สุขภาพตา

คุณรู้หรือเปล่าว่า ดวงตา คือหนึ่งในอวัยวะรับสัมผัส ที่พัฒนามากที่สุดในร่างกายของมนุษย์ เราจำเป็นต้องพึ่งการมองเห็นในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติ ดังนั้น การดูแลรักษา สุขภาพดวงตา ให้ดี จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เรียนรู้เกี่ยวกับ สุขภาพตา และการดูแลรักษาสุขภาพดวงตาของคุณ ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพตา

ดูแลสุขภาพดวงตา ก่อนภาวะสมองเสื่อมจะมาเยือน

‘ดวงตา’ เป็นอวัยวะสำคัญที่ละเอียดอ่อนและต้องทะนุถนอมเป็นพิเศษ เพราะนอกจากช่วยเปิดโลกกว้างให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนแล้ว ยังช่วยเสริมบุคลิกภาพและสะท้อนถึงการมีสุขภาพดีอีกด้วย แต่บางครั้งดวงตาคู่สวยก็อาจถูกทำร้ายจากสาเหตุต่างๆ ในชีวิตประจำวันโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด มลภาวะ หรือแม้กระทั่งการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในระยะยาวได้ หากสุขภาพดวงตาและการมองเห็นมีปัญหา ทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ เช่น สายตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน ปวดกระบอกตา ตาแห้ง กล้ามเนื้อรอบดวงตาเกร็ง เคืองตา น้ำตาไหล ฯลฯ ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลรักษาก็จะนำไปสู่โรคทางสายตาอีกมากมาย ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมในด้านต่างๆ ได้ นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาวิจัยที่พบว่าปัญหาด้านการมองเห็นอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิด ‘ภาวะสมองเสื่อม’ อีกทั้งเป็นตัวเร่งทำให้การรับรู้และจดจำลดลง โดยผลการวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า ปัญหาการมองเห็นที่ลดลง มีความเชื่อมโยงกับการรับรู้และจดจำที่ลดลงถึงร้อยละ 55 เนื่องจากผู้ประสบปัญหาเหล่านี้ มักมีกิจกรรมทางกายภาพและสังคมที่ลดลงนั่นเอง รู้หรือไม่! สุขภาพตาที่เสื่อมลง สาเหตุเสี่ยงโรคสมองเสื่อมก่อนวัย อาการผิดปกติธรรมดาๆ ของดวงตาที่เราอาจมองข้าม หรือไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม ก็อาจนำไปสู่การเกิดปัญหาสุขภาพตาขึ้นได้ ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังกระทบการทำงานในส่วนต่างๆ ของร่างกายอีกด้วย ทั้งด้านกายภาพ จิตใจ คุณภาพชีวิต และสภาพความเป็นอยู่โดยรวม จากการศึกษาหลายฉบับระบุในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาการมองเห็นที่ลดลง นับว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม จากการสำรวจผู้หญิงจำนวน 1,000 คนในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การเกิดโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นนั้น มีสาเหตุมาจากความรุนแรงของปัญหาการมองเห็นที่เสื่อมลง และยังส่งผลให้คะแนนจากการตรวจสุขภาพจิตลดลงตามไปด้วย ส่วนในประเทศสิงคโปร์พบว่า ปัญหาการมองเห็นมีความเชื่อมโยงกับความสามารถในการรับรู้และจดจำ […]

หัวข้อ สุขภาพตา เพิ่มเติม

โรคตา

สายตาสั้น อาการ สาเหตุ และการรักษา

สายตาสั้น เกิดจากความผิดปกติของดวงตาที่ไม่สามารถการหักเหแสงได้อย่างถูกต้อง ทำให้การมองเห็นวัตถุ หรือสิ่งรอบตัวในระยะไกลพร่ามัว ไม่ชัดเจนเท่ากับการมองในระยะใกล้ โดยปกติอาจได้รับการแก้ไขด้วยการใส่แว่นตา คอนแทคเลนส์ หรือผ่าตัดทำเลสิก คำจำกัดความสายตาสั้น คืออะไร สายตาสั้น คือ ปัญหาทางสายตาที่ทำให้การมองเห็นวัตถุสิ่งต่าง ๆ รอบตัวไม่ชัดเจน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ สายตาสั้นธรรมดา เป็นภาวะสายตาสั้นที่ส่งผลไม่รุนแรง สามารถแก้ไขได้ด้วยการสวมแว่นตา หรือใส่คอนแทคเลนส์ตามที่คุณหมอกำหนด สายตาสั้นระดับสูง เป็นภาวะสายตาสั้นที่เสื่อมลงตามช่วงอายุ และอาจก่อให้เกิดโรคตาอื่น ๆ ได้ เช่น จอประสาทตาลอก ต้อกระจก ต้อหิน สายตาสั้นมากผิดปกติ อาจทำให้เกิดปัญหากระทบต่อจอตาเพิ่มเติม เช่น จอประสาทตาเสีย จอประสาทตาลอก จุดโฟกัสมีรอยแผลที่อาจนำไปสู่จุดบอด อาการอาการสายตาสั้น อาการสายตาสั้น สามารถสังเกตได้จากสัญญาณเตือน ดังนี้ มองเห็นวัตถุรอบตัวไม่ชัดเมื่ออยู่ในระยะไกล โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน ปวดตา ตาล้า มีอาการตาเหล่เล็กน้อย กระพริบตาถี่ ขยี้ตาบ่อย อาการปวดหัวที่เกิดจากอาการปวดตา สาเหตุสาเหตุสายตาสั้น สาเหตุที่ทำให้สายตาสั้นเกิดจากโครงสร้างของดวงตาภายในผิดปกติ ทำให้กระจกตามีความโค้งสูงจนเกินไป ส่งผลให้แสงที่เข้ามาในดวงตาหักเหผิดปกติ ไม่อาจโฟกัสเป็นภาพได้ชัดเจน ปัจจัยเสี่ยงปัจจัยเสี่ยงสายตาสั้น ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สายตาสั้น มีดังนี้ พันธุกรรม ที่อาจส่งต่อจากคนในครอบครัวที่มีประวัติสายตาสั้น พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น อ่านหนังสือ มองหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ภาวะทางสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การวินิจฉัย และการรักษาข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม การวินิจฉัยสายตาสั้น คุณหมออาจทดสอบด้วยการให้อ่านตัวอักษรตามระยะที่กำหนด เพื่อเช็กความคมชัดของภาพที่ผู้ป่วยมองเห็น และใช้เครื่องมือทดสอบโรคตาที่เรียกว่า Phoropter […]

การดูแลสุขภาพตา

ตรวจตา มีวิธีการอย่างไร

ตรวจตา คือ การทดสอบสายตาเพื่อตรวจหาความผิดปกติภายในดวงตา เช่น ประสิทธิภาพในการมองเห็น ต้อกระจก ต้อหิน และ การทดสอบมีหลายรูปแบบโดยจักษุแพทย์อาจเลือกใช้มากกว่าหนึ่งวิธี เพื่อหาสาเหตุ และทำการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์ของการตรวจตา การเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำอาจทำให้ทราบถึงปัญหาสายตา หรือโรคตาที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ตาเหล่ ตาพร่า ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม การตรวจตาสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปีอาจทำให้คุณหมอช่วยรักษาภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการที่รุนแรง หรือเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น ควรตรวจตาเมื่อใด การตรวจตา สามารถทำได้ทุกวัยโดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอาการปกติ อาจขอรับการตรวจตาตามเกณฑ์อายุ ดังต่อไปนี้ ทารกแรกเกิด เป็นช่วงวัยแรกที่ควรได้รับการตรวจหาการติดเชื้อที่ตา ทารก 6 เดือน ควรตรวจสุขภาพตาโดยรวม และพัฒนาการในด้านการมองเห็น เด็กอายุไม่เกิน 3 ปี เด็กในช่วงวัยนี้อาจเสี่ยงเผชิญกับปัญหาตาขี้เกียจ ตาขวาง ตาเหล่ จึงควรพาเด็ก ๆ เข้ารับการตรวจตาเป็นประจำ เด็กอายุ 3-5 ปี ขึ้นไป อาจเข้ารับการตรวจตาเพื่อทดสอบด้านการมองเห็น และตำแหน่งของดวงตาเป็นประจำทุกปี ช่วงอายุ 20–39 ปี ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาทุก ๆ 5-10 ปี โดยเฉพาะผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ใช้สายตามากในชีวิตประจำวัน หรือมีปัญหาทางสายตา […]

โรคตา

ตาพร่า อาการ สาเหตุ การรักษาและป้องกัน

ตาพร่า เป็นภาวะสายตาที่พบได้บ่อย เกิดได้จากหลายสาเหตุเช่น สายตาสั้น การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือมากเกินไป ทำให้ตาเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ไม่ชัดเจน เป็นภาพเบลอ การทราบสาเหตุ และการรักษาที่เหมาะสม อาจช่วยให้รับมือกับอาการตาพร่าได้อย่างถูกต้อง คำจำกัดความตาพร่า คืออะไร ตาพร่า หรือ ตามัว คือภาวะที่การมองเห็นของดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้างเปลี่ยนแปลง ทำให้มองวัตถุรอบตัวไม่ชัด โดยอาจเกิดจากความผิดปกติของสายตา เช่น สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง รวมถึงสภาวะจากโรค ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดในสมอง ไมเกรนที่ตา โรคหลอดเลือดแดงอักเสบ อาการอาการตาพร่า อาการตาพร่า สามารถสังเกตได้จากการมองเห็นไม่ชัดเจน มองเห็นวัตถุรอบตัวเป็นภาพซ้อน แต่หากมีอาการอื่น ๆ ร่วมกับอาการตาพร่า เช่น ปวดศีรษะกะทันหัน หน้าซีด หน้าชา พูดไม่ชัด สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อ หมดสติ ควรพาผู้ป่วยเข้ารับการรักษาฉุกเฉินในโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นอาการแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคเรื้อรัง สาเหตุสาเหตุตาพร่า สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการตาพร่า อาจมาจากปัญหาสุขภาพตาและโรคเรื้อรัง ดังนี้ เรตินาหรือจอประสาทตาลอก เมื่อเรตินาหรือจอประสาทตาแยกออกจากกัน อาจทำลายเส้นประสาท และส่งผลให้ตาพร่ามัว จอประสาทตาเสื่อมตามอายุ เป็นโรคที่ส่งผลต่อเรตินาในดวงตา ทำให้การมองเห็นพร่ามัว พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ไมเกรนที่ตา อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นบางส่วนหรือทั้งหมดได้นานถึง 30 […]

การดูแลสุขภาพตา

ยาหยอดตา ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

ยาหยอดตา เป็นสารละลายที่นำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในดวงตา เช่น ใช้เพิ่มความชุ่มชื้นเมื่อตาแห้ง บรรเทาอาการเจ็บตา แสบตาหลังจากการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ควรใช้ยาหยอดตาให้ตรงตามจุดประสงค์และคำแนะนำของคุณหมอหรือเภสัชกร เพื่อความปลอดภัยของดวงตา ยาหยอดตา ใช้เพื่ออะไร ยาหยอดตา อาจช่วยบรรเทาอาการที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ ตาแห้ง เป็นภาวะที่ทำให้ตาแดง แสบตา การมองเห็นเปลี่ยนแปลง อาจเกิดจากต่อมน้ำตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอ พบได้บ่อยเมื่ออายุมากขึ้น เพราะร่างกายอาจผลิตน้ำตาได้น้อยลง หรือน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตาระเหยเร็วเกินไป เป็นต้น โรคต้อหิน โรคต้อหินมักเกิดจากความดันและของเหลวในดวงตาเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้เส้นประสาทตาเสียหาย และสูญเสียการมองเห็นได้ การใช้ยาหยอดตาอาจช่วยลดปริมาณของเหลว หรือขับของเหลวออกจากดวงตา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยที่มีความดันในตาสูงเสี่ยงเป็นต้อหิน การติดเชื้อที่ตา การติดเชื้อที่ตาอาจเกิดจากไวรัส ส่งผลให้เจ็บบริเวณพื้นผิวดวงตา หรือบริเวณเปลือกตา และทำให้กระจกตาอักเสบได้ การรักษาด้วยการใช้ยาหยอดตาอาจช่วยต้านไวรัส และป้องกันความเสียหายต่อดวงตาที่เกิดขึ้น กระจกตาติดเชื้อ ภาวะกระจกตาติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการสวมใส่คอนแทคเลนส์อย่างไม่เหมาะสม เช่น คอนแทคเลนส์ไม่สะอาด สวมใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป จนนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อปรสิต หากมีอาการในระดับเบา ยาหยอดตาบางชนิดที่คุณหมอแนะนำอาจช่วยต้านเชื้อดังกล่าวได้ แต่สำหรับอาการติดเชื้อรุนแรง อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ หรือการผ่าตัด หลังการผ่าตัดตา หลังเข้ารับการผ่าตัดตา เช่น การผ่าตัดต้อกระจก การทำเลสิก คุณหมออาจให้ผู้ป่วยใช้ยาหยอดตาด้วยเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และป้องกันการปฏิเสธเนื้อเยื่อในกรณีที่ผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตา ประเภทของยาหยอดตา ประเภทของยาหยอดตา แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. น้ำตาเทียม ส่วนใหญ่น้ำตาเทียมอาจใช้เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดวงตาเมื่อตาแห้ง โดยน้ำตาเทียมมีให้เลือกใช้ 2 รูปแบบ […]

โรคตา

ตาเหล่

ตาเหล่ ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างเคลื่อนไหวไม่สอดคล้องกัน อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวัย 6 เดือนแรกหลังคลอด และจะมีอาการที่ชัดเจนเรื่อย ๆ ตามการเจริญเติบโต โดยสังเกตได้จากลูกตาที่ไม่สามารถมองตรงไปข้างหน้าพร้อมกันได้ คำจำกัดความตาเหล่ คืออะไร ตาเหล่ คือ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น เนื่องจากลูกตาทั้งสองข้างไม่สามารถมองไปที่จุดใดจุดหนึ่งในเวลาเดียวกันได้ ซึ่งปกติดวงตาจะมีกล้ามเนื้อยึดติดเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวให้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่หากกล้ามเนื้อนั้นทำงานผิดปกติ ก็จะเกิดเป็นอาการตาเหล่ขึ้น ตาเหล่สามารถแบ่งประเภทตามตำแหน่งของลูกตา ดังนี้ ตาเหล่ขึ้นไปด้านบน (Hypertropia) ตาเหล่ลงด้านล่าง (Hypotropia) ตาเหล่เข้าด้านใน (Esotropia) ตาเหล่ออกด้านนอก (Exotropia) อาการอาการของตาเหล่ อาการตาเหล่ที่พบบ่อย อาจสังเกตได้จาก ลักษณะของดวงตาที่ไม่สมส่วน และมีการเคลื่อนไหวดวงตาที่ไม่พร้อมเพรียงกัน กระพริบตา หรือหรี่ตาบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเจอแสงจ้า เอียงศีรษะขณะดูสิ่งของรอบตัว มองเห็นไม่ชัด เดินชนสิ่งของ สาเหตุสาเหตุที่ส่งผลให้ตาเหล่ ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัดที่ส่งผลให้เกิดอาการตาเหล่ แต่อาจมีความเชื่อมโยงเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อตา หรือผลข้างเคียงจากปัญหาทางสายตา เช่น สายตายาว สายตาสั้น สายตาเอียง รวมถึงโรคตาเรื้อรัง และการติดเชื้อไวรัสบางชนิด ที่เข้าไปสร้างความเสียหายแก่หลอดเลือด เส้นประสาท ปัจจัยเสี่ยงปัจจัยเสี่ยงของภาวะตาเหล่ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ตาเหล่ ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ ได้แก่ ประวัติของบุคคลในครอบครัวที่เคยมีหรือกำลังมีอาการตาเหล่ สายตาผิดปกติ อาจทำให้เกิดอาการตาเหล่ได้ เนื่องจากต้องเพ่งสายตาเพื่อมองเห็นสิ่งรอบตัวได้ชัดเจนขึ้น โรคอื่น ๆ เช่น ดาวน์ซินโดรม สมองพิการ โรคหลอดเลือดในสมอง โรคต้อหิน โรคต้อกระจก โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ การวินิจฉัยและการรักษาข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม การวินิจฉัยภาวะตาเหล่ คุณหมออาจวินิจฉัยหาสาเหตุของ ภาวะตาเหล่ และความผิดปกติของลูกตาด้วยการทดสอบต่าง ๆ ดังนี้ สอบถามประวัติผู้ป่วยถึงอาการ ยาที่ใช้ […]

ต้อหิน

ผ่าตัดต้อหิน ความเสี่ยงหลังการผ่าตัด และการดูแลตัวเอง

ต้อหิน เป็นกลุ่มอาการตาที่ทำลายเส้นประสาทตา ที่อาจเกิดจากความดันภายในลูกตาสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่อาจส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป การ ผ่าตัดต้อหิน จึงอาจเป็นวิธีการรักษาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น หากการรักษาด้วยยาหยอดตาให้ผลไม่ชัดเจน ผ่าตัดต้อหิน ด้วยวิธีใดได้บ้าง การรักษาต้อหินขึ้นอยู่กับประเภท และสาเหตุของต้อหิน คุณหมออาจเลือกวิธี การผ่าตัดต้อหิน ที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้ เจาะรูระบายน้ำภายในลูกตา (Trabeculectomy) คุณหมอจะทำการเจาะรูขนาดเล็กในลูกตาเพื่อเพิ่มช่องทางการระบายของเหลวออก ทำให้ความดันในดวงตาลดลง การผ่าตัดใส่อุปกรณ์ระบายของเหลว โดยการใส่ท่อระบายน้ำขนาดเล็กในดวงตา เพื่อระบายน้ำส่งต่อไปยังบริเวณใต้เยื่อบุลูกตา นำไปสู่การดูดซึมเข้าสู่หลอดเลือดตามธรรมชาติของระบบการทำงานของร่างกาย การผ่าตัดต้อกระจก เป็นการผ่าตัดเปิดเลนส์ตา เพื่อช่วยลดความดันในตา เนื่องจากโรคต้อหินมีม่านตาและกระจกตาที่อยู่ใกล้กันเกินไป ส่งผลให้ไม่สามารถระบายของเหลวได้ ดังนั้นการผ่าตัดด้วยวิธีนี้อาจสร้างระยะห่างของม่านตา และกระจกตาที่ช่วยให้ระบายของเหลวออกจากตาได้มากขึ้น นอกจาก การผ่าตัดต้อหิน ยังมีการรักษาด้วยเลเซอร์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจช่วยลดความดันในตา และระบายของเหลวของจากดวงตาได้ ถึงอย่างไรการเลือกวิธีการรักษาต้องผ่านการตรวจและประเมินอาการเบื้องต้น เพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้ป่วยอาจเผชิญได้หลังการผ่าตัด ความเสี่ยงหลังการผ่าตัด การผ่าตัดต้อหิน อาจทำให้เกิดความเสี่ยงบางอย่างหลังจากการผ่าตัด หรือระหว่างการพักฟื้นดวงตาได้ ดังนี้ ปวดตา ตาแดง ตาบวม ระคายเคืองดวงตา เลือดออกในตา การติดเชื้อ และการอักเสบ ความดันในตาอยู่ในระดับต่ำ หรือระดับสูงจนเกินไป ตาพร่ามัวเป็นเวลานาน ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง หรืออาจสูญเสียการมองเห็น การดูแลตัวเองหลัง การผ่าตัดต้อหิน หลังการผ่าตัดต้อหินควรงดทำกิจกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก ได้แก่ งดอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ เล่นโทรศัพท์ หรือใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน งดออกกำลังกาย และยกของหนัก หลีกเลี่ยงการสวมใส่คอนแทคเลนส์ งดใช้เครื่องสำอางและสกินแคร์บริเวณใบหน้า เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ควรขับขี่ยานพาหนะจนกว่าตาจะหายดี

โรคตา

ตากุ้งยิง

ตากุ้งยิง เกิดขึ้นจากอาการอักเสบเนื่องจากการติดเชื้อของต่อมไขมันในบริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ คล้ายสิวในบริเวณรอบดวงตา โดยปกติอาจสามารถหายได้เองโดยไม่จำเป็นต้องรักษา แต่อาจบรรเทาอาการได้ด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบบริเวณเปลือกตาครั้งละ 5-10 นาที วันละ 3-4 ครั้ง คำจำกัดความตากุ้งยิง คืออะไร ตากุ้งยิง คือ การอักเสบของเปลือกตาที่ก่อให้เกิดตุ่มนูนคล้ายสิว ซึ่งอาจเกิดขึ้นในบริเวณปลือกตาทั้งภายนอกและภายใน หากเกิดตากุ้งยิงในบริเวณเปลือกตาภายนอกอาจส่งผลให้เกิดหนอง และอาการปวดเมื่อสัมผัส รวมถึงอาจส่งผลให้ติดเชื้อได้ ตากุ้งยิงที่เกิดขึ้นภายในเปลือกตาอาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวดมากกว่าตากุ้งยิงที่เกิดขึ้นภายนอก อีกทั้งยังอาจทำให้รู้สึกระคายเคืองเมื่อกระพริบตา เหมือนมีบางอย่างติดอยู่ในดวงตาตลอดเวลา อาการอาการของตากุ้งยิง อาการตากุ้งยิง สังเกตได้จากปฏิกิริยาต่าง ๆ ดังนี้ ตุ่มนูนสีแดงคล้ายสิวอยู่บนเปลือกตา บางตุ่มอาจมีหนองสีเหลืองปรากฏ เปลือกตาบวม รู้สึกปวดบริเวณเปลือกตา คันตา น้ำตาไหล ตาแฉะ เปลือกตาหย่อนคล้อย มองเห็นไม่ชัด ตาไวต่อแสง สาเหตุสาเหตุที่ส่งผลให้เป็นตากุ้งยิง ตากุ้งยิงมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อของแบคทีเรียสแตปฟิโลคอคคัส (Staphylococcus) ที่ต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา แต่บางครั้งก็อาจมีสาเหตุมาจากการอุดตันของต่อมไขมันเนื่องจากสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ดวงตา หรือจากแผลเป็นที่เนื้อเยื่อในบริเวณเปลือกตา หรืออาจเป็นผลข้างเคียงมาจากโรคผิวหนัง เช่น โรคผิวหนังอักเสบโรซาเซีย (Rosacea) โรคเปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) ปัจจัยเสี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด อาการตากุ้งยิง ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดตากุ้งยิง มีดังต่อไปนี้ การใช้มือสัมผัสกับดวงตา ใส่คอนแทคเลนส์ที่สกปรกไม่ผ่านการล้างทำความสะอาด และฆ่าเชื้อ ใช้เครื่องสำอางหมดอายุ ล้างเครื่องสำอางบนใบหน้าไม่สะอาด หรือทิ้งไว้ข้ามคืน สภาวะต่าง ๆ เช่น เปลือกตาอักเสบ โรคโรซาเซีย การวินิจฉัยและการรักษาข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม การวินิจฉัย อาการตากุ้งยิง คุณหมออาจวินิจฉัยโดยการตรวจดูบริเวณเปลือกตาด้วยการส่องไฟ และใช้แว่นขยาย เพื่อตรวจดูลักษณะของตุ่มตากุ้งยิง นอกจากนี้คุณหมอก็อาจจะตรวจหาสิ่งแปลกปลอมในบริเวณดวงตา หรือสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น น้ำหนอง อาการบวม […]

ปัญหาตาแบบอื่น

เปลือกตาอักเสบ (Blepharitis)

ปัญหาของสุขภาพตาที่คนส่วนใหญ่มักเผชิญไม่ได้มีเพียงแค่ ต้อหิน ต้อกระจก สายตาสั้น สายตายาว เสมอไป ยังมีภาวะอื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็น อย่าง เปลือกตาอักเสบ ด้วยเช่นกัน แต่จะภาวะนี้เกิดจากสาเหตุ หรือปัจจัยใดบ้างนั้น ติดตามได้ในบทความของ Hello คุณหมอ ที่นำมาฝากทุกคนกันได้เลยค่ะ คำจำกัดความเปลือกตาอักเสบ คืออะไร เปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) คืออาการอักเสบบริเวณรอยพับของผิวหนังที่ปกคลุมดวงตา หรือเรียกง่าย ๆ ว่า เปลือกตา เกิดจากการที่ต่อมน้ำมันโคนขนตาอุดตันเนื่องจากสิ่งสกปรก ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคือง จนเปลือกตาอักเสบ และมีอาการบวม ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นกับเปลือกตาข้างใดก็ได้ และสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ อาการอักเสบบริเวณเปลือกตาด้านนอก เป็นการอักเสบของเปลือกตาด้านนอกส่วนที่ใกล้กับขนตา อาการอักเสบบริเวณเปลือกตาด้านใน เป็นการอักเสบของเปลือกตาด้านในส่วนที่ใกล้กับดวงตามากที่สุด เปลือกตาอักเสบพบได้บ่อยแค่ไหน ภาวะเปลือกตาอักเสบ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย เมื่อต่อมน้ำมันมีการอุดตัน ดังนั้นทางที่ดีที่สุด คุณสามารถเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ได้ เพื่อขอคำแนะนำการรักษาได้อย่างเหมาะสม อาการอาการของเปลือกตาอักเสบ สัญญาณเตือนของภาวะ เปลือกตาอักเสบ มักสังเกตได้ง่าย จากอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ อาการคันบริเวณเปลือกตา เปลือกตาบวมแดง รู้สึกแสบร้อนภายในดวงตา ตาแดง น้ำตาไหลตลอดเวลา ดวงตาไวต่อแสง ขี้ตาเกรอะ ดวงตาพร่ามัว เปลือกตามันเยิ้ม ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด หากคุณรู้สึกมีอาการปวดที่ดวงตา มีขี้ตาเยอะ และมีอาการตาบวม โดยไม่มีท่าทีว่าอาการเหล่านี้จะดีขึ้น ควรเร่งเข้ารับการรักษาในทันที เพราะสัญญาณเตือนเหล่านี้อาจหมายความได้ว่าคุณกำลังเริ่มมีการติดเชื้ออย่างรุนแรง สาเหตุสาเหตุของ ภาวะเปลือกตาอักเสบ  ถึงแม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว ภาวะเปลือกตาอักเสบ จะเกิดขึ้นจากการอุดตันของต่อมน้ำมัน แต่สาเหตุอื่น ๆ ดังต่อไปนี้ […]

ปัญหาตาแบบอื่น

ตาขาวอักเสบ จนตาแดง และเจ็บปวด ควรรักษาอย่างไร

ถึงแม้ว่าปัญหา ตาขาวอักเสบ  จะไม่ได้เกิดบริเวณตาดำโดยตรง แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการที่ ตาขาวอักเสบ ก็สามารถส่งผลกระทบต่อการมองเห็นได้เช่นกัน แต่จะมีสาเหตุใดบ้างนั้น ที่ทำให้บริเวณตาขาวคุณรู้สึกเจ็บปวด ติดตามได้ใน บทความของ Hello คุณหมอ วันนี้ที่นำความรู้เบื้องต้น มาฝากให้ทุกคนได้ทราบกันค่ะ คำจำกัดความตาขาวอักเสบ (Scleritis) คืออะไร ตาขาวอักเสบ (Scleritis) คือ อาการผิดปกติบริเวณตาขาวที่ก่อให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง โดยเป็นผลมาจากการทำงานของภูมิต้านทานในร่างกายเปลี่ยนแปลงไป สามารถแบ่งออกได้หลายประเภทด้วยกัน ได้แก่ ตาขาวอักเสบบริเวณด้านหน้าดวงตา ตาขาวอักเสบเป็นก้อนกลมด้านหน้าดวงตา ตาขาวอักเสบชนิดรุนแรง ตาขาวอักเสบบริเวณด้านหลัง ตาขาวอักเสบพบได้บ่อยแค่ไหน ภาวะตาขาวอักเสบ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นบ่อยได้มากกว่าผู้ชาย อาการอาการของตาขาวอักเสบ อาการตาขาวอักเสบ มักแตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเภท และสภาวะทางสุขภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โดยส่วนใหญ่ อาการหลัก ๆ ที่คุณสามารถสังเกตได้นั้น มีดังนี้ ดวงตาไวต่อแสง ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง หรือมองเห็นไม่ชัด มีน้ำตาไหลออกมาเป็นบางครั้ง อาการเจ็บปวดขณะเคลื่อนไหวลูกตา ระคายเคืองดวงตา บริเวณตาขาวมีอาการบวม และมีสีแดง ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด เมื่อคุณมีอาการเจ็บดวงตาไม่ว่าจะอยู่ในระดับรุนแรง หรือไม่รุนแรง แน่นอนว่าไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน โปรดรีบเร่งเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด พร้อมระบุอาการเบื้องต้นให้แพทย์ทราบในทันที เพราะอาการตาขาวอักเสบบางประเภท อาจทำให้คุณสูญเสียการมองเห็นได้โดยที่คุณไม่ทันตั้งตัว สาเหตุสาเหตุที่ทำให้ตาขาวอักเสบ ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของ อาการตาขาวอักเสบ แต่สาเหตุเบื้องต้นอาจมาจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ และมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส จนทำให้เกิดอาการปวด รวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อบริเวณตาขาว จนทำให้เกิดการอักเสบ หากคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เพิ่มเติม หรือหากคุณรู้สึกถึงอาการเจ็บปวดดวงตา คุณอาจจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุแพทย์ ปัจจัยเสี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิด อาการตาขาวอักเสบ โรคเรื้อรังบางโรค อาจส่งผลข้างเคียง และเพิ่มความเสี่ยงให้คุณมีอาการผิดปกติทางดวงตา จนลุกลามก่อให้เกิดตาขาวอักเสบได้ […]

ปัญหาตาแบบอื่น

เช็กปัญหาสายตาที่ควรเร่งแก้ไข ด้วย การตรวจการตอบสนองของรูม่านตา (PERRLA)

แน่นอนว่า เมื่อสุขภาพตามีปัญหา คุณมักจะคาดเดาไม่ได้ หรือระบุไม่ได้เลยว่า ตนเองนั้นกำลังเผชิญอยู่กับปัญหาสุขภาพตาแบบใด การเข้ารับการตรวจด้วยเทคนิคบางอย่างโดยจักษุแพทย์ที่มีชื่อเรียกว่า การตรวจการตอบสนองของรูม่านตา จึงถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก แต่การตรวจดังกล่าวจะมีขั้นตอนอย่างไรบ้างนั้น ติดตามได้ในบทความของ Hello คุณหมอ วันนี้ ที่นำมาฝากทุกคนกันค่ะ การตรวจการตอบสนองของรูม่านตา คืออะไร การตรวจการตอบสนองของรูม่านตา (PERRLA) คือ ขั้นตอนการตรวจพื้นฐาน เพื่อวัดระดับการทำงานของรูม่านตา และสัญญาณเตือนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางด้านสายตา หรือโรคในตา โดยเป็นการตรวจตามคำย่อภาษาอังกฤษ PERRLA ดังนี้ Pupils (P) เป็นการตรวจจุดกึ่งกลางในดวงตา หรือม่านตา (Iris) ที่สามารถควบคุมการหดตัว หรือขยายตัว เมื่อเผชิญกับแสงรอบตัวที่ได้รับ Equal (E) แพทย์จะตรวจขนาดรูม่านตา โดยปกติแล้ว รูม่านตาของคุณควรจะมีขนาดเท่ากัน หากแพทย์พบว่ารูม่านตาข้างใดข้างหนึ่งมีขนาดต่างออกไป ก็อาจจำเป็นต้องตรวจสอบด้วยเทคนิคอื่นเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด Round (R) ปกติรูม่านตาของคุณมักมีลักษณะเป็นวงกลม แพทย์จึงต้องตรวจสอบเส้นขอบ และรูปร่างของรูม่านตาของคุณอย่างละเอียด Reactive (R) เป็นการทดสอบปฏิกิริยา และความเคลื่อนไหวของรูม่านตาว่ามีการตอบสนองต่อแสงมากน้อยเพียงใด Light (L) ในการตรวจนี้ แพทย์มักจะส่องแสงไฟเข้าที่รูม่านตา เพื่อดูว่า รูม่านตาตอบสนองได้ดีแค่ไหน เช่น หากส่องไฟเข้าไปแล้วรูม่านตาไม่มีการหดตัวลง ก็อาจคาดเดาได้ว่าขณะนั้นคุณกำลังเสี่ยงกับปัญหาด้านสายตาบางอย่างอยู่ Accommodation (A) […]