ไธโอริดาซีน (Thioridazine)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date ธันวาคม 31, 2019
Share now

ข้อบ่งใช้

ไธโอริดาซีน ใช้สำหรับ

ไธโอริดาซีน (Thioridazine) อยู่ในกลุ่มของยาฟีโนไทอาซีน (Phenothiazine) รักษาโรคทางจิตใจหรืออารมณ์บางอย่าง เช่น โรคจิตเภท (Schizophrenia) ออกฤทธิ์ช่วยปรับกระบวนการทำงานระบบประสาท โดยลดการตื่นตัวที่ผิดปกติของสมอง อาการวิตกกังวล ลดอาการประสาทหลอน ป้องกันการคิดฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเองและผู้อื่น

วิธีการใช้ ไธโอริดาซีน

รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารวันละ 2-4 ครั้งต่อวัน หรือตามที่แพทย์แนะนำ

ปริมาณของยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ แพทย์อาจค่อยๆ ลดปริมาณของยาลงหากอาการของคุณนั้นดีขึ้น ไม่ควรหยุดใช้ยาหรือลดปริมาณยาเองโดยไม่ได้รับการอนุญาตจากแพทย์ เพราะทำให้อาการของคุณเกิดสภาวะบางอย่างขั้นรุนแรง

ใช้ยานี้เป็นประจำสม่ำเสมอเพื่อการตอบสนองที่ดีของร่างกายคุณ ควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวันเพื่อง่ายต่อการจำ แจ้งให้แพทย์ทราบทันที หากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง

การเก็บรักษา ไธโอริดาซีน

  • ไธโอริดาซีนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย
  • เก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
  • ไม่ควรทิ้ง ไธโอริดาซีน ลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน

ไธโอริดาซีนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน ตรวจสอบฉลากข้างบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามแพทย์และเภสัชกรเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ ไธโอริดาซีน

แจ้งให้แพทย์ทราบรายละเอียดหากคุณแพ้ ไธโอริดาซีน หรือกลุ่มยาฟีโนไทอาซีนอื่นๆ เช่น คลอร์โปรมาซีน (chlorpromazine) ไธโอริดาซีนอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจ อย่าง QT prolongation สามารถทำให้เกิดอาการที่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) เช่น อาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ สภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หัวใจเต้นช้า และอาการอื่นๆ เช่น วิงเวียนศรีษะอย่างรุนแรง หมดสติ

ควรได้คำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากคุณมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับหัวใจหรือคนในครอบครัวเคยมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจมาก่อน

ไธโอริดาซีน ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบในร่างกายขั้นรุนแรง ได้แก่

  • ปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาท เช่น ภาวะกดประสาทส่วนกลางขั้นรุนแรง
  • ปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิต  เช่น จำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวต่ำ (low white blood cell count) โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เคยมีอาการชัก
  • เอนไซม์ที่จำเป็นต่อการกำจัดยาออกจากร่างกายต่ำ หรือไฮดรอกซีเลเตอร์ช้า (slow hydroxylator)
  • ระดับของโพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมในเลือดต่ำ

ไธโอริดาซีน อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนหรือง่วงซึม งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และยาสูบ ส่งผลให้มีอาการข้างเคียงรุนแรงขึ้นได้

ไม่ควรใช้ยานพาหนะระหว่างที่ได้รับการรักษาโดยใช้ไธโอริดาซีน เพราะอาจเกิดอันตรายต่อชีวิตได้

สำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น ควรได้รับการอนุญาตจากแพทย์และได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องก่อนใช้

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ไธโอริดาซีน จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ หมวด N โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามี ดังนี้  

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ ไธโอริดาซีน

ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปมักมีอาการ ดังนี้

  • อาจเกิดอาการมึนงง วิงเวียน ง่วงซึม เป็นไข้
  • อาเจียน คลื่นไส้ ท้องผูก ท้องร่วง
  • ปากแห้ง
  • สายตาพร่ามัว มองไม่ชัด
  • ผดผื่น คันหรือบวมตามอวัยวะในร่างกาย

หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นควรเลิกใช้ยาและควรรีบพบแพทย์ทันที

  • ปัสสาวะลำบาก สีของปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม
  • หัวใจเต้นช้าหรือเร็วผิดปกติ ชัก หมดสติ
  • มีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ หรือไม่สามารถควบคุมได้ (โดยเฉพาะที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น แขน หรือขา)

อาการอื่นๆนอกเหนือจากข้างต้นสำหรับผู้หญิงและผู้ชายที่ใช้ ไธโอริดาซีน

  • สำหรับผู้หญิง การเพิ่มขึ้นของโพรแลคตินอาจส่งผลให้เกิดน้ำนมที่ไม่จำเป็น ประจำเดือนขาดหรือหยุด หรือตั้งครรภ์ได้ยาก
  • สำหรับผู้ชาย อาจทำให้ความต้องการทางเพศลดลง ไม่สามารถผลิตอสุจิได้ หรือมีเต้านมโต หากคุณมีอาการดังกล่าวนี้ ควรแจ้งแพทย์ในทันที

ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับผลข้างเคียงในข้างต้นนี้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเภสัชกรที่จำหน่ายยาอย่างละเอียดก่อนการใช้ยา

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ไธโอริดาซีน อาจมีปฏิกิริยากับยาอื่นร่วมด้วย ได้แก่ ยากลุ่มแอนตี้โคลิเนอร์จิค (anticholinergic medications) ยาสำหรับโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) ต้านซึมเศร้าในกลุ่มเอสเอสอาร์ไอบางชนิด (SSRI antidepressants)

มียาอีกมากนอกจากไธโอริดาซีนที่ส่งผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจ (QT prolongation) ยาที่อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาต้านฮีสตามีน และยาอื่นๆ ที่อาจเป็นอันตรายเมื่อใช้ร่วมกันไธโอริดาซีนควรแจ้งรายชื่อของยาทั้งหมดที่คุณกำลังใช้ร่วมด้วยให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเพื่อลดความเสี่ยงที่ตามมาในภายหลัง โปรดอย่าเริ่มใช้ยาหรือหยุดรวมถึงการเปลี่ยนปริมาณยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ไธโอริดาซีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยาเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ไธโอริดาซีนอาจส่งผลให้โรคประจำตัวของคุณมีอาการแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยาเปลี่ยนแปลง โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงประวัติโรคประจำตัวของคุณก่อนการใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาไธโอริดาซีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคจิตเภท (Schizophrenia)

ขนาดยาเริ่มต้น : 50 ถึง 100 มก. รับประทานวันละ 3 ครั้ง

ขนาดยาปกติ : 200 ถึง 800 มก./วัน แบ่งรับประทานวันละ 2 ถึง 4 ครั้ง

ขนาดยาสูงสุด : 800 มก./วัน

คำแนะนำ

เมื่ออาการของคุณดีขึ้นควรค่อยๆ ลดปริมาณของยาลง ตามการวินิจฉัยของแพทย์

การใช้งาน

สำหรับผู้ป่วยโรคจิตเภทที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาระงับอาการทางจิตอื่นๆ

การปรับขนาดยา

ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเกิดระยะคิวทียาว หรือ การเผาผลาญเอนไซม์ซีวายพี 450 2 ดี 6 ได้ต่ำ (CYP450 2D6 poor metabolizers):

-QT interval มากกว่า 450 มิลลิวินาทีตั้งแต่ต้น: ไม่แนะนำ

QT interval มากกว่า 500 มิลลิวินาทีขณะการรักษา: หยุดการใช้ยา

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

  • อ่านข้อมูลผลิตภัณฑ์

ทั่วไป

  • ยังไม่ทราบความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคจิตเภชที่ดื้อยา
  • ควรจำกัดใช้เฉพาะผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาระงับอาการทางจิตอื่นๆไม่ได้ผลเท่านั้น
  • ควรใช้ยาในขนาดยาต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากความเสี่ยงที่ในการเกิด QT prolongation ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia) และอันตรายถึงชีวิตได้

การเฝ้าระวัง

  • จำเป็นต้องมีการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECGs) โดยเฉพาะก่อนเริ่มการรักษา ขณะปรับขนาดยาเป็นระยะ
  • ระดับของโพแทสเซียม โดยเฉพาะก่อนเริ่มการรักษา
  • ตรวจนับเม็ดเลือดขาวเป็นระยะๆ โดยใช้การทดสอบที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีสัญญาณของการติดเชื้อ เจ็บคอ หรือมีประวัติมีจำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำ หรือภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ
  • ตรวจดวงตา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่รักษาในระยะยาว
  • ตรวจระดับของอิเล็กโตรไลต์ (electrolyte levels) เป็นระยะ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular events) หรือกำลังใช้ยาขับปัสสาวะ

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • เตือนผู้ป่วยไม่ให้หยุดใช้ยานี้อย่างฉับพลัน
  • ให้ผู้ป่วยรีบแจ้งสัญญาณและอาการของภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ กลุ่มอาการนิวโรเล็ปติกร้ายแรง อาการยึกยือ
  • แนะนำให้ผู้ป่วย คนในครอบครัว และผู้ดูแลให้เฝ้าระวัง แจ้งสัญญาณและอาการของพฤติกรรมที่ผิดปกติให้แพทย์ทราบในทันที เช่น อาการกระวนกระวาย ฉุนเฉียว วิตกกังวล อาการแพนิคกำเริบ (panic attacks) นอนไม่หลับ ก้าวร้าว อาการนั่งไม่ติดที่
  • แนะนำให้ผู้ป่วยรายงานยาที่กำลังใช้อยู่ทั้งยาตามใบจำหน่ายยาทางการแพทย์ ยาที่จำหน่ายโดยเภสัชกร และสมุนไพร
  • ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากตั้งครรถ์ มีแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร
  • แจ้งให้ผู้ป่วยทราบว่า ยานี้สามารถทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานพาหนะ

ขนาดยาไธโอริดาซีนสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคจิตเภท (Schizophrenia)

ขนาดยาเริ่มต้น: 0.5 มก./กก./วัน แบ่งรับประทาน

ขนาดยาสูงสุด: 3 มก./กก./วัน แบ่งรับประทาน

คำแนะนำ

ควรค่อยๆ เพิ่มปริมาณยาขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะได้รับผลการรักษาตอบสนองที่ดี การเพิ่มหรือลดปริมาณยาต้องได้รับการอนุญาตจากแพทย์เท่านั้น

การใช้งาน

สำหรับผู้ป่วยโรคจิตเภทที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ด้วยยาระงับอาการทางจิตอื่นๆ

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยารับประทาน
  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาน้ำแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมรับประทานยาควรรีบรับประทานทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลารับประทานยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปรับประทานยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ล็อกซาพีน (Loxapine)

ล็อกซาพีน (Loxapine) ใช้เพื่อรักษาความผิดปกติทางจิตใจหรืออารมณ์บางชนิด เช่น โรคจิตเภท โดยการช่วยฟื้นฟูสมดุลของสารสื่อประสาทบางชนิด อย่างสารโดพามีนภายในสมอง

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

โคลซาปีน (Clozapine)

โคลซาปีน (Clozapine) มักใช้เพื่อรักษาความผิดปกติทางจิตใจหรืออารมณ์บางอย่าง เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ประเภทยาต้านโรคจิต

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
ยา ก-ฮ, ยา-สมุนไพร ก-ฮ พฤศจิกายน 14, 2018

คลอร์โปรมาซีน ไฮโดรคลอไรด์ (Chlorpromazine hydrochloride)

คลอร์โปรมาซีน ไฮโดรคลอไรด์ (Chlorpromazine hydrochloride) เป็นยาในกลุ่มฟีโนไทอาซีน (phenothiazine) ที่ใช้สำหรับรักษาอาการผิดปกติทางจิตและอารมณ์

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

โมลินโดน (Molindone)

โมลินโดน (Molindone) รักษาความผิดปกติทางจิตหรืออารมณ์บางชนิด ช่วยให้กังวลน้อยลง และทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ และลดความคิดที่จะทำร้ายตนเองหรือคนอื่น

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by pimruethai

Recommended for you

เซโรเควล® (Seroquel®)

เซโรเควล® (Seroquel®)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on มีนาคม 19, 2019
ริสเพอร์ดาล® (Risperdal®)

ริสเพอร์ดาล® (Risperdal®)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on มีนาคม 18, 2019
อะบิลิฟาย-abilify

อะบิลิฟาย® (Abilify®)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on มีนาคม 3, 2019
บูโพรพิออน (Bupropion)

บูโพรพิออน (Bupropion)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on มกราคม 25, 2019