home

สุขภาพตา

คุณรู้หรือเปล่าว่า ดวงตา คือหนึ่งในอวัยวะรับสัมผัส ที่พัฒนามากที่สุดในร่างกายของมนุษย์ เราจำเป็นต้องพึ่งการมองเห็นในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติ ดังนั้น การดูแลรักษา สุขภาพดวงตา ให้ดี จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เรียนรู้เกี่ยวกับ สุขภาพตา และการดูแลรักษาสุขภาพดวงตาของคุณ ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพตา

ตรวจตา เป็นการทดสอบสุขภาพดวงตา โดยใช้อุปกรณ์หรือวิธีการตรวจเฉพาะทางเพื่อช่วยประเมินการมองเห็น ตรวจหาโรคตา และสุขภาพโดยรวมของดวงตา การตรวจตามีความสำคัญเนื่องจากปัญหาสายตาบางประเภทอาจไม่มีอาการที่ชัดเจน จึงทำให้ผู้ป่วยอาจไม่ทราบถึงปัญหาสุขภาพที่กำลังตามมา การตรวจตาเป็นประจำจึงอาจช่วยปกป้องดวงตาให้มีสุขภาพดียาวนานได้ ตรวจตา คืออะไร ตรวจตา คือ การทดสอบสุขภาพดวงตาด้วยอุปกรณ์ทดสอบเฉพาะทาง เพื่อประเมินสุขภาพดวงตา การมองเห็นและตรวจหาโรคตาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการตรวจตาจะช่วยตรวจปัญหาสายตาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที หรือหาแนวทางในการปรับปรุงการมองเห็น เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ประโยชน์ของการตรวจตา การตรวจตาทำให้พบปัญหาทางสายตาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที การตรวจพบโรคทางตาในระยะเริ่มต้นอาจทำให้การรักษาเป็นไปได้ง่ายขึ้น การตรวจตาช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคทางกายที่อาจส่งผลต่อดวงตา เช่น โรคเบาหวาน นอกจากนี้ อาจช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคทางกายได้ การตรวจตาอาจช่วยยืนยันความผิดปกติของสมองบางประการได้ เช่น ความผิดปกติของพัฒนาการทางระบบประสาท ต้องตรวจตาบ่อยแค่ไหน การตรวจตาอาจขึ้นอยู่กับอายุ ปัญหาสายตา สุขภาพ ปัญหาสุขภาพของคนภายในครอบครัว รวมถึงความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อสายตา เช่น อาชีพ การตรวจตาจึงควรเริ่มต้น ดังนี้ ตรวจตาตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 3 ปี เพื่อดูพัฒนาการของตา และตรวจปัญหาสายตาที่พบบ่อย เช่น ตาขี้เกียจ ตาขวาง หรือตาไม่ตรง และอาจตรวจอย่างครอบคลุมมากขึ้นในช่วงอายุ 3-5 ปี เพื่อดูตำแหน่งดวงตาและปัญหาการมองเห็น เด็กวัยเรียนและวัยรุ่น ตรวจการมองเห็นก่อนเข้าเรียนเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการเรียน และคุณหมออาจนัดตรวจเพิ่มเติม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสายตาของแต่ะคนและการพิจารณาของคุณหมอ ผู้ใหญ่ […]

หัวข้อ สุขภาพตา เพิ่มเติม

สุขภาพตา

ตาอักเสบ คือ การอักเสบ หรือการติดเชื้อของเยื่อบุตา โดยเยื่อบุตาเป็นเนื้อเยื่อที่เป็นเมือกใส ๆ บาง ๆ ที่คลุมบริเวณตาขาว และด้านในเปลือกตา เมื่อตาอักเสบ อาจเกิดอาการตาแดง คัน ระคายเคืองบริเวณดวงตา แต่อาจไม่ร้ายแรงจนส่งผลต่อการมองเห็นในระยะยาว ตาอักเสบสามารถเป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อาจสัมผัสเชื้อโรคขณะอยู่ในสนามเด็กเล่น และผู้ใหญ่ที่ใช้สายตามาก อยู่ในที่แออัด หรือใส่คอนแทคเลนส์แล้วทำความสะอาดไม่ดีพอ  อาการตาอักเสบ อาการของตาอักเสบอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ซึ่งอาจสามารถสังเกตอาการได้ดังต่อไปนี้  ตาแดงบริเวณตาขาว อาจเป็นข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง รู้สึกคันหรือระคายเคืองในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง ตาพร่ามั่ว  ตาไวต่อแสง  เยื่อบุตาบวม รู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ในตา โดยเด็กเล็กอาจบอกว่ารู้สึกเหมือนมีทรายเข้าตา ตาแฉะ มีน้ำตาไหลมากกว่าปกติ  มีขี้ตาบริเวณเปลือกตา หรือขนตาในเวลาตื่นนอน  เวลาใส่คอนแทคเลนส์รู้สึกไม่สบายตา หรือใส่ไม่เข้าที่ อาการตาอักเสบ อาจแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นจากการสัมผัสได้ ดังนั้น ควรรีบปรึกษาคุณหมอเพื่อทำการรักษา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ สาเหตุของตาอักเสบ  สาเหตุของตาอักเสบอาจเกิดจากหลายปัจจัย ดังต่อไปนี้  ตาอักเสบจากการระคายเคือง เกิดการระคายเคือง เมื่อสัมผัสกับสารเคมี หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา เช่น ฝุ่น ขนตา ยาสระผม คลอรีนในสระว่ายน้ำ […]

การดูแลสุขภาพตา

ตรวจตา คือ การทดสอบสายตาเพื่อตรวจหาความผิดปกติภายในดวงตา เช่น ประสิทธิภาพในการมองเห็น ต้อกระจก ต้อหิน และ การทดสอบมีหลายรูปแบบโดยจักษุแพทย์อาจเลือกใช้มากกว่าหนึ่งวิธี เพื่อหาสาเหตุ และทำการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์ของการตรวจตา การเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำอาจทำให้ทราบถึงปัญหาสายตา หรือโรคตาที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ตาเหล่ ตาพร่า ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม การตรวจตาสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปีอาจทำให้คุณหมอช่วยรักษาภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการที่รุนแรง หรือเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น ควรตรวจตาเมื่อใด การตรวจตา สามารถทำได้ทุกวัยโดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอาการปกติ อาจขอรับการตรวจตาตามเกณฑ์อายุ ดังต่อไปนี้ ทารกแรกเกิด เป็นช่วงวัยแรกที่ควรได้รับการตรวจหาการติดเชื้อที่ตา ทารก 6 เดือน ควรตรวจสุขภาพตาโดยรวม และพัฒนาการในด้านการมองเห็น เด็กอายุไม่เกิน 3 ปี เด็กในช่วงวัยนี้อาจเสี่ยงเผชิญกับปัญหาตาขี้เกียจ ตาขวาง ตาเหล่ จึงควรพาเด็ก ๆ เข้ารับการตรวจตาเป็นประจำ เด็กอายุ 3-5 ปี ขึ้นไป อาจเข้ารับการตรวจตาเพื่อทดสอบด้านการมองเห็น และตำแหน่งของดวงตาเป็นประจำทุกปี ช่วงอายุ 20-39 ปี ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาทุก ๆ […]

การดูแลสุขภาพตา

ยาหยอดตา เป็นสารละลายที่นำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในดวงตา เช่น ใช้เพิ่มความชุ่มชื้นเมื่อตาแห้ง บรรเทาอาการเจ็บตา แสบตาหลังจากการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ควรใช้ยาหยอดตาให้ตรงตามจุดประสงค์และคำแนะนำของคุณหมอหรือเภสัชกร เพื่อความปลอดภัยของดวงตา ยาหยอดตา ใช้เพื่ออะไร ยาหยอดตา อาจช่วยบรรเทาอาการที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ ตาแห้ง เป็นภาวะที่ทำให้ตาแดง แสบตา การมองเห็นเปลี่ยนแปลง อาจเกิดจากต่อมน้ำตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอ พบได้บ่อยเมื่ออายุมากขึ้น เพราะร่างกายอาจผลิตน้ำตาได้น้อยลง หรือน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตาระเหยเร็วเกินไป เป็นต้น โรคต้อหิน โรคต้อหินมักเกิดจากความดันและของเหลวในดวงตาเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้เส้นประสาทตาเสียหาย และสูญเสียการมองเห็นได้ การใช้ยาหยอดตาอาจช่วยลดปริมาณของเหลว หรือขับของเหลวออกจากดวงตา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยที่มีความดันในตาสูงเสี่ยงเป็นต้อหิน การติดเชื้อที่ตา การติดเชื้อที่ตาอาจเกิดจากไวรัส ส่งผลให้เจ็บบริเวณพื้นผิวดวงตา หรือบริเวณเปลือกตา และทำให้กระจกตาอักเสบได้ การรักษาด้วยการใช้ยาหยอดตาอาจช่วยต้านไวรัส และป้องกันความเสียหายต่อดวงตาที่เกิดขึ้น กระจกตาติดเชื้อ ภาวะกระจกตาติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการสวมใส่คอนแทคเลนส์อย่างไม่เหมาะสม เช่น คอนแทคเลนส์ไม่สะอาด สวมใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป จนนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อปรสิต หากมีอาการในระดับเบา ยาหยอดตาบางชนิดที่คุณหมอแนะนำอาจช่วยต้านเชื้อดังกล่าวได้ แต่สำหรับอาการติดเชื้อรุนแรง อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ หรือการผ่าตัด หลังการผ่าตัดตา หลังเข้ารับการผ่าตัดตา เช่น การผ่าตัดต้อกระจก การทำเลสิก คุณหมออาจให้ผู้ป่วยใช้ยาหยอดตาด้วยเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และป้องกันการปฏิเสธเนื้อเยื่อในกรณีที่ผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตา ประเภทของยาหยอดตา ประเภทของยาหยอดตา แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. […]

โรคตา

ตาพร่า หรือตามัว คือปัญหาที่ส่งผลให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัวไม่ชัดเจน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาสายตายาว สายตาสั้น สายตาเอียง แต่โรคเรื้อรังหลายประการ ก็ทำให้เกิดภาวะตาพร่าได้เช่นกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะ ตาพร่าจากโรคเรื้อรัง ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพโดยรวมและสุขภาพตาเป็นประจำ หากตรวจพบโรค คุณหมอจะได้รักษาได้ก่อนจะส่งผลกระทบต่อดวงตา สาเหตุของภาวะ ตาพร่าจากโรคเรื้อรัง โรคเรื้อรังต่าง ๆ เหล่านี้ อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็น ทำให้ ตาพร่าจากโรคเรื้อรัง ได้ 1. โรคเบาหวาน โรคเบาหวานส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จนอาจทำลายหลอดเลือดในเรตินา หรือจอประสาทตา และเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้จุดภาพชัดของเรตินาบวม การมองเห็นเปลี่ยนแปลง ตาพร่ามัว ปวดตา ตาแดง และอาจสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ การรักษา หากเบาหวานขึ้นตาจนเริ่มส่งผลกระทบต่อการมองเห็น ตาพร่า หรือตาล้า ควรเข้ารับการวินิจฉัยโรค และรักษาด้วยเทคนิคการทางแพทย์ที่เหมาะสม เช่น การใช้เลเซอร์ การฉีดยาเข้าลูกตา และการผ่าตัด อีกทั้งควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากคุณหมอ ถึงวิธีควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดที่เชื่อมโยงกับดวงตาได้รับความเสียหาย 2. โรคสะเก็ดเงิน โรคสะเก็ดเงินเป็นภาวะผิวหนังเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นได้ผิวหนังทั่วร่างกายรวมถึงบริเวณรอบดวงตา ซึ่งอาจทำให้เยื่อบุตาอักเสบ ตาแห้ง และเป็นต้อกระจก จนตาพร่ามัว ตาแดง ตาไวต่อแสง ได้ การรักษา ควรขอรับคำปรึกษาจากคุณหมอด้านผิวหนัง หรือจักษุแพทย์ เพื่อหาวิธีรักษาที่เหมาะสม โดยคุณหมออาจสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะ […]

ต้อหิน

ต้อหิน เป็นกลุ่มอาการตาที่ทำลายเส้นประสาทตา ที่อาจเกิดจากความดันภายในลูกตาสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่อาจส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป การ ผ่าตัดต้อหิน จึงอาจเป็นวิธีการรักษาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น หากการรักษาด้วยยาหยอดตาให้ผลไม่ชัดเจน ผ่าตัดต้อหิน ด้วยวิธีใดได้บ้าง การรักษาต้อหินขึ้นอยู่กับประเภท และสาเหตุของต้อหิน คุณหมออาจเลือกวิธี การผ่าตัดต้อหิน ที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้ เจาะรูระบายน้ำภายในลูกตา (Trabeculectomy) คุณหมอจะทำการเจาะรูขนาดเล็กในลูกตาเพื่อเพิ่มช่องทางการระบายของเหลวออก ทำให้ความดันในดวงตาลดลง การผ่าตัดใส่อุปกรณ์ระบายของเหลว โดยการใส่ท่อระบายน้ำขนาดเล็กในดวงตา เพื่อระบายน้ำส่งต่อไปยังบริเวณใต้เยื่อบุลูกตา นำไปสู่การดูดซึมเข้าสู่หลอดเลือดตามธรรมชาติของระบบการทำงานของร่างกาย การผ่าตัดต้อกระจก เป็นการผ่าตัดเปิดเลนส์ตา เพื่อช่วยลดความดันในตา เนื่องจากโรคต้อหินมีม่านตาและกระจกตาที่อยู่ใกล้กันเกินไป ส่งผลให้ไม่สามารถระบายของเหลวได้ ดังนั้นการผ่าตัดด้วยวิธีนี้อาจสร้างระยะห่างของม่านตา และกระจกตาที่ช่วยให้ระบายของเหลวออกจากตาได้มากขึ้น นอกจาก การผ่าตัดต้อหิน ยังมีการรักษาด้วยเลเซอร์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจช่วยลดความดันในตา และระบายของเหลวของจากดวงตาได้ ถึงอย่างไรการเลือกวิธีการรักษาต้องผ่านการตรวจและประเมินอาการเบื้องต้น เพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้ป่วยอาจเผชิญได้หลังการผ่าตัด ความเสี่ยงหลังการผ่าตัด การผ่าตัดต้อหิน อาจทำให้เกิดความเสี่ยงบางอย่างหลังจากการผ่าตัด หรือระหว่างการพักฟื้นดวงตาได้ ดังนี้ ปวดตา ตาแดง ตาบวม ระคายเคืองดวงตา เลือดออกในตา การติดเชื้อ และการอักเสบ ความดันในตาอยู่ในระดับต่ำ หรือระดับสูงจนเกินไป ตาพร่ามัวเป็นเวลานาน ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง หรืออาจสูญเสียการมองเห็น การดูแลตัวเองหลัง การผ่าตัดต้อหิน หลังการผ่าตัดต้อหินควรงดทำกิจกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก ได้แก่ […]