แคนซิดาส (Cancidas)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date ธันวาคม 31, 2019
Share now

ข้อบ่งใช้

ยาแคนซิดาส (แคสโปฟังกิน) ใช้สำหรับ

แคนซิดาส (cancidas) หรือแคสโปฟังกิน (caspofungin) ใช้เพื่อการรักษาการติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อราต่าง ๆ ยาแคสโปฟังกิน จัดอยู่ในกลุ่มยา แอคไคโนแคนดิน (echinocandins) ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งการเติบโตของเชื้อรา

ควรใช้ยาแคนซิดาส (แคสโปฟังกิน) อย่างไร

ฉีดยาเข้าสู่เส้นเลือดภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยปกติแล้วจะฉีดวันละครั้งมากกว่า 1 ชั่วโมง ปริมาณยาและระยะเวลาของการรักษาขึ้นอยู่กับอาการของโรค การตอบสนองต่อการรักษา และยาอื่น ๆ ที่คุณกำลังรับอยู่ ควรแจ้งประวัติการใช้ยา (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อเองได้ และสมุนไพรต่าง ๆ) ให้หมอรับทราบเสมอ สำหรับการใช้ยาในเด็กนั้น ปริมาณของยานั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดของร่างกายด้วย

หากคุณใช้ยาที่บ้าน ควรศึกษาวิธีการเตรียมการและการใช้งานจากผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ ก่อนการใช้ยาอย่าลืมตรวจสอบดูว่า มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือไม่ เช่น การตกตะกอน หรือมีการเปลี่ยนสีหรือไม่ หากพบ อย่าใช้ยานั้นเป็นอันขาด ควรเรียนรู้วิธีที่จะเก็บรักษาและทิ้งยาที่ไม่ใช้แล้วอย่างปลอดภัย

การเกิดการแพ้จากการฉีดยาอาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างที่กำลังรับการรักษา ควรแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดอาการ เช่น เป็นไข้ หนาวสั่น หอบ ผิวหนังเป็นสีแดง หรือมีอาการมึนหัว

ควรใช้ยาประจำอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งครบตามกำหนด แม้อาการของโรคจะหายไปหลังจากเริ่มการรักษาไม่กี่วัน เนื่องจากการหยุดใช้ยาก่อนกำหนดอาจทำให้กลับมาติดเชื้ออีกครั้งได้

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากอาการของคุณไม่ดีขึ้น หรือมีอาการแย่ลง

วิธีเก็บรักษายาแคนซิดาส (แคสโปฟังกิน)

เก็บรักษาผงยาแคนซิดาสไว้ในตู้เย็น ห้ามใส่ในช่องแช่แข็ง ควรนำยาออกมาไว้ที่อุณหภูมิห้องก่อนการใช้งาน

หลังจากที่ผสมตัวยาแคนซิดาสสารเจือจางในถุงน้ำเกลือหรือขวด คุณอาจจะเก็บรักษาส่วนผสมนี้ได้นานสุดถึง 24 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง หรือมากสุด 48 ชั่วโมงในตู้เย็น ยาแคนซิดาสบางยี่ห้ออาจจะต้องการการเก็บรักษาที่แตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาเพื่อวิธีการเก็บรักษายาที่ถูกต้อง หรือสอบถามเภสัชกร เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือของเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาแคสซิดาสลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อสินค้าหมดอายุหรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

สิ่งที่ควรรู้ก่อนใช้ยาแคนซิดาส (แคสโปฟังกิน)

ก่อนใช้ยาแคนซิดาส (แคสโปฟังกิน) โปรดแจ้งกับแพทย์หรือเภสัชกร หากคุณมีอาการแพ้ยานี้ หรือแพ้ยาต้านเชื้อราในกลุ่ม แอคไคโนแคนดิน อื่น ๆ เช่น แอนิดูลาฟังกิน (anidulafungin) หรือ ไมคาฟังกิน (micafungin ) หรือมีอาการแพ้อื่น ๆ เนื่องจากยานี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์ในการรักษาบางอย่างที่ทำให้เกิดการแพ้หรือปัญหาอื่น ๆ ควรปรึกษากับเภสัชกรก่อนเสมอ

ก่อนการใช้ยาอย่าลืมแจ้งประวัติการรักษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง โดยเฉพาะหากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับโรคตับ

ก่อนการผ่าตัดควรแจ้งแพทย์หรือทันตแพทย์ ให้ทราบถึงประวัติการใช้ยา (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อเองได้ และสมุนไพรต่าง ๆ)

ในช่วงของการตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น และควรปรึกษากับแพทย์หรือความเสี่ยงและผลดีในการใช้งาน

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยานี้สามารถติดต่อผ่านทางน้ำนมแม่ได้หรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือการให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยาแคนซิดาส ขณะที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร จึงควรปรึกษากับหมอเพื่อหาความเสี่ยงของการใช้ยา

ยาแคนซิดาสจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อหญิงตั้งครรภ์ประเภท C โดยองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA)

ประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อหญิงตั้งครรภ์จัดลำดับโดยองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ มีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = ค่อนข้างมีความเสี่ยง
  • X = ยาต้องห้าม
  • N = ไม่มีข้อมูล

ผลข้างเคียง

ยาแคนซิดาส (แคสโปฟังกิน) มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง

อาจมีอาการบวม รอยแดง และระคายเคืองที่บริเวณที่ฉีดยา หรือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง หรือปวดหัว หากมีอาการแย่ลง ควรแจ้งหมอให้หรือเภสัชกรทราบในทันที

การที่หมอให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าผลเสียที่อาจเกิดขึ้น และคนส่วนมากที่ใช้ยาชนิดนี้ไม่มีอาการผลข้างเคียงที่ร้ายแรง

แจ้งแพทย์ให้ทราบในทันที หากคุณเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง ประกอบด้วย อาการของโรคตับ (เช่น คลื่นไส้ อาเจียนไม่หยุด ไม่อยากอาหาร ปัสสาวะสีเข้ม ปวดท้องท้อง ผิวหรือตาเป็นสีเหลือง) มีอาการบวมที่ข้อเท้า เท้าและมือ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เป็นตะคริว

โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะไม่มีการแพ้ยาตัวนี้แบบรุนแรง แต่ถ้าพบอาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น เกิดผื่น มีอาการคันหรือบวมที่บริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ มึนหัวอย่างรุนแรง หายใจติดขัด ควรไปปรึกษาแพทย์ทันที

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจมีผลข้างเคียงอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น หากคุณมีข้อกังวลใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

การเกิดปฏิกิริยา

ยาที่อาจทำปฏิกิริยากับยาแคนซิดาส (แคสโปฟังกิน)

ยาแคนซิดาส (แคสโปฟังกิน) อาจเกิดอันตรกิริยากับยาชนิดอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่าคุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยา โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาแคนซิดาส (แคสโปฟังกิน) อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ภาวะโรคที่อาจส่งผลกับยาคานซิดาส (แคสโปฟังกิน)

ยาแคนซิดาส (แคสโปฟังกิน) อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะสุขภาพของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งก่อนการใช้งานยาแคนซิดาส (แคสโปฟังกิน)

ขนาดยาแคนซิดาส (แคสโปฟังกิน)สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาโรคแอสเปอร์จิลโลซีส อินเวสีฟ (Aspergillosis – Invasive)

สำหรับคนไข้ที่ที่มีอาการดื้อยาหรือแพ้ยาชนิดอื่น

ขนาดยาเริ่มต้น : ให้ยาทางเลือด (IV) 70 มก.ในวันแรก

ขนาดยาปกติ: ให้ยาทางเลือด (IV) 50 มก. วันละครั้ง

ระยะเวลาในการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคประจำตัวของคนไข้ การกดภูมิคุ้มกัน และการตอบสนองต่อการรักษา

ขนาดสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาอาการติดเชื้อราแคนดิดาในกระแสเลือด (Candidemia)

อาการติดเชื้อราแคนดิดาในกระแสเลือดและอาการติดเชื้อแคนดิดาดังต่อไปนี้ การเกิดหนองในช่องท้อง (intra-abdominal abscesses) เยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มปอด (pleural space infections)

ขนาดยาเริ่มต้น : ให้ทางเส้นเลือด (IV) 70 มก. ในวันแรก

ขนาดยาปกติ: ให้ทางเส้นเลือด (IV) 50 มก. วันละครั้ง

ระยะเวลาในการรักษาขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย และการตอบสนองทางจุลชีววิทยา ตามปกติแล้วการต้านเชื้อราควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 14 วัน หลังจากการเพาะเชื้อที่ผลออกมาเป็นบวก สำหรับคนไข้ที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ อาจต้องรับการรักษาที่ยาวนานกว่านั้น จนกว่าจะหายจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ

ขนาดสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาอาการติดเชื้อราในหลอดอาหาร (Esophageal Candidiasis)

ให้ทางเส้นเลือด (IV) 50 มก. วันละครั้ง เป็นเวลา 7 ถึง 14 วันหลังจากมีอาการ

ยังไม่มีการวิจัยที่น่าเชื่อถือเรื่องการใช้ยานี้ในขนาด 70 มก. และเนื่องจากผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการติดเชื้อราแคนดิดาที่บริเวณคอหอยมีความเสี่ยงที่อาการอาจจะทรุดตัวลงได้ จึงควรลองพิจารณาวิธีการรักษาด้วยการกดการทำงานของช่องปาก

ขนาดสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาภาวะไข้จากระดับเม็ดเลือดขาวต่ำ (Febrile Neutropenia)

การใช้ยาต้านจุลชีพครอบคลุมเชื้อแบบกว้างๆ (Empirical therapy)

ขนาดยาเริ่มต้น: ให้ทางเส้นเลือด (IV) 70 มก.ในวันแรก

ขนาดยาปกติ: ให้ทางเส้นเลือด (IV) 50 มก. วันละครั้ง

ระยะเวลาในการรักษาขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย ใช้ยาต้านจุลชีพต่อเนื่องจนกระทั่งหายจากภาวะไข้จากระดับเม็ดเลือดขาวต่ำ ผู้ป่วยที่พบว่ามีการติดเชื้อรา ควรได้รับการรักษาอย่างน้อย 14 วัน การรักษาควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 7 วัน หลังจากที่อาการไข้จากระดับเม็ดเลือดต่ำและอาการของโรคอื่นๆ หายดีแล้ว ถ้าหากใช้ยาตามปกติในปริมาณ 50 มก. ต่อวันแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น ให้เพิ่มปริมาณขนาดยาเป็น 70 มก. ต่อวัน

การปรับขนาดยาเนื่องจากโรคไต

ไม่ควรปรับเปลี่ยนขนาดยา

การปรับขนาดยาเนื่องจากโรคตับ

ผู้ใหญ่:

ผู้ที่มีอาการตับวายในระดับต่ำ (ระดับ Child-Pugh 5 ถึง 6): ไม่ควรปรับเปลี่ยนปริมาณยา

ผู้ที่มีอาการตับวายในระดับต่ำ (ระดับ Child-Pugh 7 ถึง 9):

ขนาดยาเริ่มต้น (เมื่อได้รับคำแนะนำ): ให้ทางเส้นเลือด (IV) 70 มก. ในวันแรก

ขนาดยาปกติ: ให้ทางเส้นเลือด (IV) 35 มก. วันละครั้ง

การปรับขนาดยา

ผู้ใหญ่:

ผู้ที่ใช้ยาไรแฟมพิปิน (rifampin): ควรใช้ยาแคสโปฟังกิน 70 มก. วันละครั้ง

ผู้ที่ใช้ยาเนวิราปีน (nevirapine) ยาเอฟฟาไวเร็นซ์ (efavirenz) ยาคาร์บามาซีปีน (carbamazepine) ยาเดกซาเมทาโซน (dexamethasone) หรือยาเฟนิโทอิน (phenytoin) อาจต้องเพิ่มขนาดยาแคสโปฟังกินเป็น 70 มก. วันละครั้ง

การฟอกเลือด

ยาแคสโปฟังกินไม่สามารถขจัดออกได้ด้วยวิธีการฟอกไต ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้เพิ่มขนาดยา

คำแนะนำอื่น ๆ

ควรฉีดยาแคสโปฟังกินด้วยสายน้ำเกลือแบบช้า อย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมง

ขนาดยาแคนซิดาส (แคสโปฟังกิน) สำหรับเด็ก

ขนาดสำหรับเด็กเพื่อใช้รักษาอาการติดเชื้อราแคนดิดาในกระแสเลือด (Candidemia)

อาการติดเชื้อราแคนดิดาในกระแสเลือดและอาการติดเชื้อแคนดิดาอย่างเช่น การเกิดหนองในช่องท้อง (intra-abdominal abscesses) เยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มปอด (pleural space infections)

อายุ 3 เดือน หรือมากกว่า:

ขนาดยาเริ่มต้น: ให้ทางเส้นเลือด (IV) 70 มก./ตารางเมตร ในวันแรก

ขนาดยาปกติ: ให้ทางเส้นเลือด (IV) 50 มก./ตารางเมตร วันละครั้ง

ขนาดยาเริ่มต้นและปกติไม่ควรเกิน 70 มก. โดยไม่คำนึงถึงขนาดยาของคนไข้ที่คำนวณแล้ว หากการให้ยาทางเส้นเลือด (IV) 50 มก./ตารางเมตร วันละครั้งไม่ทำให้อาการดีขึ้น สามารถเพิ่มขนาดยาเป็น 70 มก./ตารางเมตร วันละครั้ง (ห้ามเพิ่มมากไปกว่า 70 มก.)

ระยะเวลาในการรักษาขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย และการตอบสนองของจุลชีพ ตามปกติแล้วการต้านเชื้อราควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 14 วัน หลังจากการพบการเพาะเชื้อที่เป็นบวก สำหรับคนไข้ที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ อาจต้องรับการรักษาที่ยาวนานกว่านั้น จนกว่าจะหายจากภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ

ขนาดสำหรับเด็กเพื่อใช้รักษาโรคแอสเปอร์จิลโลซีส อินเวสีฟ (Aspergillosis – Invasive)

สำหรับคนไข้ที่มีอาการดื้อยาหรือแพ้ยาตัวอื่น

อายุ 3 เดือน หรือมากกว่า:

ขนาดยาเริ่มต้น: ให้ยาทางเส้นเลือด (IV) 70 มก./ตารางเมตร ในวันแรก

ขนาดยาปกติ: ให้ยาทางเส้นเลือด (IV) 50 มก./ตารางเมตร วันละครั้ง

ขนาดยาเริ่มต้นและปกติไม่ควรเกิน 70 มก. โดยไม่คำนึงถึงขนาดยาของคนไข้ที่คำนวณแล้ว หากการใช้ยาในขนาด 50 มก./ตารางเมตร วันละครั้ง นั้นไม่ทำให้อาการดีขึ้น สามารถเพิ่มขนาดยาเป็น 70 มก./ตารางเมตร วันละครั้ง (ห้ามเพิ่มมากไปกว่า 70 มก.)

ระยะเวลาในการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคประจำตัวของคนไข้ การกดภูมิคุ้มกัน และการตอบสนองต่อการรักษา

ขนาดสำหรับเด็กเพื่อใช้รักษาอาการติดเชื้อราในหลอดอาหาร (Esophageal Candidiasis)

อายุ 3 เดือน หรือมากกว่า:

ขนาดยาเริ่มต้น: ให้ยาทางเส้นเลือด (IV) 70 มก./ตารางเมตร ในวันแรก

ขนาดยาปกติ: ให้ยาทางเส้นเลือด (IV) 50 มก./ตารางเมตร วันละครั้ง เป็นเวลา 7 ถึง 14 วันหลังจากอาการดีขึ้น

ขนาดยาเริ่มต้นและปกติไม่ควรเกิน 70 มก. โดยไม่คำนึงถึงขนาดยาของคนไข้ที่คำนวณแล้ว หากการใช้ยาในขนาด 50 มก./ตารางเมตร วันละครั้ง นั้นไม่ทำให้อาการดีขึ้น สามารถเพิ่มขนาดยาเป็น 70 มก./ตารางเมตร วันละครั้ง (ห้ามเพิ่มมากไปกว่า 70 มก.)

เนื่องจากผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการติดเชื้อราแคนดิดาที่บริเวณคอหอยมีความเสี่ยงที่อาการอาจจะทรุดตัวลงได้ จึงควรลองพิจารณาวิธีการรักษาด้วยการกดการทำงานของช่องปาก

ขนาดสำหรับเด็กเพื่อใช้รักษาภาวะไข้จากระดับเม็ดเลือดขาวต่ำ (Febrile Neutropenia)

การใช้ยาต้านจุลชีพครอบคลุมเชื้อแบบกว้างๆ (Empirical therapy):

อายุ 3 เดือน หรือมากกว่า:

ขนาดยาเริ่มต้น: ให้ยาทางเส้นเลือด (IV)70 มก./ตารางเมตร ในวันแรก

ขนาดยาปกติ: ให้ยาทางเส้นเลือด (IV) 50 มก./ตารางเมตร วันละครั้ง

ขนาดยาเริ่มต้นและปกติไม่ควรเกิน 70 มก. โดยไม่คำนึงถึงขนาดยาของคนไข้ที่คำนวณแล้ว หากการใช้ยาในขนาด50 มก./ตารางเมตร วันละครั้ง นั้นไม่ทำให้อาการดีขึ้น สามารถเพิ่มขนาดยาเป็น 70 มก./ตารางเมตร วันละครั้ง (ห้ามเพิ่มมากไปกว่า 70 มก.)

ระยะเวลาในการรักษาขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย ใช้ยาต้านจุลชีพต่อเนื่องจนกระทั่งหายจากภาวะไข้จากระดับเม็ดเลือดขาวต่ำ ผู้ป่วยที่พบว่ามีการติดเชื้อราควรได้รับการรักษาอย่างน้อย 14 วัน การรักษาควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 7 วัน หลังจากที่อาการไข้จากระดับเม็ดเลือดต่ำและอาการของโรคอื่นๆ หายดีแล้ว ถ้าหากใช้ยาตามปกติในปริมาณ 50 มก. ต่อวันแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น ให้เพิ่มปริมาณขนาดยาเป็น 70 มก. ต่อวัน

การปรับขนาดยา

สำหรับเด็ก

ผู้ที่ใช้ยาร่วมกับตัวเหนี่ยวนำการกำจัดยาออกจากร่างกาย เช่น ยาไรแฟมพิปิน (rifampin) ยาเอฟฟาไวเร็นซ์ (efaviren) ยาเนวิราปีน (nevirapine) ยาเฟนิโทอิน (phenytoin) ยาเดกซาเมทาโซน (dexamethasone) หรือยาคาร์บามาซีปีน (carbamazepine): ใช้ยาแคสโปฟังกิน 70 มก./ตารางเมตร วันละครั้ง (ห้ามเกินกว่า 70 มก.)

ข้อควรระวัง

ยังไม่มียาที่ปลอดภัยและได้ผลสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 เดือน

รูปแบบยาคานซิดาส (แคสโปฟังกิน)

ยาคานซิดาส (แคสโปฟังกิน) มีขนาดและรูปแบบยาดังนี้

  • ผงยาสำหรับใช้ละลายฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยา ควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"

Recommended for you

ไซโคลพิรอกซ์ (Ciclopirox)

ไซโคลพิรอกซ์ (Ciclopirox)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on มิถุนายน 20, 2019