ภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
Share now

คำจำกัดความ

ภูมิแพ้อาหาร คืออะไร

ภูมิแพ้อาหาร หรือการแพ้อาหาร (Food allergy) เป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารบางชนิดเข้าไปได้ไม่นาน แม้จะรับประทานอาหารดังกล่าวในปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดสัญญาณเตือนและอาการต่างๆ ของการแพ้ได้ เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับการย่อยอาหาร ลมพิษ ทางเดินหายใจบวม

ในบางคนนั้น ภูมิแพ้อาหารสามารถทำให้เกิดอาการรุนแรง หรือแม้แต่อาการแพ้ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตที่เรียกว่า ภาวะแอนาฟิแล็กซิส (anaphylaxis) หรือปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงได้ด้วย

ภูมิแพ้อาหารส่งผลต่อเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ประมาณร้อยละ 6-8 และส่งผลต่อผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 3 และแม้จะไม่มีการรักษาให้หายขาดได้ เด็กบางรายอาจหายจากภูมิแพ้อาหารไปเองเมื่อมีอายุมากขึ้น

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ

คนมักเข้าใจสับสนระหว่างภูมิแพ้อาหาร (food allergy) กับภูมิแพ้อาหารแฝง (food intolerance) ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยกว่า ความแตกต่างก็คือ ภูมิแพ้อาหารแบบแฝงนั้น เป็นภาวะที่รุนแรงน้อยกว่าและไม่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย 

ภูมิแพ้อาหารพบได้บ่อยแค่ไหน

การแพ้อาหารพบได้บ่อยมาก สามารถส่งผลต่อผู้ป่วยได้ทุกวัย แต่จัดการได้โดยการลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของภูมิแพ้อาหาร

สำหรับบางคน อาการแพ้อาหารบางชนิดอาจทำให้รู้สึกไม่สบายและมีอาการไม่รุนแรง ในขณะที่บางคนอาจมีอาการแพ้อาหารรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต อาการแพ้อาหารมักเกิดขึ้นภายในเวลา 2-3 นาที ไปจนถึง 2 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารที่ก่ออาการแพ้

สัญญาณเตือนและอาการที่พบได้มากที่สุดของการแพ้อาหาร ได้แก่

  • ปวดเสียวหรือคันในปาก
  • ลมพิษ อาการคัน หรือผื่นแดง
  • มีอาการบวมที่ริมฝีปาก ใบหน้า ลิ้น และคอ หรืออวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย
  • หายใจมีเสียงหวีด คัดจมูก หรือหายใจลำบาก
  • ปวดท้อง ท้องร่วง คลื่นไส้ หรืออาเจียน
  • เวียนศีรษะ มึนศีรษะ หรือเป็นลม

ในผู้ป่วยบางรายนั้น ภูมิแพ้อาหารสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ภาวะแอนาฟิแล็กซิส (anaphylaxis) หรือ ภาวะปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรง ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ได้แก่

  • ทางเดินหายใจหดตัวและแน่น
  • คอบวมหรือรู้สึกมีก้อนในคอที่ทำให้หายใจลำบาก
  • มีอาการช็อกและความดันโลหิตลดลงอย่างรุนแรง
  • ชีพจรเต้นเร็ว
  • เวียนศีรษะ มึนศีรษะ หรือไม่รู้สึกตัว

เมื่อเกิดภาวะแอนาฟิแล็กซิส สิ่งสำคัญคือต้องรีบเข้ารับการรักษาฉุกเฉินทันที เพราะหากไม่ได้รับการรักษา ภาวะนี้สามารถทำให้หมดสติหรือเสียชีวิตได้

ภูมิแพ้อาหารที่เกิดจากการออกกำลังกาย (Exercise-induced food allergy)

บางคนมีอาการแพ้อาหารที่เกิดจากการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารบางชนิดอาจทำให้คุณรู้สึกคันและมึนศีรษะในเวลาไม่นานหลังจากเริ่มออกกำลังกาย หากในกรณีรุนแรง ภูมิแพ้อาหารที่เกิดจากการออกกำลังกายสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาบางประการ เช่น ลมพิษ ภาวะแอแนฟิแล็กซิส

การงดรับประทานอาหารเป็นเวลา 2 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกายและการหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดอาจช่วยป้องกันปัญหานี้ได้

อาการแพ้อาหารที่ปาก (Pollen-food allergy syndrome)

ในผู้ป่วยหลายรายที่เป็นไข้ละอองฟาง (hay fever) หากเยื่อบุปากไปสัมผัสกับผลไม้ ผักสด ถั่ว และเครื่องเทศบางชนิด อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ที่ทำให้คัน บวม หรือเจ็บที่ปาก ริมฝีปาก ด้านในลำคอ เพดานปาก หรือลิ้น และบางครั้งอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะแอนาฟิแล็กซิสได้เช่นกัน การปรุงผักและผลไม้ให้สุกก่อนรับประทานสามารถช่วยป้องกันภาวะนี้ได้

สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการนอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการต่างๆ โปรดปรึกษาคุณหมอ

ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด

หากมีสัญญาณเตือนหรืออาการต่างๆ ของภาวะแอนาฟิแล็กซิส หรืออาการใดๆ ดังต่อไปนี้ ควรเข้ารับการรักษาฉุกเฉินทันที

  • ทางเดินหายใจหดตัวจนหายใจลำบาก
  • มีอาการช็อก และความดันโลหิตลดลงอย่างรุนแรง
  • ชีพจรเต้นเร็ว
  • เวียนศีรษะ หรือมึนศีรษะ

หากคุณมีสัญญาณเตือนหรืออาการใดๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น หรือมีข้อคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ร่างกายคนแต่ละคนแสดงอาการแตกต่างกัน จึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของภูมิแพ้อาหาร

ภูมิแพ้อาหาร หรือการแพ้อาหาร เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาด โดยจะจำแนกอาหารหรือสารอาหารชนดใดชนิดหนึ่งว่าเป็นสิ่งอันตรายต่อร่างกาย จากนั้นระบบภูมิคุ้มกันจะกระตุ้นเซลล์ให้ปลดปล่อยแอนติบอดี้ที่เรียกว่า immunoglobulin E (IgE) เพื่อทำให้อาหารหรือสารในอาหารที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ (allergen) มีความเป็นกลาง

ในครั้งถัดไปที่คุณรับประทานอาหารนั้นแม้ในปริมาณเล็กน้อย แอนติบอดี IgE จะรับรู้ถึงอาหารนั้นและส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกันปลดปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า ฮิสตามีน (histamine) รวมทั้งสารอื่นๆ เข้าสู่กระแสเลือด

สารเคมีเหล่านี้ทำให้เกิดสัญญาณเตือนและอาการแพ้อาหารต่างๆ ได้แก่ น้ำมูกไหล คันตา คอแห้ง ผื่นคันและลมพิษ คลื่นไส้ ท้องร่วง หายใจลำบาก และอาจมีอาการช็อกหากเกิดอาการแพ้มาก

การแพ้อาหารส่วนใหญ่ถูกกระตุ้น จากโปรตีนบางชนิดที่พบในอาหารต่อไปนี้

  • สัตว์น้ำมีเปลือก เช่น กุ้ง กุ้งมังกร ปู
  • ถั่ว
  • ถั่วที่เติบโตบนดิน เช่น ถั่ววอลนัท ถั่วพีแคน
  • ปลา
  • ไข่

ในเด็กนั้น การแพ้อาหารมักเกิดจากโปรตีนที่พบได้ใน

  • ไข่
  • นม
  • ถั่ว
  • ถั่วที่เติบโตบนดิน
  • ข้าวสาลี

มีปฏิกิริยาหลายประการที่คล้ายคลึงกับอาการแพ้อาหาร ขึ้นอยู่กับประเภทของภาวะภูมิแพ้อาหารแฝงที่เป็นอยู่ คุณอาจสามารถรับประทานอาหารก่อภูมิแพ้ในปริมาณเล็กน้อยได้ โดยไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ แต่ในทางกลับกัน หากคุณมีอาการแพ้อาหารจริง การรับประทานอาหารที่แพ้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้อาหารรุนแรงได้

เนื่องจากภาวะภูมิแพ้อาหารแฝง อาจเกี่ยวข้องกับสัญญาณเตือนและก่อให้เกิดอาการบางอย่างที่เหมือนกับการแพ้อาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เป็นตะคริว ท้องร่วง จึงอาจทำให้เกิดความสับสนได้

ประเด็นที่มักทำให้เกิดความสับสันในการวินิจฉัยภาวะภูมิแพ้อาหารแฝง คือ บางคนไม่ได้มีความไวต่อตัวอาหารเองแต่มีความไวต่อสารหรือส่วนผสมในอาหาร

อาการที่มักทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นภูมิแพ้อาหาร ได้แก่

  • การขาดเอนไซม์ที่จำเป็นในการย่อยอาหาร

คุณอาจมีเอนไซม์บางชนิดไม่เพียงพอต่อการย่อยอาหารบางประเภท เช่น มีเอนไซม์แลคเตสไม่พอจะไปลดความสามารถในการย่อยแลคโตส ซึ่งเป็นน้ำตาลหลักในผลิตภัณฑ์นม อาการแพ้น้ำตาลแลคโตสแบบแฝง (Lactose intolerance) จะทำให้เกิดอาการท้องอืด ตะคริว ท้องร่วง และมีแก๊สมากในท้อง

  • อาหารเป็นพิษ (Food poisoning)

ในบางครั้ง อาการของภาวะอาหารเป็นพิษก็มีลักษณะคล้ายอาการแพ้อาหาร ปลาชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบคทีเรียในปลาทูน่าที่บูดเสีย สามารถทำให้เกิดสารพิษที่กระตุ้นปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายได้

  • ความไวต่อวัตถุปรุงแต่งอาหาร (Sensitivity to food additives)

บางคนมีปฏิกิริยาในการย่อยอาหารและอาการอื่นๆ หลังได้รับวัตถุปรุงแต่งอาหารบางชนิด เช่น สารซัลไฟต์ (sulfite) ที่ใช้เก็บรักษาผลไม้แห้ง อาหารกระป๋อง และไวน์ สารเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดในผู้ที่มีความไวต่อวัตถุปรุงแต่งอาหารได้

หรือ วัตถุปรุงแต่งอาหารอื่นๆ ที่อาจกระตุ้นปฏิกิริยาที่รุนแรง ได้แก่ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (monosodium glutamate หรือ MSG) หรือที่รู้จักกันในชื่อผงชูรส สารให้ความหวาน (artificial sweeteners) และสีผสมอาหาร (food colorings)

  • การเกิดพิษจากสารฮิสตามีน (Histamine toxicity)

ปลาบางชนิด เช่น ทูน่า ปลาแมคคอเรล ที่ไม่ได้แช่เย็นจะมีแบคทีเรียจำนวนมาก ที่อาจมีสารก่อภูมิแพ้ในระดับสูง ซึ่งจะกระตุ้นอาการคล้ายแพ้อาหาร แต่ไม่ใช่ปฏิกิริยาแพ้อาหาร ภาวะนี้จะเรียกว่าความเป็นพิษของสารก่อภูมิแพ้ หรือความเป็นพิษของสารพิษที่เป็นอันตรายในอาหาร (scombroid poisoning)

  • โรคเซลิแอค (Celiac disease)

แม้โรคนี้จะหมายถึงการแพ้สารกลูเตน (gluten allergy) แต่ก็ไม่ใช่ภูมิแพ้อาหารที่แท้จริง สิ่งหนึ่งที่โรคเซลิแอคเหมือนกับภูมิแพ้อาหารคือ ความเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ โรคเซลิแอค เป็นปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันเฉพาะที่มีความซับซ้อนมากกว่าการแพ้อาหารธรรมดา

โรคนี้เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหารเรื้อรังซึ่งถูกกระตุ้นโดยการรับประทานสารกลูเตน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบในขนมปัง พาสต้า คุกกี้ และอาหารอื่นๆ จำนวนมากที่มีส่วนผสมของข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หรือข้าวไรย์ หากคุณเป็นโรคเซลิแอคและรับประทานอาหารที่มีสารกลูเตน ก็จะเกิดปฏิกิริยาต่อภูมิคุ้มกันซึ่งทำให้พื้นผิวลำไส้เล็กเสียหาย และไม่สามารถดูดซึมสารอาหารบางชนิดได้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของการแพ้อาหาร

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการสำหรับการแพ้อาหาร เช่น

  • ประวัติครอบครัว คุณมีความเสี่ยงในการแพ้อาหารมากขึ้นหากพบอาการหอบหืด ผื่นแดง ลมพิษ หรือภูมิแพ้ในครอบครัว
  • การแพ้อาหารในอดีต เด็กอาจมีอาการแพ้อาหารมากขึ้น แต่ในบางกรณี การแพ้อาหารอาจกลับมาเป็นซ้ำได้
  • ภูมิแพ้อื่นๆ หากคุณแพ้อาหารประเภทหนึ่ง คุณอาจเสี่ยงต่อการแพ้อาหารประเภทอื่นมากขึ้น และหากคุณเป็นภูมิแพ้ประเภทอื่น เช่น ไข้ละอองฟาง ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการแพ้อาหาร
  • เป็นเด็ก การแพ้อาหารพบได้มากที่สุดในเด็ก โดยเฉพาะเด็กหัดเดินและทารก ในขณะที่คุณมีอายุมากขึ้น ระบบย่อยอาหารเจริญเต็มที่และร่างกายสามารถทนต่ออาหารที่ก่อการแพ้ได้ดีขึ้น สำหรับเด็กส่วนใหญ่ อาการแพ้นม ถั่วเหลือง ข้าวสาลี และไข่ มักจะหายไปเองเมื่อโตขึ้น แต่การแพ้ขั้นรุนแรง การแพ้ถั่ว และการแพ้สัตว์น้ำมีเปลือกมักเกิดขึ้นตลอดชีวิต
  • เป็นโรคหอบหืด โรคหอบหืดและการแพ้อาหารมักเกิดขึ้นร่วมกัน และในกรณีนี้จะทำให้อาการรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ปัจจัยต่างๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการแพ้รุนแรง (anaphylactic reaction) ได้แก่

  • มีประวัติเป็นหอบหืด
  • อยู่ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยเด็ก
  • ไม่ได้ใช้ยาเอพิเนฟรีน (epinephrine) รักษาภูมิแพ้อาหารตั้งแต่เนิ่นๆ
  • การไม่เป็นลมพิษหรืออาการอื่นๆ เกี่ยวกับผิวหนัง

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยภูมิแพ้อาหาร

ไม่มีการตรวจมาตรฐานที่ใช้เพื่อยืนยันหรือหาสาเหตุของการแพ้อาหารได้ แพทย์ที่ทำการรักษาจะพิจารณาปัจจัยหลายอย่างก่อนทำการวินิจฉัย การดำเนินการดังต่อไปนี้อาจช่วยวินิจฉัยได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคุณแพ้อาหาร หรือเกิดจากปัจจัยอื่น

  • การอธิบายอาการ คุณต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับประวัติอาการของคุณ รวมถึงชนิดและปริมาณอาหารที่ทำให้เกิดอาการ และหากคุณทราบว่าสมาชิกในครอบครัวเป็นภูมิแพ้อาหารหรือภูมิแพ้อื่่นๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย
  • การตรวจร่างกาย การตรวจร่างกายโดยละเอียด อาจช่วยระบุถึงสาเหตุของปัญหาสุขภาพได้
  • บันทึกการรับประทานอาหาร แพทย์ที่ทำการรักษาอาจให้คุณทำบันทึกการรับประทานอาหาร และอาการที่พบ
  • การตรวจทดสอบทางผิวหนัง เป็นวิธีทดสอบว่าคุณมีภูมิแพ้ต่อสารชนิดต่างๆ หรือไม่ โดยการสะกิดผิวหนัง ในการตรวจนี้ แพทย์จะนำอาหารที่สงสัยว่าเป็นสารก่อภูมิแพ้ปริมาณเล็กน้อยวางลงบนผิวหนังบริเวณปลายแขนหรือแผ่นหลังของคุณ จากนั้นจึงใช้เข็มสะกิดผิวหนัง เพื่อให้สารทดสอบเข้าสู่ใต้ผิวหนัง หากคุณแพ้สารชนิดใดชนิดหนึ่งที่ใช้ในการตรวจ จะเกิดปฏิกิริยา เช่น มีตุ่ม แต่โปรดให้ระลึกไว้ว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการตรวจนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยืนยันการแพ้อาหารของคุณได้
  • การงดอาหาร คุณอาจถูกสั่งให้งดอาหารต้องสงสัยเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ จากนั้นจึงเพิ่มอาหารนั้นกลับเข้าไปในมื้ออาหารครั้งละหนึ่งชนิด กระบวนการนี้สามารถช่วยเชื่อมโยงอาการต่างๆ กับอาหารเฉพาะได้ อย่างไรก็ดี วิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่ได้ผลดีนัก
  • การตรวจเลือด สามารถตรวจวัดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่ออาหารเฉพาะได้ โดยการตรวจปริมาณแอนติบอดี้ประเภทที่ทำให้เกิดการแพ้อาหารในกระแสเลือดที่เรียกว่า แอนติบอดี้ immunoglobulin E (IgE) สำหรับการตรวจนี้ ตัวอย่างเลือดจะถูกส่งไปยังห้องแล็บ ซึ่งสามารถตรวจสอบกับอาหารประเภทต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม การตรวจเลือดเหล่านี้ไม่ได้ผลแม่นยำเสมอไป
  • การทดสอบโดยให้ รับประทานอาหารที่สงสัยว่าแพ้ (oral food challenge test) แพทย์ผู้ทำการทดสอบ จะให้คุณรับประทานอาหารที่สงสัยว่าแพ้ในปริมาณเล็กน้อย แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้น หากคุณไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ในระหว่างเข้ารับการทดสอบ คุณอาจสามารถรวมอาหารชนิดนี้ไว้ในรายการอาหารที่รับประทานได้อีกครั้ง การทดสอบวิธีนี้ถือว่าแม่นยำที่สุด แต่ก็ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากเพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงได้
  • การทดสอบปัจจัยทางจิตวิทยาและปัจจัยทางร่างกาย เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ก็สามารถก่ออาการแพ้ได้ เช่น หากคุณคิดและเชื่อว่าตัวเองไวต่ออาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็อาจเกิดการตอบสนองจากความคิดและเกิดปฏิกิริยาทางร่างกายได้ ซึ่งอาจไม่ใช่การแพ้อาหารที่แท้จริง แต่หากคุณเคยมีปฏิกิริยาที่รุนแรงต่ออาหารมาแล้วในอดีต วิธีนี้อาจไม่ปลอดภัย

การรักษาภูมิแพ้อาหาร

หนทางเดียวที่จะป้องกันการแพ้อาหารได้ คือ การหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะพยายามที่สุดแล้ว คุณก็อาจได้รับอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้

สำหรับการแพ้อาหารที่ไม่รุนแรงนั้น ยาแก้แพ้ (antihistamines) ที่วางจำหน่ายทั่วไปหรือที่แพทย์สั่งอาจช่วยลดอาการต่างๆ ได้ คุณสามารถใช้ยานี้เพื่อบรรเทาอาการคันหรือลมพิษหลังจากได้รับอาหารก่อภูมิแพ้ได้ อย่างไรก็ตาม ยาแก้แพ้ไม่สามารถรักษาการแพ้อาหารที่รุนแรงได้

สำหรับการแพ้อาหารที่รุนแรงนั้น คุณอาจจำเป็นต้องได้รับการฉีดสารเอพิเนฟรีนโดยด่วน และรีบเข้ารับการรักษาพยาบาลที่ห้องฉุกเฉิน ผู้แพ้อาหารหลายรายพกเครื่องฉีดเอพิเนฟรีนอัตโนมัติ (epinephrine autoinjector หรือ EpiPen หรือ Twinject หรือ Auvi-Q) เครื่องมือนี้มีลักษณะเป็นกระบอกที่มีกระบอกบรรจุยาและเข็มฉีดยาซ่อนอยู่ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน คุณสามารถใช้เครื่องมือนี้ฉีดสารเอพิเนฟรีนเข้าที่ต้นขา

หากแพทย์สั่งให้ใช้เครื่องฉีดเอพิเนฟรีนอัตโนมัติ มีสิ่งที่ควรพิจารณาดังนี้

  • คุณและผู้ใกล้ชิดควรศึกษาวิธีใช้งานเครื่องฉีดเอพิเนฟรีนอัตโนมัติให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะหากอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และคุณไม่สามารถใช้เครื่องมือนี้เองได้ ผู้ใกล้ชิดจะได้สามารถทำหน้าที่นี้แทนคุณได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้คุณได้
  • ให้พกเครื่องฉีดเอพิเนฟรีนอัตโนมัติติดตัวไว้ตลอดเวลา และหากเป็นไปได้ ควรมีเครื่องฉีดเอพิเนฟรีนอัตโนมัติเก็บไว้ในรถหรือที่ทำงานด้วย
  • ตรวจเช็คสารเอพิเนฟรีนในเครื่องฉีดเสมอ หากหมดอายุหรือให้ไม่ได้ผลแล้ว ต้องเปลี่ยนใหม่ทันที

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับภูมิแพ้อาหาร

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการปฏิบัติตนขั้นพื้นฐานดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้คุณจัดการกับภูมิแพ้อาหารได้

  •  หมั่นอ่านฉลากอาหารเพื่อให้มั่นใจว่าอาหารนั้นๆ ไม่มีส่วนผสมที่คุณแพ้ ในบางครั้ง ส่วนผสมในอาหารอาจเปลี่ยนไป ฉลากอาหารจะอธิบายอย่างชัดเจนว่ามีส่วนประกอบในอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ที่พบได้ทั่วไปใดๆ หรือไม่ คุณจึงควรอ่านฉลากอาหารอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงแหล่งของส่วนประกอบในอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ที่พบได้มากที่สุด ได้แก่ นม ไข่ ถั่ว ถั่วที่เติบโตบนดิน
  •  ปลา สัตว์น้ำมีเปลือก ถั่วเหลือง และข้าวสาลี
  • ความเสี่ยงในการเกิดอาการแพ้อาหารมักเพิ่มขึ้น เมื่อคุณรับประทานอาหารที่ร้านอาหารหรืองานเลี้ยงต่างๆ คนส่วนมากไม่เข้าใจความรุนแรงของอาการแพ้อาหาร และอาจไม่ทราบว่าอาหารในปริมาณเล็กน้อยสามารถทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงในบางคนได้ หากคุณสงสัยว่าอาหารอาจมีส่วนประกอบที่คุณแพ้ ให้สอบถามผู้เกี่ยวข้องให้ชัดเจน
  • ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น หากลูกของคุณมีอาการแพ้อาหาร ให้ขอความช่วยเหลือจากผู้ใกล้ชิด เช่น ญาติ พี่เลี้ยงเด็ก ครู ควรแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการแพ้อาหาร วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น และข้อควรปฏิบัติในภาวะฉุกเฉินให้ผู้ใกล้ชิดเข้าใจโดยละเอียดเพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือ หรือช่วยป้องกันอาการแพ้ในระยะแรกได้ เช่น การล้างมืออย่างระมัดระวัง การทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆ ที่อาจสัมผัสกับอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้

งานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาอาการแพ้อาหารทางเลือกมีจำกัด อย่างไรก็ดี หลายคนลองใช้วิธีการรักษาดังต่อไปนี้ และระบุว่าการรักษาบางประการได้ผล

  • ยาสมุนไพร (Herbal remedies)

การศึกษาขนาดเล็กจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับยาสมุนไพรได้ แสดงให้เห็นถึงประโยชน์บางประการในการบรรเทาอาการและป้องกันอาการแพ้รุนแรง (anaphylaxis) ซึ่งได้แก่ ตำรับยาแผนจีน (Chinese medicine formulas) บางประการ

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่น่าเชื่อถือว่าตำรับยาดังกล่าวได้ผล นอกจากนี้ มีข้อกังวลเกิดขึ้นเกี่ยวกับคุณภาพของยาสมุนไพรปรุงสำเร็จบางรายการจากประเทศจีน ก่อนตัดสินใจใช้ยาสมุนไพรชนิด ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้ง เพราะยาสมุนไพรอาจส่งผลต่อผลการตรวจหรือมีอันตรกิริยากับยาอื่นๆ ที่คุณใช้

มีการวิจัยจำนวนเล็กน้อยเกี่ยวกับการฝังเข็มสำหรับการแพ้อาหาร และการศึกษายังไม่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ชัดเจนจากเทคนิคการรักษาเหล่านี้ ฉะนั้น ก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษาภูมิแพ้อาหารด้วยการฝังเข็มหรือกดจุด ควรศึกษาข้อมูลให้ดี และต้องเข้ารับการรักษากับผู้ให้การรักษาที่มีประสบการณ์และได้รับการรับรอง

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อให้เข้าใจถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณได้ดีขึ้น

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ภูมิแพ้ข้าวโพด อาการแพ้อาหาร อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้มากกว่าที่คุณคิด

ภูมิแพ้ข้าวโพด (Corn Allergy) อาจเกิดขึ้นจากระบบการทำงานของภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต้านสารบางอย่างในข้าวโพด จนส่งผลให้ร่างกายของคุณเกิดปฏิกิริยาในรูปแบบต่าง ๆ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin

อยากรู้ว่าแพ้แมลงอะไรบ้าง ลองมา ทดสอบการแพ้แมลงกัดต่อย กัน

การ ทดสอบการแพ้แมลงกัดต่อย ถือเป็นเรื่องที่ควรทำ เพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองนั้นแพ้แมลงอะไรบ้าง จะได้ป้องกันและระวังได้ ซึ่ง Hello คุณหมอมีเรื่องนี้มาฝากกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
อาการแพ้และโรคภูมิคุ้มกัน, ศูนย์สุขภาพ กันยายน 18, 2020 . เวลาในการอ่าน

อายไบรท์ (Eyebright)

อายไบรท์ (Eyebright) เป็นพืชชนิดหนึ่งที่พบได้มากในแถบยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ นำมาใช้เพื่อรักษาอาการต่างๆ เช่น ไซนัสอักเสบ โรคภูมิแพ้ หรือโรคไข้ละอองฟาง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
สมุนไพร ก-ฮ, ยา-สมุนไพร ก-ฮ กรกฎาคม 22, 2020 . เวลาในการอ่าน

เชื้อราสีดำ ภัยจากสิ่งรอบข้าง ที่ควรหลีกเลี่ยง ก่อนเกิดโรคภูมิแพ้

เชื้อราสีดำ (Black mold) คือราชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นสีดำ เกาะกลุ่มกันเป็นก้อน และมักเติบโตได้รวดเร็วในสภาวะอากาศที่อบชื้น เช่น ห้องน้ำ พรมเช็ดเท้า เป็นต้น

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin

บทความแนะนำ

แพ้กีวี่-สาเหตุ-อาการ

กินกีวี่แล้วคันยุบยิบ หรือว่าคุณอาจจะ แพ้กีวี่

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
เผยแพร่วันที่ พฤศจิกายน 23, 2020 . เวลาในการอ่าน
วัคซีนภูมิแพ้ชนิดอมใต้ลิ้น-รักษาโรคภูมิแพ้

วัคซีนภูมิแพ้ชนิดอมใต้ลิ้น (SLIT) อีกทางเลือกรักษาโรคภูมิแพ้ โดยไม่พึ่งเข็มฉีดยา

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin
เผยแพร่วันที่ พฤศจิกายน 18, 2020 . เวลาในการอ่าน
ขี้ตาเยอะ-สัญญาณบอกโรค-ที่ไม่ควรมองข้าม

ขี้ตาเยอะ สัญญาณบอกโรค ที่ไม่ควรมองข้าม

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ ตุลาคม 22, 2020 . เวลาในการอ่าน
คัดจมูก-สาเหตุ-วิธีดูแล

คัดจมูก หายใจไม่ออก เป็นเพราะอะไร และจะดูแลตัวเองอย่างไรได้บ้าง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai
เผยแพร่วันที่ ตุลาคม 22, 2020 . เวลาในการอ่าน