โอฟลอกซาซิน (Ofloxacin)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 17 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้ โอฟลอกซาซิน

โอฟลอกซาซิน ใช้สำหรับ

โอฟลอกซาซิน (Ofloxacin) เป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ โอฟลอกซาซิน อยู่ในกลุ่มของยาปฏิชีวนะควิโนโลน (quinolone) ยานี้ทำงานโดยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย

ยาปฏิชีวนะนี้ใช้เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่ได้ผลกับการติดเชื้อไวรัส (เช่น โรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่) การใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อไม่จำเป็นอาจทำให้ยาไม่ได้ผลกับการติดเชื้อในภายหน้า

วิธีการใช้ยาโอฟลอกซาซิน

  • รับประทานพร้อมกับหรือปราศจากอาหารตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือวันละสองครั้ง (ทุกๆ 12 ชั่วโมง) ขนาดยาและระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา
  • ดื่มน้ำให้มากขณะที่กำลังใช้ยานี้เว้นเสียแต่แพทย์จะสั่งให้คุณทำแบบอื่น
  • รับประทานยานี้อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อน หรือ 2 ชั่วโมงหลังจากใช้ยาอื่นที่อาจจะมาจับกับยานี้แล้วลดประสิทธิภาพของยาได้ โปรดสอบถามเภสัชกรเกี่ยวกับยาอื่นที่คุณกำลังใช้ เช่น ยาควินาพริล (quinapril) ยาซูคราลเฟต (sucralfate) วิตามิน/แร่ธาตุ (รวมถึงอาหารเสริมธาตุเหล็กและสังกะสี) และผลิตภัณฑ์ที่มีแมกนีเซียม อะลูมิเนียม หรือแคลเซียม เช่น ยาลดกรด สารละลายไดดาโนซีน (didanosine solution) อาหารเสริมแคลเซียม
  • เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดควรใช้ยานี้โดยเว้นระยะเวลาให้เท่ากัน เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน
  • ใช้ยานี้อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะครบกำหนด แม้ว่าอาการจะหายไปภายในไม่กี่วัน การหยุดใช้ยาเร็วเกินไปอาจทำให้กลับมาติดเชื้ออีกครั้ง
  • โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการของคุณไม่หายไปหรือแย่ลง

การเก็บรักษายาโอฟลอกซาซิน

ยา โอฟลอกซาซิน ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาโอฟลอกซาซินบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาโอฟลอกซาซิน ลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูก สอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาโอฟลอกซาซิน

  • ก่อนใช้ โอฟลอกซาซิน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือแพ้ต่อยาปฏิชีวนะควิโนโลนอื่นๆ เช่น ยาไซโปรฟลอกซาซิน (ciprofloxacin) ยาเลโวฟลอกซาซิน (levofloxacin) หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
  • ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคชัก สภาวะที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการชัก (เช่น อาการบาดเจ็บที่สมองหรือศีรษะ เนื้องอกในสมอง) ปัญหาเกี่ยวกับประสาท เช่น โรคปลายประสาทอักเสบ (peripheral neuropathy) โรคไต โรคตับ ความผิดปกติทางจิตใจหรืออารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า (depression) โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี (myasthenia gravis) ปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อหรือเส้นเอ็น เช่น โรคเอ็นอักเสบ (tendonitis) โรคเบอร์ไซติส (bursitis)
  • ยาโอฟลอกซาซินอาจทำให้เกิดสภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจ อย่างระยะคิวทียาวในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (QT prolongation in the EKG) ในนานๆครั้งอาการระยะคิวทียาวนี้อาจทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติที่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) และอาการอื่นๆ (เช่น วิงเวียนอย่างรุนแรงหรือหมดสติ) และจำเป็นต้องรับการรักษาในทันที
  • ความเสี่ยงในการเกิดระยะคิวทียาวนั้นอาจเพิ่มขึ้น หากคุณมีสภาวะหรือใช้ยาที่อาจทำให้เกิดอาการนี้ได้ ก่อนใช้ยาโซทาลอล แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ และหากคุณมีสภาวะดังต่อไปนี้ ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจบางอย่าง เช่น หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นช้า ระยะคิวทียาวในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (QT prolongation in the EKG) คนในครอบครัวเคยมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจบางอย่าง เช่น ระยะคิวทียาวในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือหัวใจตายฉับพลัน (sudden cardiac death)
  • ระดับของโพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมในเลือดต่ำยังอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดระยะคิวทียาวได้อีกด้วย ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นหากคุณกำลังใช้ยาบางอย่าง (เช่นยาขับปัสสาวะ/ยาขับน้ำ) หรือหากคุณมีสภาวะ เช่น เหงื่อออกมาก ท้องร่วง หรืออาเจียน ปรึกษากับแพทย์ถึงวิธีการใช้ยานี้อย่างปลอดภัย
  • ในนานๆ ครั้งยานี้อาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหากคุณเป็นโรคเบาหวาน ควรตรวจน้ำตาลในเลือดเป็นประจำและแจ้งผลให้แพทย์ทราบ ควรเฝ้าระวังอาการระดับน้ำตาลในเลือดสูง เช่น กระหายน้ำหรือปัสสาวะเพิ่มขึ้น และควรเฝ้าระวังอาการระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น เหงื่อออก สั่นเทา หัวใจเต้นเร็ว หิว มองเห็นไม่ชัด วิงเวียน หรือเป็นเหน็บที่มือหรือเท้า คุณควรพกน้ำตาลกลูโคสในรูปแบบเม็ดหรือเจลติดตัวไว้เพื่อรักษาอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ หากคุณไม่มีแหล่งน้ำตาลกลูโคสที่น่าเชื่อถือสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็วได้ด้วยการรับประทานแหล่งของน้ำตาล เช่น น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง หรือลูกอม หรือดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมแบบปกติ
  • โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีเกี่ยวกับปฏิกิริยาและการใช้ยานี้ เพื่อช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและอย่างดอาหาร
  • แพทย์อาจจะให้คุณเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะอื่นหรือปรับยาสำหรับโรคเบาหวานของคุณหากเกิดอาการเหล่านี้ขึ้น
  • ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัวจนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย และจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ยาโอฟลอกซาซินอาจทำให้วันซีคแบคทีเรียเชื้อเป็น (เช่น วัคซีนไทรอยด์) ทำงานได้ไม่ดี อย่าสร้างภูมิคุ้มกันหรือรับวัคซีน เว้นเสียแต่ว่าแพทย์จะสั่งให้ทำเช่นนั้น
  • ยานี้อาจทำให้คุณมีปฏิกิริยาไวต่อแสงอาทิตย์ได้ ควรจำกัดเวลาในการอยู่ใต้แดด หลีกเลี่ยงบูธอาบแดดและโคมไฟแสงอาทิตย์ ควรทาครีมกันแดดและสวมเสื้อผ้าป้องกันเมื่ออยู่นอกบ้าน แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณเกิดอาการแดดเผาหรือมีแผลพุพองหรือรอยแดงที่ผิวหนัง
  • ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ)
  • เด็กอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อหรือเส้นเอ็น
  • ผู้สูงอายุอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า เช่น ปัญหาเกี่ยวกับเส้นเอ็น โดยเฉพาะหากกำลังใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) เช่น ยาเพรดนิโซน (prednisone) หรือยาไฮโดรคอร์ติโซน (hydrocortisone) และภาวะระยะคิวทียาว (อ่านเพิ่มเติมด้านบน)
  • ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาความเสี่ยงและประโยชน์กับแพทย์
  • ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถส่งผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ยาโอฟลอกซาซิน จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาโอฟลอกซาซิน

  • อาจเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน คลื่นไส้ ท้องร่วง ปวดหัว วิงเวียน หน้ามืด หรือนอนไม่หลับ หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที
  • โปรดจำไว้ว่าการที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ
  • แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย มีสัญญาณของการติดเชื้อชนิดใหม่ (เช่น เป็นไข้ครั้งใหม่หรือบ่อยครั้ง เจ็บคอบ่อย) สัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับไต (เช่น ปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง) สัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับตับ (เช่น เหนื่อยล้าผิดปกติ ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียนบ่อย ดวงตาหรือผิวหนังเป็นสีเหลือง ปัสสาวะสีคล้ำ)
  • รับการรักษาในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงมากดังต่อไปนี้ การได้ยินเปลี่ยนแปลง ไม่มั่นคง วิงเวียนอย่างรุนแรง หมดสติ หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ
  • ในนานๆ ครั้งยานี้อาจทำให้เกิดสภาวะลำไส้ที่รุนแรง เช่น อาการท้องร่วงที่เกี่ยวข้องกับคลอสทริเดียม ดิฟิซายล์ (Clostridium difficile-associated diarrhea) เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียดื้อยาบางอย่าง สภาวะนี้สามารถเกิดได้ระหว่างการรักษาหรือเป็นสัปดาห์จนถึงเดือนหลังจากหยุดการรักษา โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ท้องร่วงบ่อยครั้ง ปวดท้อง มีเลือดหรือเสมหะในอุจจาระ
  • อย่าใช้ยาแก้ท้องเสียหรือยาแก้ปวดแบบเสพติด (narcotic pain medications) หากเกิดอาการดังกล่าวเนื่องจากอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น
  • การใช้ยานี้เป็นเวลานานหรือใช้เป็นรอบซ้ำๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อราในช่องปากหรือการติดเชื้อยีสต์ ติดต่อแพทย์หากคุณสังเกตเห็นรอยสีขาวภายในปาก มีความเปลี่ยนแปลงของสารคัดหลั่งจากช่องคลอด หรือมีอาการใหม่อื่นๆ
  • การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด
  • อาการเหล่านี้ไม่ใช่ผลข้างเคียงทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น หากคุณสังเกตเห็นอาการอื่นๆ นอกเหนือจากด้านบนโปรดติดต่อแพทย์หรือเภสัชกร
  • ไม่ใช่ทุกคนจะพบกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

  • ยาที่อาจจะมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ยาเจือจางเลือด เช่น ยาอะซีโนคูมารอล (acenocoumarol) ยาวาฟาริน (warfarin) ยาสตรอนเทียม (strontium)
  • ยาจำนวนมากนอกเหนือจากยาโอฟลอกซาซินที่สามารถส่งผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจได้ (ภาวะระยะคิวทียาว) ทั้งโดฟีทิไลด์ (dofetilide) ยาโพรคาอินาไมด์ (procainamide) ยาอะมิดาโรน (amiodarone) ยาควินิดีน (quinidine) ยาโซทาลอล (sotalol) และอื่นๆ
  • แม้ว่ายาปฏิชีวนะส่วนใหญ่มักจะไม่ส่งผลกระทบต่อการคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมน เช่น ยาคุม แผ่นคุมกำเนิด หรือห่วงคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะจำนวนหนึ่ง เช่น ยาไรแฟมพิน (rifampin) หรือยาไรฟาบูติน (rifabutin) อาจลดประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดได้และส่งผลให้เกิดการตั้งครรภ์ หากคุณกำลังคุมกำเนิดด้วยการใช้ฮอร์โมน โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
  • ยาโอฟลอกซาซินนั้นคล้ายกับยาเลโวฟลอกซาซิน (levofloxacin) อย่างมาก อย่าใช้ยาที่มีส่วนผสมของยาเลโวฟลอกซาซินขณะที่กำลังใช้ยานี้
  • ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อผลการตรวจในห้องแล็บบางชนิด เช่น การตรวจคัดกรองสารโอปิเอต (opiates) ภายในปัสสาวะ และอาจทำให้ผลตรวจเป็นเท็จได้ โปรดแจ้งบุคลากรในห้องแล็บและแพทย์ของคุณทุกคนให้ทราบว่าคุณกำลังใช้ยานี้

ยาโอฟลอกซาซินอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาโอฟลอกซาซิน อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาโอฟลอกซาซิน อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาโอฟลอกซาซินสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคหลอดลมอักเสบ (Bronchitis)

  • 400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 วัน

คำแนะนำ

  • เนื่องจากยาฟลูออโรควิโนโลน (fluoroquinolones) รวมถึงยานี้นั้นมีความเกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงที่รุนแรงและผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังที่มีอาการกำเริบเฉียบพลันจะเป็นข้อจำกัดของตัวเองในผู้ป่วยบางราย ยานี้ควรเก็บไว้ใช้รักษาผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังที่มีอาการกำเริบเฉียบพลันที่ไม่มีทางเลือกในการรักษาอื่น
  • การใช้งาน เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังที่มีอาการกำเริบเฉียบพลันเนื่องจากเชื้อฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนซา (Haemophilus influenzae) หรือเชื้อเสตร็ปโทโคคัส นิวโมเนีย (Streptococcus pneumoniae)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคปอดบวม (Pneumonia)

  • 400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 วัน
  • เพื่อรักษาโรคปอดบวมในชุมชนเนื่องจากเชื้อฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนซาหรือเชื้อเสตร็ปโทโคคัส นิวโมเนีย เพื่อรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังและโครงสร้างผิวหนังเนื่องจากเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียสที่มีปฏิกิริยาไวต่อยาเมทิซิลลิน (methicillin-susceptible Staphylococcus aureus) เชื้อเสตร็ปโทโคคัส ไพออจินี (S pyogenes) หรือเชื้อโพเทียส มิราบิลิส (Proteus mirabilis)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังและโครงสร้างผิว

  • 400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 วัน
  • เพื่อรักษาโรคปอดบวมในชุมชนเนื่องจากเชื้อฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนซาหรือเชื้อเสตร็ปโทโคคัส นิวโมเนีย เพื่อรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังและโครงสร้างผิวหนังเนื่องจากเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียสที่มีปฏิกิริยาไวต่อยาเมทิซิลลิน เชื้อเสตร็ปโทโคคัส ไพออจินี หรือเชื้อโพเทียส มิราบิลิส

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคหนองในแท้ (Gonococcal Infection) – ไม่ซับซ้อน

  • 400 มก. รับประทานหนึ่งครั้ง
  • การใช้งาน เพื่อรักษาโรคหนองในแท้ที่บริเวณท่อปัสสาวะและปากมดลูกเฉียบพลันแบบไม่ซับซ้อนเนื่องจากเชื้อเนอิสซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria gonorrhoeae)

คำแนะนำจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งอเมริกา (US CDC recommendations)

  • เนื่องจากอัตราในการดื้อยาสูงจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาฟลูออโรควิโนโลนในการรักษาโรคหนองในแท้ในอเมริกา แนะนำวิธีการรักษาด้วยยาเซฟไตรอะโซน (ceftriaxone) และยาอะซิโธรไมซิน (azithromycin) เพื่อรักษาโรคหนองในแท้ในอเมริกา
  • ควรเฝ้าสังเกตรูปแบบความไวต่อยาปฏิชีวนะ (Antimicrobial susceptibility)
  • คู่นอนของผู้ป่วยก็ควรทำการตรวจ/รักษาด้วยเช่นกัน
  • ควรศึกษาแนวทางในปัจจุบันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคหนองในเทียม (Nongonococcal Urethritis)

  • 300 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 7 วัน
  • การใช้งาน เพื่อรักษาโรคหนองในเทียมเนื่องจากเชื้อคลามายเดียแทรโคมาทิส (Chlamydia trachomatis) เพื่อรักษาการติดเชื้อผสมทั้งปาดมดลูกและท่อปัสสาวะเนื่องจากเชื้อคลามายเดียแทรโคมาทิสและเชื้อเนอิสซีเรีย โกโนเรีย

คำแนะนำจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งอเมริกา 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง เป็นเวลา 7 วัน

คำแนะนำ

  • เป็นอีกทางเลือกที่แนะนำสำหรับการรักษาโรคหนองในเทียมและการติดเชื้อคลามายเดีย
  • เนื่องจากอัตราในการดื้อยาสูงจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาฟลูออโรควิโนโลนในการรักษาโรคหนองในแท้ในอเมริกา แนะนำวิธีการรักษาด้วยยาเซฟไตรอะโซน และยาอะซิโธรไมซิน เพื่อรักษาโรคหนองในแท้ในอเมริกา
  • ควรเฝ้าสังเกตรูปแบบความไวต่อยาปฏิชีวนะ
  • คู่นอนของผู้ป่วยก็ควรทำการตรวจ/รักษาด้วยเช่นกัน
  • ควรศึกษาแนวทางในปัจจุบันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อคลามายเดีย (Chlamydia Infection)

  • 300 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 7 วัน
  • การใช้งาน เพื่อรักษาโรคหนองในเทียมเนื่องจากเชื้อคลามายเดียแทรโคมาทิสเพื่อรักษาการติดเชื้อผสมทั้งปาดมดลูกและท่อปัสสาวะเนื่องจากเชื้อคลามายเดียแทรโคมาทิสและเชื้อเนอิสซีเรีย โกโนเรีย

คำแนะนำจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งอเมริกา 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง เป็นเวลา 7 วัน

คำแนะนำ

  • เป็นอีกทางเลือกที่แนะนำสำหรับการรักษาโรคหนองในเทียมและการติดเชื้อคลามายเดีย
  • เนื่องจากอัตราในการดื้อยาสูงจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาฟลูออโรควิโนโลนในการรักษาโรคหนองในแท้ในอเมริกา แนะนำวิธีการรักษาด้วยยาเซฟไตรอะโซน และยาอะซิโธรไมซิน เพื่อรักษาโรคหนองในแท้ในอเมริกา
  • ควรเฝ้าสังเกตรูปแบบความไวต่อยาปฏิชีวนะ
  • คู่นอนของผู้ป่วยก็ควรทำการตรวจ/รักษาด้วยเช่นกัน
  • ควรศึกษาแนวทางในปัจจุบันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคปากมดลูกอักเสบ (Cervicitis)

  • 300 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 7 วัน
  • การใช้งาน เพื่อรักษาโรคหนองในเทียมเนื่องจากเชื้อคลามายเดียแทรโคมาทิสเพื่อรักษาการติดเชื้อผสมทั้งปาดมดลูกและท่อปัสสาวะเนื่องจากเชื้อคลามายเดียแทรโคมาทิสและเชื้อเนอิสซีเรีย โกโนเรีย

คำแนะนำจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งอเมริกา 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง เป็นเวลา 7 วัน

คำแนะนำ

  • เป็นอีกทางเลือกที่แนะนำสำหรับการรักษาโรคหนองในเทียมและการติดเชื้อคลามายเดีย
  • เนื่องจากอัตราในการดื้อยาสูงจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาฟลูออโรควิโนโลนในการรักษาโรคหนองในแท้ในอเมริกา แนะนำวิธีการรักษาด้วยยาเซฟไตรอะโซน และยาอะซิโธรไมซิน เพื่อรักษาโรคหนองในแท้ในอเมริกา
  • ควรเฝ้าสังเกตรูปแบบความไวต่อยาปฏิชีวนะ
  • คู่นอนของผู้ป่วยก็ควรทำการตรวจ/รักษาด้วยเช่นกัน
  • ควรศึกษาแนวทางในปัจจุบันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease)

  • 400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 ถึง 14 วัน

คำแนะนำ

  • หากคาดว่าจะติดเชื้อก่อโรครวมถึงจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศ (anaerobic microorganisms) ควรใช้วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศ
  • การใช้งาน เพื่อรักษาโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (รวมถึงการติดเชื้อที่รุนแรง) เนื่องจากเชื้อคลามายเดียแทรโคมาทิส และ/หรือเชื้อเนอิสซีเรีย โกโนเรีย

คำแนะนำจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งอเมริกา 400 มก. รับประทานวันละสองครั้งเป็นเวลา 14 วัน

คำแนะนำ

  • เป็นอีกทางเลือกแนะนำสำหรับการรักษาโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบระดับเบาจนถึงรุนแรงปานกลาง
  • เนื่องจากอัตราในการดื้อยาสูงจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาฟลูออโรควิโนโลนในการรักษาการติดเชื้อโกโนเรียในอเมริกา ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้สูตรยาที่มียาควิโรโลนสำหรับการรักษาโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ
  • หากไม่สามารถรักาาด้วยการใช้ยาต้านจุลชีพกลุ่มเซฟาโลสปอริน (parenteral cephalosporin therapy) สามารถพิจารณาการใช้ยานี้ ร่วมกับยาเมโทรนิดาโซล (metronidazole) หากความชุกของโรคในชุมชนและปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อโกโนเรียส่วนบุคคลนั้นต่ำ
  • ก่อนการรักษา ควรตรวจหาเชื้อโกโนเรีย หากผลการตรวจพบเชื้อเนอิสซีเรีย โกโนเรียที่ดื้อต่อยาควิโนโลนและไม่สามารถรักษาด้วยยาเซฟาโลสปอริน (cephalosporin) ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อ
  • คู่นอนของผู้ป่วยก็ควรทำการตรวจ/รักษาด้วยเช่นกัน
  • ควรศึกษาแนวทางในปัจจุบันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)

  • 200 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง

ระยะเวลาการรักษา

  • สำหรับการรักษาการติดเชื้อเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) หรือเชื้อเคล็บซีเอลลา นิวโมเนีย (Klebsiella pneumoniae) 3 วัน
  • สำหรับการติดเชื้ออื่นๆ 7 วัน

คำแนะนำ

  • เนื่องจากยาฟลูออโรควิโนโลน (รวมถึงยานี้) ที่มีความเกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงที่รุนแรงและโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ซับซ้อนนั้นเป็นข้อจำกัดของตัวเองในผู้ป่วยบางราย ยานี้ควรเก็บไว้ใช้รักษาผู้ป่วยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ซับซ้อนที่ไม่มีทางเลือกในการรักษาอื่น
  • การใช้งาน เพื่อรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ซับซ้อนเนื่องจากเชื้อไซโตรแบคเตอร์ ไดเวอซัส (Citrobacter diversus) เชื้อเอนเทอโรแบคเตอร์ แอโรจีเนส (Enterobacter aerogenes) เชื้ออีโคไล เชื้อเคล็บซีเอลลา นิวโมเนีย เชื้อโพเทียส มิราบิลิส หรือเชื้อซูโดโมนาส แอรูกิโนซา (Pseudomonas aeruginosa)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

  • 200 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 วัน
  • การใช้งาน เพื่อรักษาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่ซับซ้อนเนื่องจากเชื้ออีโคไล เชื้อเคล็บซีเอลลา นิวโมเนีย เชื้อโพเทียส มิราบิลิส เชื้อไซโตรแบคเตอร์ ไดเวอซัส หรือ เชื้อซูโดโมนาส แอรูกิโนซา

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)

  • 300 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 6 สัปดาห์
  • การใช้งาน เพื่อรักษาโรคต่อมลูกหมากอักเสบเนื่องจากเชื้ออีโคไล

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคอัณฑะอักเสบ (Epididymitis) – ไม่เฉพาะเจาะจง

คำแนะนำจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งอเมริกา 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง เป็นเวลา 10 วัน

คำแนะนำ

  • สูตรยาที่แนะนำสำหรับการรักษาโรคอัณฑะอักเสบเฉียบพลันที่มักจะเกิดจากเชื้อโรคในลำไส้
  • สูตรการใช้ยาร่วมกับยาเซฟไตรอะโซน (ceftriaxone) เป็นสูตรยาที่แนะนำสำหรับการรักษาโรคอัณฑะอักเสบเฉียบพลันที่มักจะเกิดจากเชื้อคลามายเดียและเชื้อในลำไส้ที่ถ่ายทอดทางเพศสัมพันธ์ (เพศชายที่ร่วมเพศทางทวารหนัก)
  • เนื่องจากอัตราในการดื้อยาสูงจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาฟลูออโรควิโนโลนในการรักษาการติดเชื้อโกโนเรีย ควรจะพิจารณาการใช้ยานี้ต่อเมื่อการจิดเชื้อนั้นน่าจะเกิดจากเชื้อในลำไส้และผลการตรวจออกมาแล้วว่าไม่ใช่ติดเชื้อโกโนเรีย
  • ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ (รวมถึงการติดเชื้อเอชไอวี)
  • คู่นอนของผู้ป่วยก็ควรทำการตรวจ/รักษาด้วยเช่นกัน
  • ควรศึกษาแนวทางในปัจจุบันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคอัณฑะอักเสบ – โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

คำแนะนำจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งอเมริกา 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง เป็นเวลา 10 วัน

คำแนะนำ

  • สูตรยาที่แนะนำสำหรับการรักษาโรคอัณฑะอักเสบเฉียบพลันที่มักจะเกิดจากเชื้อโรคในลำไส้
  • สูตรการใช้ยาร่วมกับยาเซฟไตรอะโซน (ceftriaxone) เป็นสูตรยาที่แนะนำสำหรับการรักษาโรคอัณฑะอักเสบเฉียบพลันที่มักจะเกิดจากเชื้อคลามายเดียและเชื้อในลำไส้ที่ถ่ายทอดทางเพศสัมพันธ์ (เพศชายที่ร่วมเพศทางทวารหนัก)
  • เนื่องจากอัตราในการดื้อยาสูงจึงไม่แนะนำให้ใช้ยาฟลูออโรควิโนโลนในการรักษาการติดเชื้อโกโนเรีย ควรจะพิจารณาการใช้ยานี้ต่อเมื่อการจิดเชื้อนั้นน่าจะเกิดจากเชื้อในลำไส้และผลการตรวจออกมาแล้วว่าไม่ใช่ติดเชื้อโกโนเรีย
  • ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ (รวมถึงการติดเชื้อเอชไอวี)
  • คู่นอนของผู้ป่วยก็ควรทำการตรวจ/รักษาด้วยเช่นกัน
  • ควรศึกษาแนวทางในปัจจุบันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคกรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis)

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญบางราย 200 ถึง 400 มก. รับประทานทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 7 ถึง 14 วัน

คำแนะนำ

  • แนะนำสำหรับการรักษาแบบครอบคลุมเชื้ออย่างกว้างๆ (empiric therapy) สำหรับโรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลันแบบไม่ซับซ้อน
  • ควรศึกษาแนวทางในปัจจุบันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคบิดไม่มีตัว (Shigellosis)

คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งอเมริกา (IDSA) 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ระยะเวลาการรักษา

  • ผู้ป่วยที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน 3 วัน
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง 7 ถึง 10 วัน (เชื้อสกุลชิเกลลา) 3 วัน (เชื้ออื่นๆ)

คำแนะนำ

  • แนะนำสำหรับการติดเชื้อสกุลชิเกลลา เชื้อสกุลอีโคไล เช่นเอนเทอโรท็อกซิเจนิก (enterotoxigenic) เอนเทอโรพาโทเจนิก (enteropathogenic) หรือเอนเทอโรอินวาซีพ (enteroinvasive) เชื้อแอโรโมแนส (Aeromonas) เชื้อ เพลสสิโอโมแนส (Plesiomonas)
  • ควรศึกษาแนวทางในปัจจุบันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคท้องร่วงจากการติดเชื้อ

คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งอเมริกา 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ระยะเวลาการรักษา

  • ผู้ป่วยที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน 3 วัน
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง 7 ถึง 10 วัน (เชื้อสกุลชิเกลลา) 3 วัน (เชื้ออื่นๆ)

คำแนะนำ

  • แนะนำสำหรับการติดเชื้อสกุลชิเกลลา เชื้อสกุลอีโคไล เช่นเอนเทอโรท็อกซิเจนิก เอนเทอโรพาโทเจนิก หรือเอนเทอโรอินวาซีพ เชื้อแอโรโมแนส เชื้อเพลสสิโอโมแนส
  • ควรศึกษาแนวทางในปัจจุบันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคไข้เอนเทอริคจากเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella Enteric Fever)

คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งอเมริกา 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ระยะเวลาการรักษา

  • ผู้ป่วยที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน 5 ถึง 7 วัน
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง 14 วัน (หรือนานกว่านั้นหากอาการกำเริบ)

คำแนะนำ

  • แนะนำสำหรับการติดเชื้อซาลโมเนลลาชนิดไม่ใช่ไทฟอยด์ (non-typhi species) หากมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยมีอายุมากกว่า 50 ปี หรือผู้ป่วยที่ใช้อวัยวะเทียม เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะหลอดเลือดแข็ง โรคมะเร็ง หรือโรคยูรีเมีย (uremia) ระดับรุนแรง
  • ควรศึกษาแนวทางในปัจจุบันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กอักเสบจากเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella Gastroenteritis)

คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งอเมริกา 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ระยะเวลาการรักษา

  • ผู้ป่วยที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน 5 ถึง 7 วัน
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง 14 วัน (หรือนานกว่านั้นหากอาการกำเริบ)

คำแนะนำ

  • แนะนำสำหรับการติดเชื้อซาลโมเนลลาชนิดไม่ใช่ไทฟอยด์ หากมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยมีอายุมากกว่า 50 ปี หรือผู้ป่วยที่ใช้อวัยวะเทียม เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะหลอดเลือดแข็ง โรคมะเร็ง หรือโรคยูรีเมียระดับรุนแรง
  • ควรศึกษาแนวทางในปัจจุบันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคท้องร่วงจากการท่องเที่ยว (Traveler’s Diarrhea)

  • คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งอเมริกา 200 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • ระยะเวลาการรักษา 24 ชั่วโมง ถึง 3 วัน

คำแนะนำ

  • นักท่องเที่ยวควรรับการรักษา 3 วันและควรทำการประเมินตนเองอีกครั้งหลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมง หากอาการยังไม่หายไปหลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยควรรักษาต่อไปจนกว่าจะหายดีหรือจนครบ 3 วัน
  • ควรศึกษาแนวทางในปัจจุบันสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การปรับขนาดยาสำหรับไต

  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ (CrCl) 20 ถึง 50 มล./นาที หลังจากให้ยาเริ่มต้นในขนาดปกติแล้ว มักจะแนะนำให้ใช้ยาทุกๆ 24 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์น้อยกว่า 20 มล./นาที หลังจากให้ยาเริ่มต้นในขนาดปกติแล้ว มักจะแนะนำให้ใช้ยาในขนาดครึ่งหนึ่งของขนาดปกติทุกๆ 24 ชั่วโมง

คำแนะนำ

  • ควรใช้ยาด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยไตบกพร่อง
  • ควรเฝ้าระวังทางการแพทย์อย่างใกล้ชิดและทำการตรวจในห้องแล็บอย่างเหมาะสมก่อนและขณะรับการรักษา

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ตับบกพร่องขั้นรุนแรง (เช่นโรคตแข็งโดยมีหรือไม่มีน้ำในช่องท้อง) ขนาดยาสูงสุดไม่ควรเกิน 400 มก./วัน

คำแนะนำ

  • ควรใช้ยาด้วยความระมัดระวังกับผู้ป่วยตับบกพร่อง
  • ควรเฝ้าระวังทางการแพทย์อย่างใกล้ชิดและทำการตรวจในห้องแล็บอย่างเหมาะสมก่อนและขณะรับการรักษา

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

  • สามารถใช้ยาได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงอาหาร
  • รับประทานยาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนหรือ 2 ชั่วโมงหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็ก สังกะสี แคลเซียม อะลูมิเนียม หรือแมกนีเซียม เช่นยาลดกรด ยาซูคราลเฟต (sucralfate) อาหารเสิรมแร่ธาตุ/วิตามินรวม บัฟเฟอร์เร็ดไดดาโนซีน (buffered didanosine)
  • บริโภคน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้ปัสสาวะเข้มข้นสูง

การเก็บรักษา

  • เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 20 ถึง 25 องศาเซลเซียส (68 ถึง 77 ฟาเรนไฮต์) ในขวดที่ปิดแน่นสนิท

คำแนะนำทั่วไป

  • ยานี้มีข้อบ่งใช้เพื่อรักษาผู้ใหญ่ที่มีการติดเชื้อระดับเบาจนถึงปานกลาง (เว้นเสียแต่ว่าจะมีข้อบ่งใช้อื่นๆ) เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียสายพันธ์ุที่มีปฏิกิริยาไว
  • ควรพิจารณาผลการเพาะเชื้อและข้อมูลปฎิกิริยาตอบรับไวเมื่อเลือกหรือปรับการรักษาต้านแบคทีเรีย หรือหากไม่มีข้อมูลอาจพิจารณาการระบาดของโรคในชุมชนและรูปแบบปฏิกิริยาตอบรับไวเมื่อเลือกการรักษาแบบครอบคลุมอย่างกว้างๆ
  • ควรทำการเพาะเชื้อและตรวจความมีปฎิกิริยาตอบรับไวก่อนเริ่มต้นการรักษาเพื่อแยกและบ่งชี้เชื้อโรคและเพื่อพิสูจน์ความมีปฏิกิริยาไวต่อยานี้ ควรเริ่มต้นการรักษาก่อนทราบผล และควรรักษาอย่างเหมาะสมต่อไปเมื่อทราบผลแล้ว
  • เชื้อซูโดโมนาส แอรูกิโนซาบางสายพันธุ์อาจจะดื้อยาได้อย่างรวดเร็วขณะรับการรักษา

การเฝ้าระวัง

  • เลือด การทำงานของระบบอวัยวะ รวมถึงเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (เป็นระยะๆ ระหว่างการรักษาในระยะยาว)
  • ตับ การทำงานของระบบอวัยวะ รวมถึงตับ (เป็นระยะๆ ระหว่างการรักษาในระยะยาว)
  • การติดเชื้อ/การระบาด การเพาะเชื้อและความมีปฏิกิริยาไว (เป็นระยะๆ ระหว่างการรักษาในระยะยาว)
  • ระบบเผาผลาญ น้ำตาลกลูโคสในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ไต การทำงานของระบบอวัยวะ รวมถึงไต (เป็นระยะๆ ระหว่างการรักษาในระยะยาว)

คำแนะนำผู้ป่วย

  • ควรอ่านคู่มือการใช้ยาที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาแห่งอเมริกา
  • ดื่มน้ำให้มาก
  • อย่าลืมใช้ยาและรักษาจนครบกำหนด
  • หลีกเลี่ยงหรือลดการเปิดรับแสงแดดทั้งจากธรรมชาติและแสงเทียม ควรป้องกันตนเองจากแสงแดดหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงแสงแดดได้ (เช่น สวมเสื้อผ้าป้องกันหรือทาครีมกันแดด) โปรดปรึกษาแพทย์หากมีอาการคล้ายกับแดดเผาหรือผื่นผิวหนัง
  • อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัวหรือการเคลื่อนไหวที่สอดประสานจนกว่าคุณจะทราบว่ายาส่งผลต่อคุณอย่างไร
  • หยุดใช้ยาและติดต่อแพทย์ในทันทีหากมีผลข้างเคียงที่รุนแรงเกิดขึ้น
  • หยุดใช้ยานี้และติดต่อแพทย์หากมีอาการปวด บวม หรือกดเจ็บที่เส้นเอ็นหรือหากคุณมีอาการอ่อนแรงหรือไม่สามารถใช้ข้อต่อข้อหนึ่งได้ ควรพักผ่อนและอย่าออกกำลังกาย
  • หยุดใช้ยานี้ในทันทีและติดต่อแพทย์หากมีอาการปลายประสาทอักเสบเกิดขึ้น
  • ติดต่อแพทย์ในทันทีหากมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงรุนแรงขึ้นหรือทางเดินหายในมีปัญหา หรือหากมีอาการท้องร่วงเหลวเป็นน้ำหรือเป็นเลือด โปรดติดต่อแพทย์หากคุณมีอาการปวดหัวไม่ยอมหาย (โดยมีหรือไม่มีอาการมองเห็นไม่ชัด) หรือสัญญาณ/อาการของการบาดเจ็บที่ตับ
  • หยุดใช้ยานี้ในทันทีหากมีอาการผื่นหรืออาการแพ้อื่นๆ

ขนาดยาโอฟลอกซาซิน สำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ขนาดและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาสารละลายสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล จะทำยังไงให้นอนหลับได้ดี

เมื่อ ป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่หลายคนไม่ชอบใจนัก เพราะนอกจากจะไม่เหมือนที่บ้านแล้ว บางครั้งยังอาจนอนหลับได้ไม่สนิทอีกด้วย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate)

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat Sulfate) หรือ คาพรีโอมัยซิน (Capreomycin) ใช้ร่วมกับยาอื่นเพื่อรักษาการติดเชื้อวัณโรค เป็นกลุ่มของยาปฏิชีวนะ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

ไมโคพลาสมา (Mycoplasma) เชื้อโรคร้ายที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อในเด็ก

ไมโคพลาสมา เป็นเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในเด็กได้ จนบางครั้งทำให้เด็กบางคนกลายเป็นโรคปอดบวม ซึ่งร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

ดีกัวดิน® (Dequadin®)

ยา ดีกัวดิน® เป็นยาที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ และการติดเชื้อได้ทันที ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการลดการติดเชื้อที่ช่องปากและลำคอ เช่น เชื้อราในช่องปาก ลิ้นอักเสบ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช