home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

เปิดตำรา ให้คำแนะนำผู้ป่วยสำหรับ หัตถกรรมไส้ติ่งอักเสบ

เปิดตำรา ให้คำแนะนำผู้ป่วยสำหรับ หัตถกรรมไส้ติ่งอักเสบ

หากใครทราบว่าตนเองมีอาการป่วยเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเร็วที่สุด เพราะถ้าหากปล่อยไว้ไม่ทำการรักษาอาจร้ายแรงจนทำให้ไส้ติ่งแตกและนำมาซึ่งการเสียชีวิตได้ วันนี้ Hello คุณหมอ จะมาเปิดตำราให้คำแนะนำผู้ป่วยสำหรับ หัตถกรรมไส้ติ่งอักเสบ กันค่ะ เพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้เบื้องต้นในตัวโรคและการรักษา

การวินิจฉัยผู้ป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบ

ไส้ติ่งในคนทั่วไปมีขนาดประมาณ 0.5 ซม. x 5 ซม. หรือขนาดอาจแตกต่างกันไป เมื่อมีอะไรก็ตามมาอุดด้านในไส้ติ่ง จะทําให้เกิดการอักเสบขึ้นได้ ส่วนใหญ่ ก็จะเป็นก้อนอุจจาระที่แข็งก้อนเล็กๆ โรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน พบได้บ่อยทั้งในผู้ใหญ่ และเด็กโดยมีอาการดังนี้

  • ปวดท้อง : โดยเริ่มแรกอาจจะปวดรอบๆ สะดือ ลักษณะปวดตื้อๆ ต่อมาย้ายมาปวดมากขึ้นที่ท้องน้อยด้านขวา
  • อาการอื่นๆ ที่อาจตรวจพบร่วมด้วย : คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หรือบางรายอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย
  • ไข้ : ในระยะเริ่มแรกอาจจะไม่มีไข้ ต่อมาเมื่อมีการอักเสบนานขึ้นก็อาจมีไข้ได้

วิธีการวินิจฉัยโดยแพทย์

การตรวจร่างกาย

  • โดยกดที่ท้องน้อยด้านขวาแล้วมีอาการเจ็บมากขึ้น เมื่อแพทย์ปล่อยมือขึ้นจากหน้าท้อง

การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ

  • ตรวจเลือด เพื่อดูจํานวนเม็ดเลือดขาว ซึ่งจะสูงขึ้นในรายที่มีการอักเสบ หรือ ติดเชื้อ
  • ตรวจปัสสาวะ เพื่อ ตรวจหาสภาวะผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมีอาการคล้ายไส้ติ่งอักเสบ เช่น นิ่วในท่อไตกรวยไตอักเสบ

การเอ็กซเรย์

  • การทําอัลตราซาวน์ (Ultrasound) เพื่อตรวจหาความผิดปกติในช่องท้อง สามารถพบขนาดไส้ติ่งที่ผิดปกติ หรือมีภาวะการอักเสบได้
  • การทําเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ในกรณีที่การทําอัลตราซาวน์ไม่ชัดเจน ซึ่งสามารถตรวจพบความผิดปกติอื่นๆ

อีกได้

วัตถุประสงค์ของการทำหัตถการ

ป้องกันการเกิดฝีในท้อง (Abscess) ช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) หรือเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis)

วิธีรักษาผู้ป่วยสำหรับ หัตถกรรมไส้ติ่งอักเสบ

การรักษาไส้ติ่งอักเสบ

  • ในรายที่อาการชัดเจน แนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดโดยด่วนหลังจากเตรียมผู้ป่วยให้พร้อม และเหมาะสมต่อการให้ยาสลบ
  • ในรายที่อาการไม่ชัดเจน แต่สงสัยว่าอาจเป็นโรคนี้ ให้รับตัวไว้สังเกตอาการในโรงพยาบาล เพื่อติดตาม และประเมินอาการ อย่างใกล้ชิด โดยงดน้ำและอาหาร และอาจใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย
  • ในรายที่มีอาการมาหลายวัน หรือ พบก้อนบริเวณท้องน้อยขวา และมีข้อบ่งชี้ว่าน่าจะเป็นหนองไส้ติ่ง (Appendiceal phlegmon หรือ Abcess) ควรรักษาโดยวิธีประคับประคอง โดยการให้ยาปฏิชีวนะ ถ้าอาการปวดท้องดีขึ้น หรือก้อนมี ขนาดเล็กลง ก็สามารถให้การผ่าตัดได้หลังจากนั้น 6 สัปดาห์- 3 เดือน หรืออาจพิจารณาผ่าตัดไส้ติ่งออกเลย ขึ้นอยู่กับ ดุลยพินิจของศัลยแพทย์

การรักษาโดยการผ่าตัด

  • วิธีการผ่าตัดแบบมาตราฐาน โดยจะผ่าตัดเป็นแผลเล็กๆ ขนาดยาว 2- 3 ซม. บริเวณท้องน้อยด้านขวา ถ้าไส้ติ่งอยู่ใน ตําแหน่งผิดปกติหรือผู้ป่วยอ้วน แผลผ่าตัดอาจจะยาวขึ้นได้
  • วิธีการส่องกล้องผ่าตัด โดยการผ่าตัดผ่านกล้อง ที่สอดทางหน้าท้องด้านขวา หลังการผ่าตัดจะมีรอยที่เกิดจากการสอดเครื่องมือประมาณ 3 จุด

โอกาสความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยสำหรับ หัตถกรรมไส้ติ่งอักเสบ

  • โดยทั่วไปการผ่าตัดจะได้ผลเกือบ 100%

ทางเลือกอื่นๆ

  • ไม่มี

การพักฟื้น/ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

  • โดยทั่วไปหลังการผ่าตัดผู้ป่วย ไส้ติ่งอักเสบ จะนอนพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลประมาณ 2-3 วัน ขึ้นอยู่กับอาการ

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ได้รับการผ่าตัด/การรักษา

  • ถ้าหากผู้ป่วยเป็นไส้ติ่งแล้วไม่ได้รับการผ่าตัดก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น เกิดฝีในท้อง (Abscess) ช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) หรือเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งอัตราการตายจะสูงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน

คำแนะนำการปฏิบัติตัวก่อนและหลังเข้าการรักษา

  • งดน้ำและ อาหาร ตามแผนการรักษาของแพทย์
  • หากมีอาการปวดแผลสามารถแจ้งเพื่อรับยาแก้ปวด และใช้มือหรือหมอนประคองแผลเวลาไอ จาม หรือเมื่อมีการ เคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อลดการกระเทือนของแผล ที่นำมาสู่อาการปวดแผล
  • ผู้ป่วยจะได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดในขณะที่ไม่ได้รับประทานอาหาร
  • การรับประทานอาหารจะเริ่มจากการจิบน้ำ รับประทานอาหารเหลว รับประทานโจ๊ก หรืออาหารอ่อน รับประทานอาหารได้ ตามปกติภายในเวลา 7 วัน
  • ระยะพักรักษาในโรงพยาบาล ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย โดยปกติประมาณ 2 – 3 วัน
  • สามารถปฏิบัติภารกิจตามปกติได้หลังผ่าตัด ประมาณ 7 วัน

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ

x