ต้อหิน (Glaucoma)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020
Share now

ต้อหิน เกิดขึ้นเมื่อเส้นประสาทดวงตาเสียหาย ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นและอาการตาบอดได้ ต้อหินมักเกิดขึ้นจากแรงดันสูงในดวงตา

คำจำกัดความ

ต้อหินคืออะไร

ต้อหิน (Glaucoma) เป็นภาวะเกี่ยวกับดวงตาประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเส้นประสาทดวงตาเสียหาย ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นและอาการตาบอดได้ ต้อหินมักเกิดขึ้นจากแรงดันสูงในดวงตา เส้นประสาทการมองเห็นเป็นกลุ่มก้อนของเส้นใยประสาทที่เชื่อมจอตากับสมอง เมื่อเส้นประสาทการมองเห็นเสียหาย สัญญาณที่แจ้งให้สมองทราบถึงสิ่งที่กำลังมองเห็นถูกรบกวน ภาวะนี้ค่อยๆ ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น

ต้อหินมีประเภทที่แตกต่างกันสองสามอย่าง ได้แก่ ต้อหินมุมเปิด (open-angle glaucoma) ต้อหินมุมปิด (angle closure glaucoma) ต้อหินที่มีความดันลูกตาปกติ (normal tension glaucoma) ต้อหินที่เกิดจากเม็ดสีของดวงตา (pigmentary glaucoma) ต้อหินแต่กำเนิด (congenital glaucom) และต้อหินทุติยภูมิ (secondary glaucoma) ต้อหินประเภทที่พบได้มากที่สุดคือต้อหินมุมเปิด

พบได้บ่อยเพียงใด

ต้อหินเป็นภาวะเกี่ยวกับดวงตาที่พบได้ทั่วไป สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุแต่มักพบได้มากที่สุดในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ต้อหินเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของอาการตาบอด สามารถลดโอกาสในการเกิดต้อหินได้โดยการลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของต้อหิน

สัญญาณเตือนและอาการต่างๆ ขึ้นอยู่กับประเภทของต้อหินที่คุณเป็น ต่อไปนี้เป็นสัญญาณเตือและอาการต่างๆ ที่คุณอาจมี

  • ต้อหินมุมเปิด: เริ่มแรกมักไม่มีอาการ หากอาการเกิดขึ้น คุณอาจมีจุดบอด (blind spots) เป็นหย่อมๆ ในการมองเห็นตรงกลางหรือด้านข้าง
  • ต้อหินมุมปิด: อาการต่างๆ อาจได้แก่ ปวดศีรษะรุนแรง ปวดตา คลื่นไส้และอาเจียน มองเห็นไม่ชัด มีรัศมีโดยรอบแสงที่มองเห็น และตาแดง
  • ต้อหินแต่กำเนิด: เกิดขึ้นในทารกแรกคลอด คุณอาจสามารถสังเกตได้ถึงสัญญาณเตือนต่างๆ ภายในปีแรกหลังทารกคลอดออกมา เป็นสิ่งสำคัญที่จะไปพบกุมารแพทย์เป็นประจำ
  • ต้อหินทุติยภูมิ: ต้อหินประเภทนี้เกิดจากโรคประจำตัว สัญญาณเตือนและอาการต่างๆ อาจคล้ายคลึงกับที่กล่าวถึงข้างต้น

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

คุณควรไปพบหมอหากมีสัญญาณเตือนหรืออาการต่างๆ ของต้อหิน หากต้อหินไม่ได้รับการรักษา สามารถทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีได้รับการแนะนำให้เข้ารับการตรวจดวงตาเพื่อคัดกรองสัญญาณเตือนของต้อหิน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของต้อหิน

สาเหตุหลักของต้อหินคือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเส้นประสาทการมองเห็น ในกรณีส่วนใหญ่แล้ว เส้นประสาทการมองเห็นเกิดความเสียหายจากแรงดันสูงในดวงตา แรงดันในดวงตาที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจากการสะสมตัวของของเหลวในดวงตา โดยทั่วไปแล้ว ของเหลวมีการระบายออกผ่านดวงตาส่วนล่างที่เรียกว่าทางระบายออกของน้ำในลูกตาอยู่ที่มุมตาซึ่งมีลักษณะเป็นตะแกรง (trabecular meshwork) การสะสมตัวของของเหลวสามารถเกิดจากการสังเคราะห์ของเหลวขึ้นมากเกินไปหรือเมื่อของเหลวไม่สามารถระบายออกได้อย่างเหมาะสม

สาเหตุขึ้นอยู่กับประเภทของต้อหิน ต่อไปนี้เป็นสาเหตุต่างๆ

  • ต้อหินมุมเปิด (Open-angle glaucoma) เป็นต้อหินประเภทที่พบได้มากที่สุด ในประเภทนี้ มุมระบายของเหลวที่เกิดจากกระจกตาและม่านตาเปิดออก สาเหตุเกิดจากการตีบตันในบางส่วนของทางระบายออกของน้ำในลูกตาอยู่ที่มุมตาซึ่งมีลักษณะเป็นตะแกรง ทำให้เกิดการก่อตัวของของเหลวและแรงดันในดวงตาที่เพิ่มสูงขึ้น ภาวะนี้มักค่อยๆ เกิดขึ้น
  • ต้อหินมุมปิด (closed-angle glaucoma) ในประเภทนี้ การตีบตันเกิดจากมุมระบายของเหลวมีการปิดตัวหรือม่านตายื่นออกมาและปิดกั้นทางระบายของเหลว ภาวะนี้มักค่อยๆ เกิดขึ้นแต่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้
  • ต้อหินที่มีความดันลูกตาปกติ: แรงดันในดวงตาไม่ใช่สาเหตุ เส้นประสาทการมองเห็นมักได้รับความเสียหายจากเลือดไหลเวียนไม่ดีหรือภาวะภูมิไวเกิน (hypersensitivity) สาเหตุที่แน่ชัดยังไม่เป็นที่ทราบ เลือดไหลเวียนไม่ดีอาจเกิดจากการก่อตัวของคราบไขมัน ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าภาวะหลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis)
  • ต้อหินทุติยภูมิ: ในประเภทนี้ ต้อหินเกิดจากภาวะสุขภาพอื่นๆ หรือยาที่ใช้ ภาวะดังกล่าวอาจได้แก่ เบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษาหรือความดันโลหิตสูง ยาบางประเภทที่ทำให้เกิดต้อหิน คือ ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids)
  • ต้อหินแต่กำเนิด: เกิดจากความบกพร่องแต่กำเนิดในเด็กเมื่อคลอดออกมา ความบกพร่องแต่กำเนิดอาจส่งผลต่อการระบายของเหลวในดวงตาและทำให้เส้นประสาทการมองเห็นมีความไวมากขึ้น
  • ต้อหินที่เกิดจากเม็ดสีของดวงตา: เกิดขึ้นเมื่อเม็ดสีจากม่านตาก่อตัวขึ้นและอุดตันทางระบายของเหลวในทางระบายออกของน้ำในลูกตาอยู่ที่มุมตาซึ่งมีลักษณะเป็นตะแกรง

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของต้อหิน

ปัจจัยเสี่ยงที่พบได้ทั่วไปสำหรับต้อหินอาจได้แก่

  • การมีอายุมากกว่า 60 ปีทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดต้อหินมากขึ้น
  • มีแรงดันในดวงตาสูง (intraocular pressure)
  • มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน
  • การใช้ยาชนิดต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดต้อหินเป็นเวลานาน ยาดังกล่าว ได้แก่ ยาหยอดตาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroid eye drops)
  • การเป็นโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคเซลล์เม็ดเลือดรูปเคียว (sickle cell disease)

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยต้อหิน

เพื่อให้มีการวินิจฉัยที่ถูกต้อง แพทย์ที่ทำการรักษาอาจดำเนินการดังต่อไปนี้

  • การตรวจวัดความดันลูกตา (Tonometry) ซึ่งเป็นการตรวจเพื่อวัดความดันในดวงตา (intraocular pressure)
  • การตรวจลานสายตา (Visual field test) ซึ่งเป็นการตรวจบริเวณต่างๆ ที่มีการสูญเสียการมองเห็น
  • การตรวจความเสียหายต่อเส้นประสาทการมองเห็น
  • การตรวจความหนากระจกตา (Pachymetry) เป็นการตรวจเพื่อวัดความหนาของกระจกตา
  • การตรวจมุมระบายของเหลวในดวงตา (gnioscopy)

การรักษาต้อหิน

ทางเลือกในการรักษาจะขึ้นอยู่กับประเภทของต้อหิน ทางเลือกในการรักษาอาจได้แก่

  • ยาหยอดตา (Eye drops): ยาเหล่านี้อาจได้แก่ ยาโปรสตาแกลนดินส์ (prostaglandins) (latanoprost, bimatoprost) ยากลุ่ม beta blockers (timolol, betaxolol) ยากลุ่ม alpha adrenergic agonists (apraclonidine, brimonidine) ยากลุ่ม carbonic anhydrase inhibitors (dorzolamide, brinzolamide) และยากลุ่ม miotic agents (pilocarpine) ยาเหล่านี้ส่วนใหญ่ออกฤทธิ์โดยการลดความดันในดวงตา
  • ยารับประทาน (Oral medication): แพทย์ที่ทำการรักษาอาจสั่งยารับประทานให้ใช้ร่วมกับยาหยอดตา ยารับประทานอาจได้แก่ ยาอะเซตาโซลาไมด์ (acetazolamide) ยากลุ่ม carbonic anhydrase inhibitor สำหรับรับประทาน
  • การผ่าตัดรักษาต้อหินมุมเปิดด้วยเลเซอร์ (Laser trabeculoplasty): เป็นหัตถการที่ช่วยให้ระบายของเหลวในดวงตาได้ง่ายมากขึ้น มีการดำเนินการที่คลินิกรักษาดวงตาหรือสถานพยาบาลที่มีการใช้เลเซอร์พลังงานสูง เลเซอร์จะใช้กับทางระบายออกของน้ำในลูกตาอยู่ที่มุมตาซึ่งมีลักษณะเป็นตะแกรงและช่วยเปิดทางระบายของเหลว
  • การผ่าตัดทำทางระบายสำหรับน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาใหม่เพื่อลดความดันในดวงตา (Trabeculectomy): การรักษาด้วยการผ่าตัดนี้มักมีการแนะนำเมื่อทางเลือกในการรักษาอื่นๆ ทั้งหมดไม่ได้ผล ในระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะทำช่องเปิดขึ้นใหม่เพื่อทำให้การระบายของเหลวในดวงตาดีขึ้น มักดำเนินการในห้องผ่าตัดที่โรงพยาบาล โดยปกติแล้ว การผ่าตัดมักดำเนินการที่ดวงตาครั้งละหนึ่งข้าง เพื่อดำเนินการผ่าตัดดวงตาอีกข้างหนึ่ง คุณอาจจำเป็นต้องรออย่างน้อย 4 ถึง 6 สัปดาห์

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยจัดการต้อหิน

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยจัดการต้อหินได้

  • เข้ารับการตรวจเป็นประจำและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
  • แจ้งให้แพทย์ทราบว่าคุณกำลังใช้ยาใดๆ อยู่หรือไม่
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณเป็นโรคอื่นๆ (หอบหืด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ) หรือภูมิแพ้ที่เกิดจากยารักษาต้อหิน
  • สวมใส่แว่นตาป้องกันเสมอหากเล่นกีฬารุนแรงเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่ดวงตา
  • ไปพบหมอหากมีอาการแย่ลง

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ปัญหา สุขภาพตา ที่พบได้บ่อยใน ผู้ป่วยเบาหวาน

สุขภาพตา ของ ผู้ป่วยเบาหวาน อาจมีปัญหาได้เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เช่น ตามัว จอตาเสื่อม ต้อกระจก และต้อหิน ผู้ป่วยจึงควรพบหมอเป็นประจำ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ปราโมทย์ วงศ์คำ

คามู คามู (Camu-camu)

สรรพคุณของ Camu-camuคามู คามู (Camu-camu) คือ ไม้พุ่มชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้ส่วนของผลและใบมาทำเป็นยาได้ คามู ...

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Ploylada Prommate

บทความแนะนำ

กลีเซอรอล-glycerol

กลีเซอรอล (Glycerol)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 20, 2019
รักษาต้อหิน

รวมสุดยอดเทคนิคทางการแพทย์เพื่อ รักษาต้อหิน ที่คุณควรรู้

เขียนบทความโดย ธีรวิทย์ บุญราศรี
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 17, 2019
ภาวะความดันลูกตาสูง

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ ภาวะความดันลูกตาสูง

เขียนบทความโดย ฤทธิศักดิ์ วงศ์วุฒิพงษ์
เผยแพร่วันที่ กุมภาพันธ์ 12, 2019
ตรวจดูมุมตา

ตรวจดูมุมตา (Gonioscopy)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ธีรวิทย์ บุญราศรี
เผยแพร่วันที่ มกราคม 31, 2019