ไพรโลเซค (Prilosec®)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date ธันวาคม 31, 2019
Share now

ข้อบ่งใช้

ไพรโลเซค (โอมิพราโซล) ใช้สำหรับ

ไพรโลเซค (Prilosec®) เป็นยายับยั้งโปรตอนปั๊ม (proton pump inhibitor) ซึ่งช่วยในการลดปริมาณการผลิตกรดภายในกระเพาะอาหาร ยาไพรโลเซคใช้เพื่อรักษาอาการของโรคหรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux disease) และสภาวะอื่นๆ ที่เกิดจากการมีกรดเกินในกระเพาะ ยาโอเมพราโซล (Omeprazole) นั้นใช้เพื่อช่วยเพิ่มการฟื้นฟูอาการหลอดอาหารอักเสบแบบสึกกร่อน ซึ่งจะสร้างความเสียหายภายในหลอดอาหาร เนื่องจากกรดในกระเพาะอาหาร

ยาไพรโลเซคอาจใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ที่เกิดจากการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (helicobacter pylori) ยาไพรโลเซคไม่สามารถบรรเทาอาการแสบร้อนกลางอกได้อย่างทันที

วิธีการใช้ยา ไพรโลเซค (โอมิพราโซล)

ไพรโลเซค มักจะรับประทานก่อนอาหาร อย่างน้อยก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง และควรทำตามวิธีการใช้ยาทั้งหมดที่กำหนดบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด อย่าใช้ยานี้ในขนาดที่มากกว่า น้อยกว่า หรือนานกว่าที่แนะนำ

ยาไพรโลเซคที่หาซื้อได้เอง ควรรับประทานแค่หนึ่งครั้ง ทุกๆ 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 14 วัน การรับประทานยานี้ในตอนเช้า ก่อนอาหารเช้า อาจต้องใช้เวลานานถึง 4 วันกว่าจะได้รับผลอย่างเต็มที่ อย่าใช้ยามากกว่าหนึ่งเม็ดทุกๆ 24 ชั่วโมง และควรรอให้เวลาผ่านไปอย่างน้อย 4 เดือนก่อน แล้วจึงค่อยเริ่มการรักษาโดยใช้ยาไพรโลเซคที่หาซื้อได้เอง 14 วันอีกชุด โปรดติดต่อแพทย์ในทันที หากคุณมีอาการเพิ่มเติม และจำเป็นต้องรับการรักษาก่อนเวลาผ่านไป 4 เดือน อย่าบด เคี้ยว หรือหักยาเม็ดออกฤทธิ์นาน หรือยาเม็ดไพรโลเซคที่หาซื้อได้เอง ควรกลืนยาลงไปทั้งเม็ด

คุณอาจจะแกะยาแคปซูลแบบออกฤทธิ์นาน แล้วโรยผงลงบนซอสแอปเปิ้ลเพื่อให้กลืนง่ายขึ้น ควรกลืนส่วนผสมลงไปทันทีโดยไม่ต้องเคี้ยว อย่าเก็บส่วนผสมนี้ไว้ใช้ภายหลัง ควรใช้ยาไพรโลเซคจนครบกำหนด อาการของคุณอาจจะดีขึ้นก่อนที่อาการจะหายไปอย่างสมบูรณ์

การเก็บรักษายา ไพรโลเซค (โอมิพราโซล)

ไพรโลเซค ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาไพรโลเซค บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาไพรโลเซคลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาไพรโลเซค (โอมิพราโซล)

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์ทราบหาก

  • คุณกำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่คุณตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • หากคุณกำลังใช้ยาอื่นอยู่ รวมทั้งยาที่หาซื้อได้เอง เช่น สมุนไพรหรือยาทางเลือกอื่นๆ
  • หากคุณแพ้สารออกฤทธิ์หรือไม่มีฤทธิ์ในการรักษาของยาไพรโลเซค หรือยาอื่นๆ
  • หากคุณมีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ

อาการแสบร้อนกลางอกมักจะมีความสับสนกับอาการแรกของโรคหัวใจวาย เมื่อมีอาการควรรับการรักษาในทันที หากคุณมีอาการเจ็บหน้าอกหรือรู้สึกหนัก รู้สึกปวดแพร่ไปยังแขนหรือหลัง คลื่นไส้ เหงื่อออก และรู้สึกป่วยทั่วไป

การใช้ยาในกลุ่มยายับยั้งโปรตอนปั๊ม เช่น ยาไพรโลเซคนั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการกระดูกหักที่บริเวณสะโพก ข้อมือ หรือกระดูกสันหลัง ผลของยานี้มักจะเกิดกับผู้ที่ใช้ยาเป็นเวลานานหรือใช้ยาในขนาดสูง และผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยาไพรโลเซคนั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการกระดูกหักจริงหรือไม่

สภาวะบางอย่างสามารถรักษาได้ด้วยยาไพรโลเซคและยาปฏิชีวนะ ควรใช้ยาทั้งหมดตามที่แพทย์กำหนด อ่านคู่มือการใช้ยาหรือคำแนะนำผู้ป่วยของยาแต่ละชนิด อย่าเปลี่ยนขนาดยาหรือตารางการใช้ยา โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยาไพรโลเซคจะทำอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือไม่ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณตั้งครรภ์หรือมีแผนที่จะตั้งครรภ์

ยาโอเมพราโซลสามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ และอาจเป็นอันตรายต่อทารกได้ อย่าใช้ยาไพรโลเซคโดยที่ไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หากคุณกำลังใช้นมบุตร และยานี้สามารถทำให้ผลการตรวจทางการแพทย์บางชนิดผิดปกติได้ และคุณอาจจะต้องหยุดใช้ยานี้เป็นเวลาสั้นๆ ก่อนทำการตรวจ โปรดแจ้งให้แพทย์ที่รักษาคุณทราบว่า คุณกำลังใช้ยาไพรโลเซค อย่าใช้ยาไพรโลเซคกับเด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หากคุณใช้ยาไพรโลเซคนานกว่า 3 ปี คุณอาจจะมีภาวะขาดวิตามินบี 12 ได้ หากคุณมีสภาวะนี้ โปรดปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการจัดการสภาวะนั้น

โปรดติดต่อแพทย์ หากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง หลังจากที่ใช้ยาไพรโลเซค

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้ ยาไพรโลเซคจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาไพรโลเซค (โอมิพราโซล)

หากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ ได้แก่ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ ควรเข้ารับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินทันที

และควรติดต่อแพทย์ในทันทีหากมีอาการตามด้านล่างนี้

  • ปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องร่วงไหลเป็นน้ำหรือเลือด
  • มีอาการชัก
  • ปัญหาเกี่ยวกับไต – ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย มีเลือดปนในปัสสาวะ บวม น้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็ว
  • อาการของแมกนีเซียมต่ำ – วิงเวียน สับสน หัวใจเต้นเร็วหรือไม่สม่ำเสมอ สั่นเทาหรือกล้ามเนื้อกระตุก รู้สึกกระวนกระวายใจ เป็นตะคริว กล้ามเนื้อกระตุกที่มือหรือเท้า ไอหรือสำลัก

ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปมีดังนี้

  • ปวดท้อง มีแก๊ส
  • คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง
  • ปวดหัว

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ หรืออาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาไพรโลเซคอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • ไซลอสทาซอล (Cilostazol)
  • โคลพิโดเกรล (Clopidogrel)
  • ยาไดอาเซแพม (Diazepam) อย่างวาเลียม (Valium)
  • ไดจอกซิน (Digoxin)
  • ยาไดซัลฟิแรม (Disulfiram) อย่างแอนทาบูส (Antabuse)
  • เออร์โลทินิบ (Erlotinib)
  • ยาที่มีส่วนผสมของเหล็ก อย่างเฟอร์รอส ฟูมาเรต (ferrous fumarate) เฟอร์รอส กลูโคเนต (ferrous gluconate) เฟอร์รอส ซัลเฟต (ferrous sulfate) และอื่นๆ
  • เมโทเทรเซต (Methotrexate)
  • ไมโคฟีโนเลต โมฟีทิล (Mycophenolate mofetil)
  • เฟนีโทอิน (Phenytoin)
  • สมุนไพรเซนต์จอฟ์น (John’s wort)
  • ทาโครลิมัส (Tacrolimus)
  • ยาวาฟาริน (Warfarin) อย่างคูมาดิน (Coumadin) หรือแจนโทเวน (Jantoven)
  • ยาปฏิชีวนะ– แอมพิซิลลิน (ampicillin) อะมอกซิลลิน (amoxicillin) คลาริโทรมัยซิน (clarithromycin) ไรแฟมพิน (rifampin)
  • ยาต้านเชื้อรา — คีโตโคนาโซล (ketoconazole) โวริโคนาโซล (voriconazole)
  • ยารักษาเอชไอวีหรือโรคเอดส์ — อะทาซานาเวียร์ (atazanavir) เนลฟินาเวียร์ (nelfinavir) ซาควินาเวียร์ (saquinavir)

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาไพรโลเซคอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาไพรโลเซคอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

โรคที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • โรคตับ
  • แมกนีเซียมในเลือดต่ำ
  • โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) หรือโรคกระดูกบาง (osteopenia)
  • มีปัญหากับการกลืนหรือมีอาการปวดขณะกลืน
  • อุจจาระสีเลือดหรือสีดำ อาเจียนคล้ายเลือดหรือกากกาแฟ
  • แสบร้อนกลางอกนานกว่า 3 เดือน
  • ปวดหน้าอกบ่อยครั้ง แสบร้อนกลางอก พร้อมกับอาการหายใจมีเสียงหวีด
  • น้ำหนักลดอย่างหาสาเหตุไม่ได้
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน ปวดท้อง

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาไพรโลเซค (โอมิพราโซล) สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenal Ulcer)

20 มก. รับประทานวันละครั้งก่อนมื้ออาหาร ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะฟื้นฟูภายใน 4 ถึง 8 สัปดาห์

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร

ระยะเวลาการรักษา

  • ยาโอเมพราโซลขนาด 40 มก. รับประทานวันละครั้งในตอนเช้า ร่วมกับยาคลาริโทรมัยซินขนาด 500 มก. รับประทานวันละ 3 ครั้ง ในวันที่ 1 ถึง 14 เริ่มต้นในวันที่ 15
  • ยาโอเมพราโซลขนาด 20 มก. รับประทานวันละครั้งในตอนเช้าของวันที่ 15 ถึง 28

การรักษาด้วยยาสามชนิด

  • ยาโอเมพราโซลขนาด 20 มก. รับประทานร่วมกับยาคลาริโทรมัยซินขนาด 500 มก. บวกกับยาอะมอกซิลลินขนาด 1000 มก. รับประทานทั้งหมดวันละสองครั้งเป็นเวลา 10 วัน
  • หากมีแแผลอยู่ในช่วงเริ่มต้นการรักษา ควรใช้ยาโอเมพราโซลขนาด 20 มก. รับประทานวันละครั้ง ต่อไปอีกเป็นเวลา 18 วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

40 มก. รับประทานวันละครั้งก่อนมื้ออาหารเป็นเวลา 4 ถึง 8 สัปดาห์

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคหลอดอาหารอักเสบแบบสึกกร่อน

20 มก. รับประทานวันละครั้งก่อนมื้ออาหาร อาจเพิ่มขนาดยาไปถึง 40 มก. ต่อวันโดยขึ้นอยู่กับการตอบสนองและความทนต่อยาของผู้ป่วย งานวิจัยเสร็จสิ้นการรักษาระดับการรักษาโรคหลอดอาหารอักเสบแบบสึกกร่อนนานถึง 12 เดือน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษากลุ่มอาการโซลลิงเจอร์–เอลลิสัน (Zollinger-Ellison Syndrome)

  • ขนาดยาเริ่มต้น 60 มก. รับประทานวันละครั้ง ขนาดยาควรแตกต่างกันตามความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย
  • ขนาดยาปกติ เคยมีการใช้ยาในขนาดสูงถึง 120 มก. วันละ 3 ครั้ง ขนาดยาที่มากกว่า 80 มก. ควรแบ่งให้ยา

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อน

  • ขนาดยาเริ่มต้น 20 มก. รับประทานวันละครั้งก่อนมื้ออาหารเป็นเวลา 4 ถึง 8 สัปดาห์ อาจเพิ่มขนาดยาขึ้นไปถึง 40 มก. ต่อวันหากจำเป็น
  • ขนาดยาปกติ อาจจำเป็นต้องทำการรักษาในระยะยาวโดยใช้ยาในขนาด 10 ถึง 20 มก. ต่อวันเพื่อรักษาระดับการรักษาโรคที่ดื้อยาและดูเหมือนว่าจะปลอดภัย

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการเนื้องอกของต่อมไร้ท่อหลายต่อม (Multiple Endocrine Adenomas)

  • ขนาดยาเริ่มต้น 60 มก. รับประทานวันละครั้งก่อนมื้ออาหาร อาจปรับขนาดยาโดยโดยขึ้นอยู่กับการตอบสนองและความทนต่อยาของผู้ป่วยที่ต้องการ
  • ขนาดยาปกติ เคยมีการใช้ยาในขนาดสูงถึง 120 มก. วันละ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาที่มากกว่า 80 มก. ควรแบ่งให้ยา

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาซิสเตมิก มาสโตไซโตซิส (Systemic Mastocytosis)

  • ขนาดยาเริ่มต้น 60 มก. รับประทานวันละครั้งก่อนมื้ออาหาร อาจปรับขนาดยาโดยโดยขึ้นอยู่กับการตอบสนองและความทนต่อยาของผู้ป่วยที่ต้องการ
  • ขนาดยาปกติ เคยมีการใช้ยาในขนาดสูงถึง 120 มก. วันละ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาที่มากกว่า 80 มก. ควรแบ่งให้ยา

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการอาหารไม่ย่อย

การป้องกันอาการแสบร้อนกลางอกบ่อยครั้ง 20 มก. รับประทานวันละครั้ง ก่อนมื้ออาหาร เป็นเวลา 14 วัน

ขนาดยาไพรโลเซค (โอมิพราโซล) สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคหลอดอาหารอักเสบแบบสึกกร่อน

รับประทาน

ทารก

  • โรคกรดไหลย้อน 0.7 มก./กก./ครั้ง วันละครั้ง ช่วยลดเปอร์เซ็นต์ของค่า pH ภายในกระเพาะอาหารและหลอดอาหารให้น้อยกว่า 4 เช่นเดียวกับจำนวนครั้งในการเกิดอาการกรดไหลย้อนในทารกแรกเกิด 10 ราย (ค่าเฉลี่ยอายุครรภ์หลังปฏิสินธิ [PMA] 36.1 สัปดาห์) [34 ถึง 40 สัปดาห์]) ในการทดลอง เคยมีรายงานขนาดยาสูงกว่าที่ 1 ถึง 1.5 มก./กก./วัน

เด็กและวัยรุ่น 1 ถึง 16 ปี: โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะ หลอดอาหารอักเสบ

คำแนะนำจากผู้ผลิต

  • 5 กก. ถึงน้อยกว่า 10 กก. 5 มก. วันละครั้ง
  • 10 กก. ถึงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 20 กก. 10 มก. วันละครั้ง
  • หนักกว่า 20 กก. 20 มก. วันละครั้ง

ขนาดยาทางเลือก

เด็ก 1 ถึง 16 ปี

  • 1 มก./กก./ครั้ง วันละหนึ่งหรือสองครั้ง
  • การเสริมการรักษาแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (ใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะไม่ยาคลาริโทรมัยซินก็ยาคลาริโทรมัยซินบวกกับยาอะมอกซิซิลลิน) ในเด็ก
  • 15 ถึง 30 กก. 10 มก. วันละสองครั้ง
  • หนักกว่า 30 กก. 20 มก. วันละสองครั้ง

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคกรดไหลย้อน

รับประทาน

ทารก

  • โรคกรดไหลย้อน 0.7 มก./กก./ครั้ง วันละครั้ง ช่วยลดเปอร์เซ็นต์ของค่า pH ภายในกระเพาะอาหารและหลอดอาหารให้น้อยกว่า 4 เช่นเดียวกับจำนวนครั้งในการเกิดอาการกรดไหลย้อนในทารกแรกเกิด 10 ราย (ค่าเฉลี่ยอายุครรภ์หลังปฏิสินธิ 36.1 สัปดาห์) [34 ถึง 40 สัปดาห์]) ในการทดลอง เคยมีรายงานขนาดยาสูงกว่าที่ 1 ถึง 1.5 มก./กก./วัน

เด็กและวัยรุ่น 1 ถึง 16 ปี โรคกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะ หลอดอาหารอักเสบ

คำแนะนำจากผู้ผลิต

  • 5 กก. ถึงน้อยกว่า 10 กก. 5 มก. วันละครั้ง
  • 10 กก. ถึงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 20 กก. 10 มก. วันละครั้ง
  • หนักกว่า 20 กก. 20 มก. วันละครั้ง

ขนาดยาทางเลือก

เด็ก 1 ถึง 16 ปี

  • 1 มก./กก./ครั้ง วันละหนึ่งหรือสองครั้ง
  • การเสริมการรักษาแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (ใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะไม่ยาคลาริโทรมัยซินก็ยาคลาริโทรมัยซินบวกกับยาอะมอกซิซิลลิน) ในเด็ก
  • 15 ถึง 30 กก. 10 มก. วันละสองครั้ง
  • หนักกว่า 30 กก. 20 มก. วันละสองครั้ง

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ด

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

กรดไหลย้อนในเด็ก ข้อเท็จจริงที่คุณพ่อคุณแม่ควรต้องรู้

ทารกส่วนใหญ่มักอาเจียนบางครั้งบางคราวหรือหลายครั้งในแต่ละวัน หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย นี่คืออาการบ่งชี้ของ กรดไหลย้อนในเด็ก หรือ GERD นั่นเอง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by อนันตา นานา

แพนโทพราโซล (Pantoprazole)

แพนโทพราโซล (Pantoprazole) ใช้เพื่อรักษาปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและหลอดอาหารบางชนิด เช่น กรดไหลย้อน ทำงานโดยการลดปริมาณการผลิตกรดภายในกระเพาะ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

นิซาทิดีน (Nizatidine)

นิซาทิดีน (Nizatidine) ใช้รักษาแผลที่กระเพาะอาหารและลำไส้ และป้องกันอาการเหล่านี้กลับมาหลังจากรักษาหายแล้ว และใช้รักษาปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและหลอกอาหาร

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

ราบีพราโซล (Rabeprazole)

ราบีพราโซล (Rabeprazole) เป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาปัญหาที่กระเพาะอาหาร และหลอดอาหารบางประเภท เช่น กรดไหลย้อนหรือแผลอักเสบ ยานี้ออกฤทธิ์โดยลดกรดในกระเพาะอาหาร

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by จิดาภา ติยะสิริทานนท์

Recommended for you

ยาลดกรด ต้องกินยังไง ถึงจะปลอดภัยต่อสุขภาพ

ยาลดกรด ต้องกินยังไง ถึงจะปลอดภัยต่อสุขภาพ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on มีนาคม 12, 2020
เจลลูซิล® (Gelusil®)

เจลลูซิล® (Gelusil®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช
Published on พฤศจิกายน 29, 2019
แมกนีเซียม ไฮดรอกไซด์ (Magnesium hydroxide)

แมกนีเซียม ไฮดรอกไซด์ (Magnesium hydroxide)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on พฤศจิกายน 22, 2019
แลนโซพราโซล (Lansoprazole)

แลนโซพราโซล (Lansoprazole)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on มิถุนายน 12, 2019