ไกลคลาไซด์ (Gliclazide)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 7 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้

ยาไกลคลาไซด์ใช้สำหรับ

ยาไกลคลาไซด์ (Gliclazide) ใช้ร่วมกับการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเพื่อควบคุมภาวะน้ำตาลในเลือดสูงสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งพาอินซูลิน (non-insulin dependent diabetic patients) การควบคุมภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจะช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต ปัญหาเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือด และอาการตาบอด

วิธีการใช้ยาไกลคลาไซด์

ยาไกลคลาไซด์มาในรูปแบบยาเม็ดประเภทต่างๆ ที่จะให้ขนาดยาแตกต่างกัน อย่าสับเปลี่ยนรูปแบบหรือยี่ห้อของยาไกลคลาไซด์นอกเสียจากแพทย์จะสั่งให้ทำเช่นนั้น

รับประทานยาไกลคลาไซด์พร้อมกับอาหารเช้าหรืออาหารมื้อแรกของวันตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือวันละครั้ง ผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาในขนาดสูง แพททย์อาจสั่งให้ใช้ยาวันละสองครั้ง ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง แพทย์อาจสั่งให้คุณเริ่มใช้ยาไกลคลาไซด์ในขนาดต่ำแล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดยา ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

หากคุณกำลังใช้ยาต้านเบาหวานอื่นอยู่ก่อนแล้ว เช่น ยาคลอร์โพรพาไมด์ (chlorpropamide) ควรหยุดใช้ยาเก่าและเริ่มใช้ยาไกลคลาไซด์ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างระมัดระวัง

หากคุณกำลังใช้ยาโคลเซเวแลม (colesevelam) ควรรับประทานยาไกลคลาไซด์อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนใช้ยาโคลเซเวแลม

ใช้ยาไกลคลาไซด์เป็นประจำเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้จำง่ายควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป

การเก็บรักษายาไกลคลาไซด์

ยาไกลคลาไซด์ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาไกลคลาไซด์บางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยาไกลคลาไซด์ลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องเพิ่มเติมได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาไกลคลาไซด์

ก่อนใช้ยานี้โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหาก

  • คุณแพ้ต่อยาไกลคลาไซด์หรือส่วมผสมอื่นๆ ของยานี้ หรือคุณแพ้ต่อยาอื่น
  • คุณแพ้ต่อยาในกลุ่มเดียวกัน อย่างยาในกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (sulphonylureas) แพ้ต่อยาที่เกี่ยวข้องกันอย่างไฮโปไกลซีมิก ซัลโฟนาไมด์ (hypoglycaemic sulphonamides)
  • เป็นโรคเบาหวานชนิดพึ่งพาอินซูลิน (insulin-dependant diabetes) หรือเบาหวานชนิดที่ 1
  • มีปัญหากับไตหรือตับอย่างรุนแรง
  • มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานกับภาวะคิโตซิส (ketosis) หรือภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis)
  • มีภาวะพรีโคม่าจากเบาหวาน (diabetic pre-coma) และภาวะโคม่าจากโรคเบาหวาน (diabetic coma)
  • กำลังใช้ยารักษาการติดเชื้อรา
  • กำลังให้นมบุตร (อ่านเพิ่มเติมในส่วนการตั้งครรภ์ การให้นมบุตร และการเจริญพันธ์ุ)
  • เป็นโรคเบาหวานและกำลังรับการผ่าตัด ผ่านการบาดเจ็บ หรือกำลังติดเชื้ออย่างรุนแรง
  • เป็นโรคพอร์ฟิเรีย (porphyria) (โรคทางพันธุกรรมที่มีผลต่อตับหรือไขกระดูก)

ไม่ควรใช้ยานี้เพื่อรักษาโรคเบาหวานในเด็ก

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาไกลคลาไซด์จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาไกลคลาไซด์

ผลข้างเคียงอาจมีดังนี้

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)

ผลข้างเคียงที่พบได้มากที่สุดคือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หากคุณไม่ทำการรักษา อาการเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม สูญเสียการเคลื่อนไหวที่สอดประสาน หรืออาจจะมีอาการโคม่า หากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำนั้นรุนแรงหรือมีอาการเวลานาน  แม้ว่าจะสามารถควบคุมอาการได้ชั่วคราวจากการรับประทานน้ำตาล โปรดรับการรักษาในทันที

ความผิดปกติของเลือด

มีการรายงานพบอาการจำนวนเซลล์ในเลือดลดลง เช่น เกล็ดเลือด เซลล์เม็ดเลือดแดง และเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการดังนี้

  • ตัวซีด
  • เลือดออกเป็นเวลานาน
  • มีรอยช้ำ
  • เจ็บคอ
  • เป็นไข้
  • เหนื่อยล้า หายใจลำบาก
  • เลือดกำเดาไหล
  • มีแผลในปาก หนาวสั่นอย่างรุนแรง

อาการเหล่านี้มักจะหายไปหลังจากหยุดการรักษา

ความผิดปกติของตับ

มีบางรายงานเกี่ยวกับการทำงานของตับผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังและดวงตาเป็นสีเหลือง หากคุณมีอาการนี้ควรติดต่อแพทย์ในทันที อาการจะค่อยๆ หายไปเมื่อหยุดใช้ยา แพทย์จะตัดสินใจว่าเมื่อไหร่ที่คุณควรจะหยุดการรักษา

ผิวหนังผิดปกติ

มีรายงานเกี่ยวกับปฏิกิริยาของผิวหนัง เช่น

  • ผดผื่น
  • รอยแดง
  • คัน
  • อาการแองจิโออีดีมา (Angioedema) ซึ่งเป็นอาการเนื้อเยื่อบวมอย่างรวดเร็วในบริเวณเปลือกตา ใบหน้า ริมฝีปาก ปาก ลิ้น ลำคอ เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการหายใจติดขัด
  • ปฏฺิกิริยาของผิวหนังต่อแสงแดด

อาการผดผื่นอาจจะทำให้เกิดอาการแผลพุพองหนือผิวลอกที่แพร่กระจาย เช่น กลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน (Stevens-Johnson syndrome) ภาวะทีอีเอ็น (toxic epidermal necrolysis) ที่อาจทำให้เสียชีวิต

ความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร

ผลข้างเคียงของการใช้ยา อาจทำให้เกิดความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร ดังนี้

ความผิดปกติของดวงตา

การมองเห็นของคุณอาจได้รับผลกระทบเป็นเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นการรักษา ผลนี้จะขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือด

สำหรับยาในกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย เคยมีการอธิบายถึงกรณีที่มีความเปลี่ยนแปลงของจำนวนเซลล์เม็ดเลือดและอาการอักเสบจากภูมิแพ้ที่บริเวณผนังหลอดเลือด ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia) เคยมีการพบอาการตับบกพร่อง เช่น ดีซ่าน ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่มักจะหายไปหลังจากหยุดใช้ยาในกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย แต่อาจทำไปสู่อาการตับวายที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ในบางกรณี

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาไกลคลาไซด์อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ผลการลดระดับน้ำตาลในเลือดของยาไกลคลาไซด์อาจจะรุนแรงขึ้นและอาจทำให้เกิดสัญญาณของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเมื่อใช้หนึ่งในยาเหล่านี้

  • ยาอื่นที่ใช้เพื่อรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เช่น ยาต้านเบาหวานสำหรับรับประทาน ยายับยั้งตัวรับจีแอลพี-1 (GLP-1 receptor inhibitors) หรืออินซูลิน
  • ยาปฏิชีวนะ เช่น ซัลโฟนาไมด์ (sulphonamides) คลานิโทรมัยซิน (clarithromycin)
  • ยารักษาภาวะความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจล้มเหลว อย่างยาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (beta blockers) ยารักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Antiarrhythmics) ยาในกลุ่มเออีซีอินฮิบิเตอร์ (ACE- inhibitors) เช่น แคปโตพริล (captopril) เอนาลาพริล (enalapril)
  • ยารักษาการติดเชื้อรา เช่นไมโคนาโซล (miconazole) ฟลูโคนาโซล (fluconazole)
  • ยารักษาแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น อย่าง เอช2 แอนตาโกนิสต์ (H2 receptor antagonists)
  • ยารักษาโรคซึมเศร้า เช่น ยาในกลุ่มเอ็มเอโอไอ (monoamine oxidase inhibitors) ยาแก้ปวด หรือยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (antirheumatics) อย่างเฟนีลยูตาโซน (phenylbutazone) ไอบูโพรเฟน (ibuprofen)
  • ยาที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
  • ยาปฏิชีวนะซัลโฟนาไมด์ เช่น ซัลฟาเมโทซาโซล (sulfamethoxazole) โคไตรโมซาโซล (co-trimoxazole)
  • ยาต้านแบคทีเรีย ทั้งคลาริโทมัยซิน (clarithromycin) สารประกอบเตตราไซคลิลีน (tetracycline compounds) ยาไมโคนาโซลสำหรับรับประทาน (miconazole) ยาไตรเมโทพริม (trimethoprim) และยาโคลแรมเฟนิคอล (chloramphenicol)
  • ยาที่ใช้เพื่อลดระดับไขมันในเลือดสูง ยาลดระดับลิพิด (Lipid) เช่น คลอไฟเยรต (clofibrate)
  • ฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) ออกทรีโอไทด์ (octreotide)
  • ยารักษาโรคเกาต์ (gout) เช่น ซัลฟินไพราโซน (sulfinpyrazone)
  • ยารักษาโรคมะเร็งเต้านมหรือโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เช่นอะมิโนกลูเทติมายด์ (aminoglutethimide)
  • ยาไทรอยด์ฮอร์โมนที่ใช้เพื่อรักษาปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน เช่น ไทรอกซีน (thyroxine)

ผลการลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดของยาไกลคลาไซด์อาจจะลดลงและระดับน้ำตาลอาจจะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้หนึ่งในยาดังต่อไปนี้

  • ยารักษาความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง อย่างคลอร์โพรเมซีน (chlorpromazine)
  • ยาแก้อักเสบ อย่างคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids)
  • ยารักษาโรคหอบหืดหรือใช้ขณะคลอดบุตร อย่างซาลบูทามอลสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (intravenous salbutamol)
  • ยาริโทดรีน (ritodrine) และนาเทอ์บูทาลีน (terbutaline)
  • ยารักษาความผิดปกติของเต้านม ประจำเดือนมามาก และภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) อย่างดาทาโซล (danazol)
  • ยาที่กระตุ้นการปัสสาวะ อย่างยาขับปัสสาวะ โดยเฉพาะยาในกลุ่มไธอะไซด์ยูเรติก เช่น เบนโดรฟลูเมไธอะไซด์ (bendroflumethiazide)
  • ยาคุมกำเนิดสำหรับรับประทาน เช่น เอสโตรเจน (oestrogens) โปรเจนเตอโรน (progesterones)
  • ยาต้านแบคทีเรียไรฟามัยซิน (Rifamycins)
  • ยาระบายเพื่อรักษาอาการท้องผูก เช่น แมกนีเซียม ไฮดรอกไซด์ (magnesium hydroxide)
  • ฮอร์โมนอะดรีโนคอร์ติโคโทรปิก (Adrenocorticotropic hormones) ที่ใช้เพื่อรักษาภาวะขาดฮอร์โมนต่อมหมวกไตที่ศูนย์กลางของต้นกำเนิด อย่างเตตราโคซาทริน (tetracosactrin)
  • ยาไกลคลาไซด์อาจจะเพิ่มผลของยาลดลิ่มเลือด อย่างวาฟาริน (warfarin)
  • ผลของยาไกลคลาไซด์อาจจะลดลงเมื่อใช้ร่วมกับยาไดอะโซไซด์ (Diazoxide) ที่ใช้สำหรับรักษาภาวะความดันโลหิตสูง
  • ผลของยาไกลคลาไซด์อาจจะลดลงเมื่อใช้ร่วมกับยาลิเธียม (Lithium) ที่ใช้เพื่อรักษาความผิดปกติของสุขภาพจิต และยาไนเฟดิพีน (nifedipine) ที่ใช้เพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตสูง

โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ยา

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาไกลคลาไซด์อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาไกลคลาไซด์อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ โดยเฉพาะเมื่อคุณ

  • มีปัญหาเกี่ยวกับไตหรือตับ
  • เป็นโรคฟอร์ฟิเรีย (porphyria) หรือภาวะขาดเอ็นไซม์ จี 6 พีดี (glucose 6-phosphate dehydrogenase deficiency) โรคเหล่านี้เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่หายาก

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาไกลคลาไซด์สำหรับผู้ใหญ่

โรคเบาหวานชนิดที่ 2

ผู้ใหญ่

ขนาดยาเริ่มต้นคือ รับประทาน 40-80 มก. ต่อวัน ค่อยๆ เพิ่มขนาดยาขึ้นมาถึง 320 มก. ต่อวันหากจำเป็น ขนาดยาที่มากกว่า 160 มก. ต่อวันอาจแบ่งให้ 2 ครั้ง

สำหรับยาเม็ดแบบปรับปรุงการออกฤทธิ์ (modified release tab) ขนาดยาเริ่มต้นคือ 30 มก. วันละครั้ง อาจเพิ่มขนาดยาขึ้นไปถึง 120 มก. ต่อวัน

ขนาดยาไกลคลาไซด์สำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของยาก่อนใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน 40 มก. 60 มก. 80 มก.
  • ยาเม็ดแบบปรังปรุงการออกฤทธิ์ 30 มก.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

อัลปราโซแลม (Alprazolam)

อัลปราโซแลม (Alprazolam) ใช้เพื่อรักษาโรควิตกกังวล และแพนิค เป็นยาซึ่งส่งผลต่อสมองและประสาท ทำงานโดยกระตุ้นสารสื่อประสาท

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

อัลเบนดาโซล (Albendazole)

อัลเบนดาโซล (Albendazole) ใช้เพื่อรักษาพยาธิบางชนิด เช่น ตัวอ่อนพยาธิที่พบในสมองและไขสันหลัง ยาอัลเบนดาโซลอยู่ในกลุ่มของยาถ่ายพยาธิ (anthelmintic) 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

ไดอะเซอรีน (Diacerein)

ไดอะเซอรีน (Diacerein) เป็นยาในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinone) และใช้เพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคเสื่อมสภาพที่กระดูกและข้อต่อ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอลทีเพลส (Alteplase)

แอลทีเพลส (Alteplase) มักใช้เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด รักษาหลอดเลือดดำอุดตัน นอกจากนี้ยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น โปรดปรึกษากับแพทย์ 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

Recommended for you

สูตรน้ำหล่อฮังก๊วย

สูตรน้ำหล่อฮังก๊วย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์
Published on 22/05/2020 . 2 mins read
ประโยชน์ของเจลลี่-บำรุงร่างกาย

6 ประโยชน์ของเจลลี่ ของว่างแสนอร่อย ที่ช่วยบำรุงร่างกาย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by panyapat Aiemsin
Published on 27/02/2020 . 3 mins read
คาพาสแตต-ซัลเฟต-capastat-sulfate

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 06/02/2020 . 9 mins read
ดีกัวดิน-dequadin

ดีกัวดิน® (Dequadin®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช
Published on 09/12/2019 . 3 mins read