ช่วยคลายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ง่ายขึ้น

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)

ยา ริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ใช้ร่วมกับยารักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ใช้เพื่อควบคุมอาการติดเชื้อเอชไอวี ทำหน้าที่ในการลดปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

Recommended for you

คาพาสแตต-ซัลเฟต-capastat-sulfate

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 06/02/2020 . 9 mins read
ดีกัวดิน-dequadin

ดีกัวดิน® (Dequadin®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช
Published on 09/12/2019 . 3 mins read
อัลปราโซแลม-alprazolam

อัลปราโซแลม (Alprazolam)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 5 mins read
อัลเบนดาโซล-albendazole

อัลเบนดาโซล (Albendazole)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 6 mins read